ปาท่องโก๋ที่เรากินทุกเช้า อาจไม่ได้ชื่อ “ปาท่องโก๋” อย่างที่คิด และเบื้องหลังยังมีตำนานการเมืองจากจีนโบราณ
ปาท่องโก๋ร้อน ๆ สีเหลืองทองที่ทอดใหม่จนกรอบนอกนุ่มใน กินคู่กับกาแฟ น้ำเต้าหู้ หรือโจ๊ก เป็นภาพที่คุ้นตาของอาหารเช้าในประเทศไทยมานาน แต่ถ้าลองย้อนกลับไปดูชื่อเรียกของมันจริง ๆ จะพบเรื่องราวที่น่าสนใจ เพราะ “ปาท่องโก๋” ที่คนไทยเรียกกันทุกวันนี้ แท้จริงแล้วไม่ใช่ชื่อดั้งเดิมของขนมแป้งทอดแท่งคู่ชนิดนี้
ในภาษาจีนกลาง ขนมชนิดนี้เรียกว่า “โหยวเถียว” (油条, Yóutiáo) ซึ่งโดยความหมายหมายถึงแท่งหรือเส้นแป้งทอดน้ำมัน ส่วนในกลุ่มสำเนียงจีนทางภาคใต้ของจีนมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ภาษาแต้จิ๋วเรียก “อิ่วจาก้วย” (油炸粿) ขณะที่ภาษาอื่น ๆ ก็มีรูปแบบการออกเสียงที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค
ลักษณะของมันก็คือแป้งสองชิ้นนำมาประกบกันแล้วทอดในน้ำมันร้อนจนพองตัวเป็นสีเหลืองทอง ด้านนอกกรอบ แต่ด้านในมีโพรงอากาศและเนื้อสัมผัสเบา นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า โดยเฉพาะเมื่อกินคู่กับน้ำเต้าหู้ร้อน ๆ หรือโจ๊ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอาหารเช้าที่พบได้ในหลายพื้นที่ของจีน
แล้วเหตุใดในประเทศไทยเราจึงเรียกมันว่า “ปาท่องโก๋”?
คำตอบเกี่ยวข้องกับขนมอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “白糖糕” (Báitánggāo) หรือในสำเนียงแต้จิ๋วที่มีการถอดเสียงว่า “แปะทึงกอ” ชื่อนี้มีความหมายเกี่ยวกับ “ขนมน้ำตาลทรายขาว” และตัวขนมมีลักษณะแตกต่างจากปาท่องโก๋แบบแท่งทอดที่เราคุ้นเคยอย่างชัดเจน เป็นขนมสีขาว ทำจากแป้งและน้ำตาล โดยมีลักษณะเป็นขนมนึ่งเนื้อนุ่มฟู ไม่ใช่แท่งแป้งทอดสองชิ้นที่เห็นตามร้านน้ำเต้าหู้ในประเทศไทย
ความเข้าใจผิดเรื่องชื่อจึงน่าจะเกิดขึ้นจากการที่ขนมหลายชนิดถูกขายควบคู่กันในชุมชนชาวจีนในอดีต เมื่อพ่อค้าเรียกชื่อขนมด้วยสำเนียงจีน คนไทยที่ฟังภาษาเหล่านั้นไม่ออกอาจจำเสียง “แปะทึงกอ” หรือชื่อใกล้เคียง แล้วนำมาใช้เรียกขนมทอดอีกชนิดหนึ่งที่กินอยู่เป็นประจำ จนชื่อ “ปาท่องโก๋” กลายเป็นชื่อที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยในที่สุด
หลักฐานเกี่ยวกับที่มาของชื่อในไทยยังมีรายละเอียดที่หลากหลาย และมีข้อเสนอเรื่องเสียงต้นทางหลายรูปแบบ ดังนั้นเรื่องที่ว่า “คนไทยเรียกผิดเพราะพ่อค้าขายขนมสองชนิดคู่กัน” จึงควรเข้าใจในฐานะ คำอธิบายหรือข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ของชื่อเรียก มากกว่าจะถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยันอย่างเด็ดขาด
แต่ถ้าพูดถึง ตำนานกำเนิดของตัวขนมโหยวเถียว เรื่องราวกลับน่าสนใจยิ่งกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีนอย่าง งักฮุย (岳飛, Yue Fei) แม่ทัพผู้มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ซ่ง และ ฉินฮุ่ย (秦檜, Qin Hui) ขุนนางผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์จีนจากบทบาทในการดำเนินคดีกับงักฮุย
งักฮุยมีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์ซ่งใต้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดีในวัฒนธรรมจีน ส่วนฉินฮุ่ยถูกจดจำในภาพตรงกันข้ามจากเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหางักฮุย ซึ่งนำไปสู่การประหารชีวิตแม่ทัพผู้นี้ในปี ค.ศ. 1142
หลังจากนั้นจึงเกิดตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับอาหารชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงความโกรธแค้นต่อฉินฮุ่ย โดยนำแป้งมาปั้นเป็นรูปร่างคนสองคน ซึ่งตีความว่าเป็นตัวแทนของฉินฮุ่ยและภรรยา แล้วนำมาประกบกันก่อนทอดในน้ำมันร้อน
จากเรื่องเล่านี้จึงเกิดชื่อเรียกอีกแบบหนึ่งของโหยวเถียวในภาษาจีนกวางตุ้งว่า “油炸鬼” (yàuhjagwái) ซึ่งมีความหมายประมาณว่า “ผีทอดน้ำมัน” หรือ “ผีที่ถูกทอดในน้ำมัน” ตามตำนานดังกล่าว รูปร่างของแป้งสองชิ้นที่ติดกันจึงถูกอธิบายว่าเป็นภาพแทนของบุคคลทั้งสอง
อย่างไรก็ตาม จุดนี้ต้องแยกให้ออกระหว่าง ประวัติศาสตร์กับตำนานพื้นบ้าน เพราะเรื่องที่นำขนมไปเชื่อมโยงกับฉินฮุ่ยและงักฮุยเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมา ไม่ใช่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่าขนมชนิดนี้ถูกคิดค้นขึ้นในวันหรือเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตรง แหล่งข้อมูลจีนเองก็นำเสนอเรื่องนี้ในฐานะ folklore หรือตำนานที่เกี่ยวข้องกับที่มาของอาหาร
สิ่งที่ทำให้ตำนานนี้น่าสนใจก็คือ รูปร่างของขนมสามารถอธิบายเรื่องราวได้ในตัวเอง เพราะโหยวเถียวแบบดั้งเดิมมักเป็นแป้งสองเส้นยาวที่ประกบติดกันตรงกลาง เมื่อมองในมุมของตำนานพื้นบ้าน จึงสามารถตีความว่าเป็นคนสองคนที่ถูกนำมาผูกติดกันก่อนโยนลงทอดในน้ำมัน
และเมื่อขนมทอดสีทองนี้เดินทางออกจากจีนไปพร้อมกับชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล ชื่อเรียกและรูปแบบการรับประทานก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละพื้นที่ ในประเทศไทยเองขนมชนิดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารเช้าอย่างแนบแน่น จนคำว่า “ปาท่องโก๋” กลายเป็นคำที่คนไทยแทบทุกคนเข้าใจตรงกันว่าหมายถึงแป้งทอดแท่งคู่
ปัจจุบันเราจึงมีสถานการณ์ที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ชื่อที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด กับชื่อดั้งเดิมของขนมกลับเป็นคนละคำกัน
หากเราเดินเข้าไปในร้านอาหารเช้าแล้วสั่ง “ปาท่องโก๋” คนขายย่อมเข้าใจทันทีว่าเราต้องการแป้งทอดสีเหลืองทองสองแท่ง แต่หากเดินทางไปจีนแล้วใช้คำว่า “ปาท่องโก๋” ผู้คนอาจไม่เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงอาหารชนิดใด เพราะชื่อที่ใช้กันทั่วไปในภาษาจีนกลางคือ โหยวเถียว (油条)
นี่จึงเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ที่น่าสนใจของการเดินทางของภาษา เมื่ออาหารจากวัฒนธรรมหนึ่งเข้ามาอยู่ในอีกสังคมหนึ่ง ชื่อเรียกอาจถูกออกเสียงผิด ถูกจดจำคลาดเคลื่อน หรือถูกนำไปเชื่อมโยงกับขนมอีกชนิด จนในที่สุดชื่อใหม่กลายเป็นคำที่ผู้คนหลายชั่วอายุคนใช้กันอย่างเป็นธรรมชาติ
ดังนั้น ครั้งต่อไปเมื่อได้เห็นปาท่องโก๋สองแท่งวางอยู่ในถุงกระดาษ แล้วฉีกแบ่งจิ้มลงในน้ำเต้าหู้ร้อน ๆ ลองนึกดูว่าอาหารเช้าชิ้นเล็ก ๆ นี้ไม่ได้มีเพียงรสชาติกรอบอร่อยเท่านั้น แต่ยังพกพา เรื่องราวของภาษา การอพยพของผู้คน วัฒนธรรมอาหาร และตำนานจากจีนโบราณ เดินทางข้ามกาลเวลามาด้วย
และที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ขนมที่เราพูดว่า “ปาท่องโก๋” กันจนติดปากนั้น หากอยู่ในประเทศต้นทาง เจ้าของชื่อดั้งเดิมอาจเรียกมันว่า “โหยวเถียว” หรือในสำเนียงแต้จิ๋วว่า “อิ่วจาก้วย” แทนก็เป็นได้ 🥢🇨🇳
เขียนโดย dukedicknarak
เขียนนิยายแฟนตาซีสนุกๆด้วย ในนามปากกา เหมียวกุ่ย หาอ่านได้ที่ Meb Market และ ReadAwrite ครับ ค้นหาด้วย นามปากกาได้เลยครับ หรือค้นหาใน Google ก็ได้ครับ ^_^
ติ่งกระบอกบนสายชาร์จโน้ตบุ๊กมีไว้ทำอะไร
มาตรการอสังหาฯ ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ทบทวนก่อนสิ้นชาติ
สี่เหลี่ยมสีบนหลอดยาสีฟันคืออะไร สีเขียว แดง ดำ บอกส่วนผสมจริงหรือไม่
อำเภอที่มีชื่อเหมือนชื่อจังหวัด เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย
ส่องแนวทางเลขเ 1 ตุลาคม 2569 เทียบชัด 3 สำนัก รหัสมูเตลู
ผอ.รพ.เพชรบูรณ์ แจงแล้ว ปมขบวนซูเปอร์คาร์จอดหน้าตึกฉุกเฉิน ยัน รปภ.ห้ามแต่ไม่ฟัง
ส่องเลขเด็ด หวยลาวพัฒนา งวดวันศุกร์ 25 ก.ย. 69 สำนักดังชี้ตรงกัน! เลขไหนมาแรงบนโซเชียล?
ไขปริศนาใกล้ตัว: รูเล็กๆ บนขาปลั๊กไฟ มีไว้ทำไมและช่วยอะไรได้บ้าง
ต้นไม้มงคลหน้าบ้านกับความเชื่อเรื่องโชคลาภที่สืบต่อกันมาถึงยุคใหม่
ชายจีนกินเห็ดป่าแล้วเกิดภาพหลอน กอดจูบสุนัขเพราะคิดว่าเป็นแฟนเก่า
เลขท้าย 2 ตัวที่เคยออกบ่อย งวด 1 ตุลาคม 69
เลขไม่ออกนาน = ใกล้ออกจริงไหม? ทำไมสมองเราชอบคิดว่า “ถึงคิวแล้ว” ทั้งที่การสุ่มไม่ได้จำอดีต
มาตรการอสังหาฯ ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ทบทวนก่อนสิ้นชาติ
รถยนต์แบรนด์สัญชาติไทย รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตลอดกาล
“ดิว อริสรา” เปิดใจหลังถูก “วู้ดดี้ ล่ำซำ” เซอร์ไพรส์ขอแต่งงานกลางทะเลสาบโคโม่
สี่เหลี่ยมสีบนหลอดยาสีฟันคืออะไร สีเขียว แดง ดำ บอกส่วนผสมจริงหรือไม่
ชายจีนกินเห็ดป่าแล้วเกิดภาพหลอน กอดจูบสุนัขเพราะคิดว่าเป็นแฟนเก่า
คนเรามี “32 ขวัญ” จริงหรือ? ทำไมบางความเชื่อบอกว่าขวัญไม่ได้มีแค่หนึ่งเดียว






