หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เปิดชีวิตอีกด้านของทนาย ผลสำรวจสหรัฐฯ พบ 1 ใน 5 มีอาการซึมเศร้า งานหนักยิ่งเสี่ยงสุขภาพจิตพัง

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

 

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับสุขภาพจิตของคนทำงานในวิชาชีพกฎหมายของสหรัฐอเมริกา แล้วรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองผ่าน เพราะเมื่อพูดถึง “ทนายความ” ภาพที่คนทั่วไปคุ้นเคยมักเป็นคนที่มีความรู้ทางกฎหมาย มีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ต่อรองเก่ง พูดจาฉะฉาน และต้องพร้อมยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิของลูกความ

อาชีพนี้จึงมักถูกมองจากภายนอกว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีความมั่นคง และเป็นงานที่ต้องอาศัยทั้งความรู้และความสามารถเฉพาะตัวสูง

 

แต่เมื่อมองเข้าไปหลังฉาก ภาพที่พบอาจแตกต่างออกไปอย่างมาก

ผลการศึกษาขนาดใหญ่ครั้งใหม่ของสหรัฐฯ พบว่า ทนายความจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับอาการซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความเครียด และภาวะหมดไฟจากการทำงานในระดับที่น่าจับตา โดยอาการเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน ลักษณะงานที่มีความขัดแย้งสูง รวมถึงความยากในการแบ่งเวลาระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว

งานวิจัยยังพบอีกว่า 21.6% ของทนายความมีอาการซึมเศร้าระดับปานกลางขึ้นไป ขณะที่ 20.4% มีอาการวิตกกังวลระดับปานกลางขึ้นไป และ 18.9% มีความเครียดในระดับปานกลางขึ้นไป

ที่สำคัญ เกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 47.5% มีภาวะหมดไฟจากการทำงานในระดับสูงหรือสูงมาก

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทนายความทั้งหมดถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล เพราะการศึกษาครั้งนี้ใช้แบบประเมินอาการทางจิตวิทยาเพื่อคัดกรองระดับความรุนแรง ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนระดับความทุกข์ทางใจของคนในวิชาชีพได้อย่างชัดเจนพอที่จะต้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง

งานวิจัยครั้งใหญ่ที่สุด เก็บข้อมูลจากทนายเกือบ 4 หมื่นคน

ข้อมูลชุดนี้มาจากงานวิจัยเรื่อง “When demands equal distress: An updated understanding of lawyer mental health and well-being” โดย Patrick R. Krill และ Justin J. Anker ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Journal of Affective Disorders

การศึกษาครั้งนี้จัดทำร่วมกับ American Bar Association Commission on Lawyer Assistance Programs หรือ ABA CoLAP และถือเป็นการศึกษาสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ของทนายความที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหลายเขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ จนถึงปัจจุบัน

นักวิจัยสุ่มเชิญทนายความที่ยังมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจาก 28 เขตอำนาจศาลเข้าร่วมตอบแบบสอบถาม

มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 39,036 คน และมี 36,925 คนที่เข้าเกณฑ์สำหรับการนำไปถ่วงน้ำหนักทางสถิติ โดยเก็บข้อมูลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2025

ที่สำคัญ การสำรวจครั้งนี้เป็นการติดตามข้อมูลจากงานวิจัยสำคัญเมื่อปี 2016 ซึ่งในเวลานั้นมีทนายความเข้าร่วมเกือบ 13,000 คน และผลการศึกษาเมื่อครั้งนั้นก็เคยสร้างความสนใจอย่างมากเกี่ยวกับปัญหาการดื่มสุรา ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียดในวงการกฎหมาย

เมื่อผ่านไปประมาณหนึ่งทศวรรษ งานวิจัยชุดใหม่จึงพยายามตอบคำถามว่า สถานการณ์ในวงการกฎหมายดีขึ้นหรือแย่ลง และปัจจัยในการทำงานแบบใดที่สัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด

เกือบครึ่งหนึ่งมีภาวะหมดไฟ ตัวเลขที่ไม่ควรมองข้าม

หนึ่งในตัวเลขที่สะดุดตาที่สุดคือเรื่อง “ภาวะหมดไฟจากการทำงาน”

ผลการศึกษาพบว่า 47.5% ของทนายความมีภาวะหมดไฟในระดับสูงหรือสูงมาก โดยแบ่งเป็นประมาณ 31.7% อยู่ในระดับสูง และ 15.8% อยู่ในระดับสูงมาก

คำว่า “หมดไฟ” ในงานวิจัยไม่ได้หมายถึงเพียงความรู้สึกว่าเบื่องานหรือเหนื่อยจากการทำงานหนึ่งวัน แต่เป็นการประเมินภาวะเหนื่อยล้าจากงานด้วยแบบประเมิน Copenhagen Burnout Inventory หรือ CBI ซึ่งให้คะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 และคะแนนสูงหมายถึงระดับความเหนื่อยล้าจากงานที่สูงขึ้น

เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลเรื่องภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียด จึงเห็นภาพว่าปัญหาสุขภาพจิตกับความเหนื่อยล้าจากงานมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร

งานวิจัยพบว่าเมื่อระดับภาวะหมดไฟสูงขึ้น อาการทุกข์ทางใจก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาวะหมดไฟระดับสูงมาก

นักวิจัยจึงมองว่า “ภาวะหมดไฟจากการทำงาน” เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับความทุกข์ทางใจมากกว่าปัจจัยด้านอื่นในแบบจำลองการศึกษา

เรื่องนี้ทำให้ต้องย้อนกลับมาคิดว่า บางครั้งปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คนทำงาน “ไม่เก่งพอที่จะรับมือกับความเครียด” แต่อาจเกี่ยวข้องกับรูปแบบและปริมาณงานที่คนคนนั้นต้องรับผิดชอบเป็นเวลานาน

ทำงาน 71 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ความเครียดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องจำนวนชั่วโมงทำงาน

งานวิจัยพบว่าความทุกข์ทางใจเพิ่มขึ้นตามจำนวนชั่วโมงทำงาน โดยเฉพาะเมื่อชั่วโมงทำงานเพิ่มขึ้นเกินประมาณ 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ในกลุ่มที่ทำงาน 71 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ ความชุกของอาการเครียดระดับปานกลางขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 42.2% ขณะที่กลุ่มที่ทำงาน 31–40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 13.5%

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเปรียบเทียบสองกลุ่มนี้ สัดส่วนผู้ที่ผ่านเกณฑ์อาการเครียดระดับปานกลางขึ้นไปในกลุ่มที่ทำงาน 71 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นอยู่ที่ประมาณสามเท่าของกลุ่มที่ทำงาน 31–40 ชั่วโมง

สำหรับอาการวิตกกังวลก็มีความแตกต่างเช่นกัน โดยกลุ่มที่ทำงาน 71 ชั่วโมงขึ้นไปมีความชุกประมาณ 33.1% เทียบกับ 16.5% ในกลุ่มที่ทำงาน 31–40 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังการตีความ เพราะงานวิจัยลักษณะนี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวาง จึงสามารถบอกความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ได้ แต่ไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่าชั่วโมงทำงานที่ยาวนานเป็น “สาเหตุเดียว” ที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือความเครียด

ชีวิตการทำงานจริงมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งลักษณะงาน สถานที่ทำงาน ภาระครอบครัว ความขัดแย้งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว และปัจจัยส่วนบุคคล

เมื่อเลิกงานแล้ว แต่สมองยังไม่เลิกคิดเรื่องงาน

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้จำนวนชั่วโมงทำงาน คือเรื่อง “งานกับครอบครัว”

ผลสำรวจพบว่า 35.9% ของทนายความมีความขัดแย้งระหว่างงานกับชีวิตครอบครัวในระดับสูงหรือสูงมาก โดย 19% อยู่ในระดับสูง และ 16.9% อยู่ในระดับสูงมาก

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนวัยทำงานจำนวนมากน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก

บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทำงานวันละกี่ชั่วโมง แต่อยู่ที่เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ใจยังไม่ได้กลับมาพร้อมตัว

โทรศัพท์อาจยังดัง อีเมลอาจยังเข้ามา เอกสารอาจยังต้องอ่าน คดีอาจยังต้องเตรียม และเรื่องของลูกความอาจยังวนเวียนอยู่ในความคิด

สำหรับทนายความที่ต้องรับผิดชอบคดีสำคัญ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจมีผลต่อสิทธิ ทรัพย์สิน หรืออนาคตของลูกความ จึงไม่น่าแปลกที่ลักษณะงานจะมีแรงกดดันเฉพาะตัว

งานวิจัยพบว่า ความขัดแย้งระหว่างงานกับชีวิตครอบครัวมีความสัมพันธ์กับความทุกข์ทางใจ แต่ภาวะหมดไฟจากงานมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับอาการทุกข์ทางใจมากกว่าในแบบจำลองที่นักวิจัยใช้

งานว่าความก็มีแรงกดดันอีกแบบที่ต้องเผชิญ

ทนายความไม่ได้ทำงานเหมือนกันทั้งหมด

บางคนทำงานในสำนักงานกฎหมาย บางคนเป็นทนายความอิสระ บางคนทำงานภายในองค์กร ขณะที่บางคนทำงานเกี่ยวข้องกับศาลหรือฝ่ายตุลาการ

งานวิจัยพบว่ารูปแบบการทำงานและลักษณะงานมีความสัมพันธ์กับระดับความทุกข์ทางใจและภาวะหมดไฟที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะการทำงานด้านคดีความ ซึ่งมีลักษณะของ “adversarial exposure” หรือการต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความขัดแย้งและการเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย

นักวิจัยพบว่าการมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานว่าความมีความสัมพันธ์กับระดับความทุกข์ทางใจ ภาวะหมดไฟ และการดื่มสุราในระดับเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนในเรื่องสถานที่ทำงาน งานวิจัยพบว่าทนายความที่ทำงานภายในองค์กรหรือในห้องทำงานของผู้พิพากษามีระดับความทุกข์ทางใจและภาวะหมดไฟที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทนายความที่ทำงานแบบผู้ประกอบวิชาชีพเดี่ยวหรือสำนักงานเอกชนในแบบจำลองของการศึกษา

แต่ข้อมูลนี้ควรอ่านในฐานะ “ความสัมพันธ์ทางสถิติ” ไม่ใช่การตัดสินว่าสถานที่ทำงานประเภทหนึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาหรืออีกประเภทหนึ่งรับประกันสุขภาพจิตที่ดีกว่า

เรื่องสุราก็ยังเป็นปัญหา แม้บางตัวเลขจะดีขึ้นจากอดีต

อีกด้านที่งานวิจัยให้ความสนใจคือการดื่มสุรา

ผลสำรวจพบว่า 41.8% ของทนายความผ่านเกณฑ์การดื่มในระดับเสี่ยงตามเกณฑ์มาตรฐานของ AUDIT-C ขณะที่ 26.4% ผ่านเกณฑ์ที่สูงกว่า ซึ่งใช้ระบุคนกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น

ตรงนี้ต้องย้ำว่า “ผ่านเกณฑ์การคัดกรองการดื่มในระดับเสี่ยง” ไม่ได้เท่ากับการได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจากการใช้แอลกอฮอล์

แต่เมื่อมีสัดส่วนถึงระดับดังกล่าว ก็เป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการดื่มเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่วงการกฎหมายต้องให้ความสนใจ

ในขณะเดียวกัน เมื่อเทียบกับงานวิจัยปี 2016 สัดส่วนผู้ที่ผ่านเกณฑ์ AUDIT-C ในระดับสูงกว่าลดลง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในแง่หนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมไม่ได้ดีขึ้นในทุกด้าน เพราะอาการซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียดระดับปานกลางขึ้นไปในงานวิจัยใหม่มีสัดส่วนสูงกว่าตัวเลขจากการศึกษาเมื่อปี 2016

ตัวอย่างเช่น อาการซึมเศร้าระดับปานกลางขึ้นไปเพิ่มจากประมาณ 18.8% เป็น 21.6% ความวิตกกังวลเพิ่มจาก 10.7% เป็น 20.4% และความเครียดเพิ่มจาก 13.9% เป็น 18.9%

นักวิจัยจึงชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีความพยายามด้านสุขภาวะในวงการกฎหมายมากขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาด้านสุขภาพจิตยังคงอยู่ในระดับสูง

ทนายความรุ่นใหม่ก็เป็นกลุ่มที่ต้องจับตา

เมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพจิตในที่ทำงาน หลายคนอาจคิดว่าคนที่ทำงานมานานน่าจะเหนื่อยที่สุด

แต่ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจ เพราะกลุ่มอายุน้อยมีระดับความทุกข์ทางใจสูงกว่ากลุ่มอายุมากในหลายตัวชี้วัด

เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับช่วงชีวิตและเส้นทางอาชีพที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การเริ่มต้นสร้างชื่อเสียง การแข่งขันในวิชาชีพ การพยายามพิสูจน์ตัวเอง ไปจนถึงภาระทางการเงินหรือภาระครอบครัว

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็เตือนว่าข้อมูลลักษณะนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าเหตุใดทนายความอายุมากจึงมีตัวเลขต่ำกว่าอย่างแน่นอน เพราะอาจมีทั้งความแตกต่างระหว่างรุ่น ผลของการคัดเลือกคนที่ยังอยู่ในวิชาชีพ หรือปัจจัยอื่นที่งานวิจัยครั้งนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้

จึงไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่า “คนรุ่นใหม่อ่อนแอกว่า” แต่ควรมองว่าช่วงเริ่มต้นอาชีพอาจมีปัจจัยกดดันเฉพาะตัวที่ควรได้รับการศึกษาและดูแลอย่างเหมาะสม

ปัญหาใหญ่อีกเรื่องคือ คนมีปัญหาแต่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

เมื่อมีคนจำนวนมากกำลังเผชิญความเครียด คำถามต่อมาคือ แล้วพวกเขาไปขอความช่วยเหลือหรือไม่

คำตอบจากการสำรวจครั้งนี้น่าคิด

แม้ 75.2% ของทนายความจะรู้จักหรือเคยรับรู้เกี่ยวกับ Lawyer Assistance Programs แต่การรู้ว่ามีบริการอยู่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะกล้าใช้บริการ

อุปสรรคอันดับต้น ๆ คือเรื่อง “ความลับ”

53.3% ระบุว่าความกังวลเรื่องการรักษาความลับเป็นอุปสรรคต่อการขอความช่วยเหลือ

ขณะที่ 49.2% กังวลว่าการขอความช่วยเหลืออาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงหรือโอกาสทางอาชีพ

อีก 34.5% ระบุว่าไม่มีเวลาพอที่จะเข้ารับความช่วยเหลือ และ 25.2% ต้องการจัดการกับปัญหาด้วยตัวเอง

นี่เป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะถ้าคนทำงานรู้สึกว่า การพูดว่า “ผมกำลังมีปัญหา” หรือ “ดิฉันรับไม่ไหวแล้ว” อาจกระทบต่อหน้าที่การงาน การเก็บทุกอย่างไว้กับตัวเองก็อาจเกิดขึ้นได้

และเมื่อความเครียดถูกเก็บสะสมเป็นเวลานาน ปัญหาก็อาจซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

ที่น่าสนใจคือ ทนายส่วนใหญ่เห็นว่าควรทำอะไรให้มากกว่านี้

ผลสำรวจไม่ได้มีแต่ข้อมูลด้านปัญหาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนทัศนะของคนในวิชาชีพเองด้วย

ABA ระบุว่า 81.2% ของทนายความเห็นว่ามีความสำคัญมากหรือสำคัญที่วิชาชีพกฎหมายควรเพิ่มความพยายามในการลดปัญหาสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดในหมู่ทนายความ

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเรื่องสุขภาพจิตไม่ได้เป็นเพียงประเด็นที่นักวิจัยหรือคนภายนอกหยิบขึ้นมาพูด แต่คนในวิชาชีพเองจำนวนมากก็มองว่าเป็นเรื่องที่ควรได้รับความสนใจมากขึ้น

และนี่อาจเป็นจุดสำคัญของการแก้ปัญหา เพราะการดูแลสุขภาพจิตในอาชีพที่มีแรงกดดันสูง ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการบอกให้คนทำงาน “รู้จักผ่อนคลาย”

หากต้นเหตุบางส่วนเกี่ยวข้องกับชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน ความไม่สมดุลระหว่างงานกับชีวิต หรือรูปแบบการทำงานที่กดดัน การแก้ปัญหาก็ควรพิจารณาเรื่องเหล่านี้ไปพร้อมกัน

 

 

ผลสำรวจนี้อาจเป็นเสียงเตือนถึงทุกอาชีพ

แม้งานวิจัยจะศึกษาเฉพาะทนายความในสหรัฐอเมริกา แต่บทเรียนบางอย่างสามารถนำมาคิดต่อในภาพกว้างได้

เพราะในโลกการทำงานยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นทนาย แพทย์ พยาบาล นักบัญชี เจ้าของกิจการ พนักงานบริษัท หรือคนทำงานอิสระ ต่างก็มีแรงกดดันในรูปแบบของตัวเอง

บางคนมีปัญหาจากงานที่มากเกินไป

บางคนมีปัญหาจากรายได้ไม่แน่นอน

บางคนต้องรับผิดชอบครอบครัวไปพร้อมกับทำงาน

และบางคนอาจมีความเครียดแต่ไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวถูกมองว่าไม่เก่งพอ

ผลการศึกษาของทนายความสหรัฐฯ จึงน่าสนใจตรงที่มันทำให้เราเห็นตัวเลขของปัญหาอย่างเป็นระบบ

21.6% มีอาการซึมเศร้าระดับปานกลางขึ้นไป
20.4% มีอาการวิตกกังวลระดับปานกลางขึ้นไป
18.9% มีความเครียดระดับปานกลางขึ้นไป
47.5% มีภาวะหมดไฟระดับสูงหรือสูงมาก
41.8% ผ่านเกณฑ์การดื่มสุราในระดับเสี่ยง
35.9% มีความขัดแย้งระหว่างงานกับชีวิตครอบครัวในระดับสูงหรือสูงมาก

และที่น่าคิดที่สุดคือ คนจำนวนมากยังลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะกังวลเรื่องความลับ ชื่อเสียง และอนาคตทางอาชีพ

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าทนายความทุกคนกำลังมีปัญหา และไม่ได้หมายความว่าการทำงานหนักจะนำไปสู่โรคทางจิตโดยอัตโนมัติ

แต่สิ่งที่ข้อมูลกำลังบอกอย่างชัดเจนคือ สุขภาพจิตของคนทำงานไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเล็ก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร คนทำงานก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีครอบครัว มีคนที่รัก มีร่างกายที่ต้องพัก และมีจิตใจที่ต้องได้รับการดูแล

งานอาจรอได้ในบางครั้ง

เอกสารบางอย่างอาจเลื่อนได้

กำหนดการบางเรื่องอาจต้องจัดใหม่

แต่สุขภาพที่เสียไปแล้วอาจไม่สามารถย้อนกลับมาได้ง่ายเหมือนการแก้ไขเอกสารหนึ่งฉบับ

ผลสำรวจครั้งนี้จึงไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะกับวงการกฎหมายเท่านั้น หากแต่เป็นเครื่องเตือนใจคนทำงานทุกอาชีพว่า ความขยันกับการทำงานจนเกินขีดจำกัดนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

และบางทีคำถามที่เราควรถามตัวเองเป็นครั้งคราว อาจไม่ใช่เพียงว่า

“วันนี้เราทำงานได้มากแค่ไหน?”

แต่อาจต้องถามด้วยว่า

“หลังจากทำงานทั้งหมดนั้นแล้ว เรายังเหลือแรงใช้ชีวิตอยู่หรือไม่?”

 

ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากงานวิจัยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข 21.6% หรือ 47.5% เท่านั้น แต่คือคำถามที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น

เรามักพูดกันว่า “ทำงานหนักแล้วจะประสบความสำเร็จ”

คำพูดนี้ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว เพราะความสำเร็จในหลายอาชีพต้องอาศัยความพยายาม ความอดทน และความรับผิดชอบ

แต่สิ่งที่ควรถามเพิ่มเติมก็คือ ทำงานหนักถึงระดับใดจึงเริ่มกระทบต่อชีวิตของคนทำงาน

เพราะการทำงาน 8 ชั่วโมงกับการทำงาน 12 หรือ 14 ชั่วโมงต่อวันไม่ได้มีต้นทุนเท่ากัน และยิ่งถ้าต้องทำเช่นนั้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผลกระทบก็อาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ความเหนื่อยในแต่ละวัน

คนวัยทำงานจำนวนมากอาจเคยผ่านช่วงชีวิตที่ต้องทำงานหนัก บางคนต้องกลับบ้านดึก บางคนต้องทำงานวันหยุด บางคนต้องรับผิดชอบงานจนไม่มีเวลาพัก

ในช่วงแรกอาจยังรู้สึกว่า “ทนได้”

แต่ร่างกายและจิตใจของคนเราไม่ได้มีพลังไม่จำกัด

ดังนั้น เรื่องสุขภาพจิตจึงไม่ควรถูกนำเสนอในลักษณะว่า ใครมีปัญหาคือคนอ่อนแอ หรือใครรับความกดดันไม่ได้คือคนไม่เก่ง

ในทางกลับกัน การยอมรับว่าตัวเองกำลังเหนื่อย กำลังเครียด หรือจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือ อาจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองอย่างมีความรับผิดชอบ

โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องรับผิดชอบชีวิตและสิทธิของผู้อื่น คนทำงานเองก็ควรมีโอกาสดูแลชีวิตของตัวเองด้วย

แหล่งที่มาของข้อมูล :

American Bar Association Commission on Lawyer Assistance Programs (ABA CoLAP) รายงาน “Survey of Lawyer Well-Being: The 2025–2026 ABA CoLAP–Krill Strategies Research Project” เผยแพร่วันที่ 9 กันยายน 2026 ระบุว่าเป็นการศึกษาสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ของทนายความขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยสุ่มสำรวจทนายความที่ยังมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจาก 28 เขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ และมีข้อมูลผู้ตอบประมาณ 37,000 คนที่นำไปใช้ในการวิเคราะห์หลังผ่านเกณฑ์และการถ่วงน้ำหนักทางสถิติ รายงานยังระบุถึงอุปสรรคในการขอความช่วยเหลือ เช่น ความกังวลเรื่องความลับ ชื่อเสียง และข้อจำกัดด้านเวลา

Journal of Affective Disorders / ScienceDirect งานวิจัย “When demands equal distress: An updated understanding of lawyer mental health and well-being” โดย Patrick R. Krill และ Justin J. Anker ระบุว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 39,036 คน และ 36,925 คนเข้าเกณฑ์สำหรับการถ่วงน้ำหนักทางสถิติ โดยพบอาการซึมเศร้าระดับปานกลางขึ้นไป 21.6% อาการวิตกกังวล 20.4% ความเครียด 18.9% ภาวะหมดไฟระดับสูงหรือสูงมาก 47.5% และการดื่มสุราเข้าข่ายระดับเสี่ยง 41.8% ตามเกณฑ์ AUDIT-C มาตรฐาน

Reuters รายงานผลการศึกษาดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2026 โดยสรุปว่าประมาณ 41% ของทนายความระบุว่าวิชาชีพของตนส่งผลเสียต่อสุขภาวะ ขณะที่ปัญหาด้านสุขภาพจิตยังคงเป็นประเด็นสำคัญในวงการกฎหมาย และความกังวลเรื่องความลับกับผลกระทบต่อชื่อเสียงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขอความช่วยเหลือ

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 4 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
อำเภอที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัด อำเภอล่าสุดของประเทศไทย"ตั๊กแตนกิ่งไม้ร่มสีเหลือง" แมลงที่มีลักษณะพิเศษและน่าสนใจน้ำตกลาวาแห่งไอซ์แลนด์ เมื่อ “ไฟ” ไหลราวกับสายน้ำท่ามกลางโลกน้ำแข็งเลขเด็ด "ปฏิทินท้าวเวสสุวรรณโณ" งวด 1 ต.ค. 69 รวมเลขเด่น 2 ตัว 3 ตัว10 โรงเรียนชั้นนำในไทยที่มีจุดเด่นต่างกัน เปิดมุมมองก่อนเลือกโรงเรียนให้เหมาะกับเด็กสองผัวเมียโคราชควักแค่ 180 ฟาดรางวัลที่ 1 รวม 12 ล้าน10 วิธีคลายเครียดง่าย ๆ ทำได้ทันที เมื่อใจเริ่มหนัก ก่อนความเครียดสะสมจนกระทบชีวิตน้ำมันดีเซลพุ่ง! รถทัวร์–รถโดยสารต่างจังหวัดปรับค่าโดยสารแล้ว เริ่ม 15 กันยายน 2569รู้หรือไม่? ปลาในประเทศไทยบางชนิดไม่ได้จับหรือซื้อขายกันได้อย่างที่คิด 🐟5 โรงเรียนในไทยที่มีนักเรียนน้อยมาก บางแห่งมีแค่ 2 คน!”108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียงเด็กเทคนิคเรียนสายไหนมากที่สุด เปิดข้อมูลอาชีวะ สายช่างที่มีผู้เรียนมากอันดับ 1
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
5 โรงเรียนในไทยที่มีนักเรียนน้อยมาก บางแห่งมีแค่ 2 คน!”"ตั๊กแตนกิ่งไม้ร่มสีเหลือง" แมลงที่มีลักษณะพิเศษและน่าสนใจลูกเกดช่วยป้องกันฟันผุได้จริงหรือไม่ชวนเข้ามาลองดูกับสิ่งแปลก ๆ อันน่าจดจำที่เราหาดูไม่ได้บ่อยนักให้ได้ชมกันสตรอว์เบอร์รีผสมเบกกิ้งโซดาทำให้ฟันขาวจริงหรือไม่อินฟลูเอนเซอร์ดังของญี่ปุ่น ถูกจับฐานครอบครองโคเคน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
10 วิธีคลายเครียดง่าย ๆ ทำได้ทันที เมื่อใจเริ่มหนัก ก่อนความเครียดสะสมจนกระทบชีวิตไทยจ่อ 78 จังหวัด เปิดเบื้องหลัง แม่สะเรียง ผลักดันแยกแม่ฮ่องสอน ย้อนรอยบึงกาฬพญาบึ้งคาบเลขให้โชคจริงหรือ เปิดความลับสัตว์ใต้ดิน จากพฤติกรรมธรรมชาติสู่ตำนานเลขเด็ดบอล เชิญยิ้ม เปิดเลขธูป 172 ล้วงไหได้ 7-1-0 เลข 7-1 ตรงกัน พร้อมเผยชุดเลขที่ชอบ
ตั้งกระทู้ใหม่