หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
ตรวจหวย ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 กันยายน 2569
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เตือนคนรักปลา เปิดบัญชีปลาถูกคุมเข้ม ซื้อ–เลี้ยงพลาดเสี่ยงคุก ปรับล้าน ปล่อยน้ำโทษพุ่ง 2 ล้าน

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า

เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องปลาต่างถิ่นและสัตว์น้ำที่กฎหมายไทยควบคุม ทำให้เกิดคำถามที่หลายคนน่าจะเคยสงสัยเหมือนกันว่า เหตุใดปลาบางชนิดที่เห็นว่ามีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ หรือบางชนิดมีหน้าตาสวยงามจนคนอยากนำมาเลี้ยง กลับไม่สามารถนำมาเลี้ยงหรือซื้อขายกันได้อย่างเสรีในประเทศไทย

เรื่องนี้มองเผิน ๆ อาจคิดว่าเป็นเพียงกฎหมายเกี่ยวกับ “ปลาห้ามเลี้ยง” แต่เมื่อเข้าไปดูรายละเอียดแล้วกลับมีหลายชั้นกว่านั้น เพราะกฎหมายไม่ได้ควบคุมสัตว์น้ำทุกชนิดด้วยวิธีเดียวกัน

บางชนิด ห้ามมีไว้ในครอบครอง

บางชนิด ห้ามเพาะเลี้ยง

บางชนิดมีข้อห้ามเกี่ยวกับ การนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักร

และบางกรณีเกี่ยวข้องกับ ปลาที่มีชีวิต การเคลื่อนย้าย หรือการนำไปปล่อยในแหล่งน้ำ

ดังนั้น หากเห็นหัวข้อว่า “ปลาห้ามซื้อขายในประเทศไทย” ก็ไม่ควรรีบตีความว่าปลาทุกตัวในบัญชีดังกล่าวห้ามซื้อขายในทุกสถานการณ์ เพราะรายละเอียดทางกฎหมายแตกต่างกัน

กรมประมงเองก็ระบุรายชื่อสัตว์น้ำที่อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างชัดเจน และมีการตรวจร้านค้าสัตว์น้ำเพื่อบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 64 และมาตรา 65 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ทำไมประเทศไทยต้องควบคุมปลาบางชนิด?

เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “ปลาชนิดนั้นดีหรือไม่ดี” แต่เกี่ยวข้องกับ ความเสี่ยงต่อมนุษย์ สัตว์น้ำพื้นเมือง ระบบนิเวศ และทรัพย์สิน

สัตว์น้ำต่างถิ่นบางชนิด หากอยู่ในประเทศต้นกำเนิดอาจเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เป็นปลาอาหาร หรือเป็นปลาสวยงามที่มีการเพาะเลี้ยงเป็นเรื่องปกติ

แต่เมื่อย้ายไปอยู่ในระบบนิเวศอีกแห่งหนึ่ง สถานการณ์อาจเปลี่ยนไป

หากปลาชนิดนั้นไม่มีศัตรูตามธรรมชาติที่ควบคุมจำนวนได้ดี มีความสามารถในการปรับตัวสูง กินอาหารได้หลากหลาย หรือขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เมื่อหลุดออกจากบ่อหรือสถานที่เพาะเลี้ยง ก็อาจตั้งประชากรในแหล่งน้ำธรรมชาติได้

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ปัญหาไม่ได้จบอยู่ที่เจ้าของปลาอีกต่อไป

ปลาอาจแข่งขันกับปลาพื้นเมือง แย่งอาหาร แย่งพื้นที่ หรือกินสัตว์น้ำชนิดอื่น และในบางกรณีอาจกระทบต่ออาชีพประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประชาชน

กรมประมงระบุว่า การควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นมีเป้าหมายเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นและระบบนิเวศของไทย โดยกรณีปลาหมอสีคางดำเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เรื่องสัตว์น้ำต่างถิ่นได้รับความสนใจอย่างมาก

กลุ่มแรก “ห้ามมีไว้ในครอบครอง” 3 ชนิด

ถ้าพูดถึงปลาที่กฎหมายไทยควบคุม หลายคนอาจนึกถึงปลาหมอคางดำก่อน แต่ในทางกฎหมายยังมีกลุ่มที่น่าจับตาอีก 3 ชนิด ซึ่งกรมประมงระบุว่าเป็นสัตว์น้ำที่ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองตามมาตรา 64

ได้แก่

1. ปลาปิรันยา

2. ปลาดุกไฟฟ้า

3. ปลาไหลไฟฟ้า

กรมประมงอธิบายเหตุผลว่า สัตว์น้ำกลุ่มนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ สัตว์น้ำอื่น สิ่งแวดล้อมของสัตว์น้ำ ทรัพย์สินของบุคคล หรือสาธารณสมบัติ

ปลาปิรันยา ไม่ใช่แค่ปลาแปลกในตู้

ปลาปิรันยาเป็นปลาน้ำจืดจากทวีปอเมริกาใต้ และมีหลายชนิดในหลายสกุล ลักษณะที่คนทั่วไปจดจำได้คือฟันแหลมและพฤติกรรมการกินอาหารที่เกี่ยวข้องกับสัตว์น้ำชนิดอื่น

ด้วยลักษณะทางชีววิทยาและความเสี่ยงหากหลุดสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ประเทศต่าง ๆ จึงมีมาตรการแตกต่างกันในการควบคุม

สำหรับประเทศไทย ปลาปิรันยาอยู่ในกลุ่มสัตว์น้ำที่ห้ามมีไว้ในครอบครองตามมาตรา 64

ดังนั้น ร้านขายปลาสวยงามหรือบุคคลทั่วไปจึงไม่ควรคิดว่า หากพบปลาปิรันยาในตลาดหรือในเว็บไซต์ต่างประเทศแล้วจะสามารถสั่งเข้ามาเลี้ยงได้โดยอัตโนมัติ

ยิ่งถ้าเป็นปลาที่มีชีวิต เรื่องจะยิ่งต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ

 

แล้วปลาดุกไฟฟ้ากับปลาไหลไฟฟ้าล่ะ?

ชื่อของปลาดุกไฟฟ้าและปลาไหลไฟฟ้าอาจทำให้หลายคนคิดว่าเป็นเพียงปลาหายากสำหรับนักสะสม แต่ความจริงแล้วสัตว์น้ำทั้งสองกลุ่มมีความสามารถทางชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหรือปล่อยกระแสไฟฟ้า

นี่จึงแตกต่างจากการควบคุมปลาเพราะเป็นสัตว์ต่างถิ่นเพียงอย่างเดียว

กรมประมงจัดสัตว์น้ำทั้งสองชนิดรวมอยู่ในกลุ่มที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์น้ำ สิ่งแวดล้อม และทรัพย์สิน

ต่อมาคือ “สัตว์น้ำ 13 ชนิดที่ห้ามเพาะเลี้ยง”

อีกกลุ่มหนึ่งที่ประชาชนควรรู้จักคือสัตว์น้ำต่างถิ่นที่อยู่ในบัญชีห้ามเพาะเลี้ยง

ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ 13 รายการ ได้แก่

  1. ปลาหมอสีคางดำ
  2. ปลาหมอมายัน
  3. ปลาหมอบัตเตอร์
  4. ปลาทุกชนิดในสกุล Cichla และปลาลูกผสม
  5. ปลาเทราท์สายรุ้ง
  6. ปลาเทราท์สีน้ำตาล
  7. ปลากะพงปากกว้าง
  8. ปลาโกไลแอทไทเกอร์ฟิช
  9. ปลาเก๋าหยก
  10. สัตว์น้ำที่มีการดัดแปลงหรือตัดแต่งพันธุกรรม GMO/LMO ทุกชนิด
  11. ปูขนจีน
  12. หอยมุกน้ำจืดจีน
  13. หมึกสายวงน้ำเงินทุกชนิดในสกุล Hapalochlaena

ต้องย้ำอีกครั้งว่า 13 รายการนี้ไม่ใช่การแปลตรง ๆ ว่า “ห้ามซื้อขายทุกกรณี” แต่เป็นบัญชีสัตว์น้ำที่กฎหมายกำหนดเรื่องการเพาะเลี้ยง และบางชนิดยังมีข้อกำหนดเรื่องการนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือการครอบครองเพิ่มเติมตามประกาศและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

1. ปลาหมอสีคางดำ ตัวอย่างที่คนไทยรู้จักดีที่สุด

ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Sarotherodon melanotheron

มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา และสามารถพบได้ทั้งบริเวณน้ำจืด น้ำกร่อย และพื้นที่ชายฝั่งตามสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

สิ่งที่ทำให้ปลาชนิดนี้เป็นประเด็นใหญ่คือความสามารถในการปรับตัวและขยายพันธุ์

กรมประมงระบุว่าปลาหมอสีคางดำเป็นหนึ่งใน 13 ชนิดที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน เพาะเลี้ยง หรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายในกรณีที่เข้าหลักเกณฑ์

และนี่คือจุดที่ประชาชนต้องแยกให้ออกระหว่าง “ปลามีชีวิต” กับ “ปลาที่ตายแล้ว”

กรมประมงมีมาตรการเฉพาะเกี่ยวกับปลาหมอคางดำที่มีชีวิตนอกพื้นที่แพร่ระบาด ขณะที่ปลาที่ไม่มีชีวิตสามารถเคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่ได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

ดังนั้น หากมีคนพูดว่า

“ปลาหมอคางดำห้ามขาย”

คำตอบที่ถูกต้องกว่าคือ ต้องถามต่อว่า ปลามีชีวิตหรือปลาตาย อยู่พื้นที่ใด และการเคลื่อนย้ายเป็นไปตามเงื่อนไขหรือไม่

2. ปลาหมอมายัน

ปลาหมอมายัน หรือ Mayan cichlid มีชื่อวิทยาศาสตร์ Mayaheros urophthalmus

เป็นปลาซิคลิดจากต่างถิ่น และมีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี

เหตุผลที่อยู่ในบัญชีควบคุมไม่ได้แปลว่าปลาชนิดนี้เป็น “ปลาพิษ” แต่เป็นการควบคุมความเสี่ยงของสัตว์น้ำต่างถิ่น หากหลุดลงสู่ระบบนิเวศไทย

เพราะเมื่อสัตว์น้ำชนิดหนึ่งสามารถดำรงชีวิต ขยายพันธุ์ และแย่งทรัพยากรกับสัตว์พื้นเมืองได้ การควบคุมหลังจากแพร่กระจายแล้วจะทำได้ยากกว่าการป้องกันตั้งแต่ต้น

3. ปลาหมอบัตเตอร์

ปลาหมอบัตเตอร์ หรือ Zebra cichlid มีชื่อวิทยาศาสตร์ Heterotilapia buttikoferi

เป็นปลาซิคลิดที่มีลวดลายสวยงาม จึงอาจมีความน่าสนใจในกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงาม

แต่สิ่งที่กฎหมายมองไม่ได้มีเพียงความสวยงามของปลา

หัวใจอยู่ที่ความเสี่ยงเมื่อปลาชนิดนี้หลุดออกสู่ธรรมชาติ

การนำสัตว์น้ำต่างถิ่นเข้ามาเพาะเลี้ยงจึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุม ไม่ใช่ว่าเห็นร้านหนึ่งขายแล้วหมายความว่าบุคคลทั่วไปสามารถนำไปเพาะเลี้ยงต่อได้โดยไม่มีเงื่อนไข

4. ปลาในสกุล Cichla และลูกผสม

กลุ่มนี้มีชื่อสามัญที่หลายคนรู้จัก เช่น Peacock cichlid หรือ Peacock bass

สิ่งที่ต้องระวังคือ กฎหมายไม่ได้ระบุเพียงชื่อปลาชนิดเดียว แต่ระบุ ปลาทุกชนิดในสกุล Cichla และปลาลูกผสม

ดังนั้นคนที่ซื้อปลาแปลกจากตลาดออนไลน์ไม่ควรดูแค่ชื่อเล่นที่ผู้ขายตั้งไว้

เพราะชื่อทางการค้าอาจทำให้เข้าใจผิดได้

การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะปลาที่มีหลายสายพันธุ์หรือมีการเรียกชื่อแตกต่างกันในแต่ละตลาด

5. ปลาเทราท์สายรุ้ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Oncorhynchus mykiss

ปลาเทราท์สายรุ้งเป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสภาพอากาศและอุณหภูมิน้ำเหมาะสม

แต่การเป็นปลาเศรษฐกิจในต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าสามารถนำเข้ามาเพาะเลี้ยงในประเทศไทยได้โดยเสรี

กฎหมายไทยจึงกำหนดให้อยู่ในบัญชีสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ห้ามเพาะเลี้ยงตามประกาศที่เกี่ยวข้อง

6. ปลาเทราท์สีน้ำตาล

ชื่อวิทยาศาสตร์ Salmo trutta

เป็นปลาเทราท์อีกชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดนอกประเทศไทย และเป็นปลาเศรษฐกิจหรือปลาเกมในหลายประเทศ

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งว่า

กฎหมายไม่ได้ตัดสินว่าปลาชนิดนั้น “ดีหรือไม่ดี” แต่พิจารณาว่าการนำมาเพาะเลี้ยงในประเทศไทยมีความเสี่ยงอย่างไร

จึงไม่ควรใช้เหตุผลว่า “ต่างประเทศกินกันได้” หรือ “ต่างประเทศเลี้ยงกันเป็นเรื่องปกติ” แล้วสรุปว่าประเทศไทยต้องอนุญาตเหมือนกัน

7. ปลากะพงปากกว้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Micropterus salmoides

ในต่างประเทศรู้จักกันในชื่อ Largemouth black bass และเป็นปลาที่มีชื่อเสียงในวงการตกปลา

แต่ลักษณะของมันเป็นปลานักล่า ซึ่งทำให้ต้องพิจารณาความเสี่ยงหากหลุดเข้าไปในระบบนิเวศที่ไม่ใช่ถิ่นกำเนิด

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ปลาชนิดนี้ถูกจัดอยู่ในบัญชีควบคุมของประเทศไทย

8. ปลาโกไลแอทไทเกอร์ฟิช

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hydrocynus goliath

เป็นปลานักล่าขนาดใหญ่จากแอฟริกา มีลักษณะเด่นคือฟันและโครงสร้างร่างกายที่เหมาะกับการล่าเหยื่อ

เมื่อเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่มีลักษณะเป็นผู้ล่า จึงมีเหตุผลด้านการป้องกันระบบนิเวศในการควบคุมการเพาะเลี้ยง

9. ปลาเก๋าหยก

ชื่อวิทยาศาสตร์ Scortum barcoo

มีชื่อสามัญว่า Jade perch เป็นปลาน้ำจืดจากออสเตรเลีย

แม้จะเป็นปลาที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจในบางประเทศ แต่ประเทศไทยกำหนดให้อยู่ในกลุ่มสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ห้ามเพาะเลี้ยงตามประกาศ

ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าปลากินไม่ได้หรือเป็นปลาพิษ แต่เป็นเรื่องการควบคุมความเสี่ยงของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น

10. สัตว์น้ำ GMO และ LMO

ข้อนี้แตกต่างจากรายชื่อปลาทั่วไป เพราะไม่ได้กำหนดเป็นปลาเพียงชนิดเดียว

แต่ครอบคลุมสัตว์น้ำที่มีการดัดแปลงหรือตัดแต่งพันธุกรรม GMO/LMO ตามขอบเขตที่ประกาศกำหนด

เหตุผลคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกดัดแปลงทางพันธุกรรมต้องได้รับการประเมินความปลอดภัยก่อนนำไปใช้หรือเพาะเลี้ยง เนื่องจากประเด็นไม่ได้อยู่แค่ตัวสัตว์ แต่รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดกับสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย

11. ปูขนจีน

ชื่อวิทยาศาสตร์ Eriocheir sinensis

รู้จักกันในชื่อ Chinese mitten crab

แม้ไม่ใช่ปลา แต่ถูกจัดอยู่ในบัญชีสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ห้ามเพาะเลี้ยง

กรณีนี้แสดงให้เห็นชัดว่า กฎหมายไม่ได้มองปัญหาเฉพาะ “ปลาต่างถิ่น” เท่านั้น แต่รวมถึงสัตว์น้ำชนิดอื่นที่อาจสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศด้วย

12. หอยมุกน้ำจืดจีน

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hyriopsis cumingii

เป็นหอยน้ำจืดที่มีความเกี่ยวข้องกับการผลิตไข่มุกน้ำจืด

แม้มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ แต่เมื่อนำสัตว์น้ำต่างถิ่นเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศใหม่ ก็จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงเรื่องการหลุดรอดและการตั้งประชากร

ประเทศไทยจึงกำหนดให้อยู่ในบัญชีควบคุม

13. หมึกสายวงน้ำเงิน

กลุ่มนี้คือหมึกสายวงน้ำเงินทุกชนิดในสกุล Hapalochlaena

แม้ไม่ใช่ปลา แต่มีชื่อเสียงในเรื่องพิษที่รุนแรง จึงมีประเด็นด้านความปลอดภัยของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

และนี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงว่า การควบคุมสัตว์น้ำของรัฐไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่อง “สัตว์ต่างถิ่นจะกินปลาพื้นเมืองหรือไม่” เท่านั้น แต่ยังพิจารณาความเสี่ยงด้านอื่นด้วย

รายชื่อทั้ง 13 รายการข้างต้นตรงกับบัญชีท้ายประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กรมประมงเผยแพร่

แล้วคนขายปลาเหล่านี้จะโดนอะไร?

คำถามนี้สำคัญมาก เพราะคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า

“คนขายผิด คนซื้อไม่ผิด”

แต่กฎหมายต้องดูเป็นกรณีไป

ถ้าผู้ขายมีสัตว์น้ำที่กฎหมายห้ามครอบครองอยู่ในร้าน ก็อาจมีประเด็นความผิดเกี่ยวกับการครอบครอง

ถ้าเป็นสัตว์น้ำที่ห้ามเพาะเลี้ยง ก็ต้องดูว่าผู้ขายมีการเพาะเลี้ยงหรือไม่

ถ้าเกี่ยวข้องกับการนำเข้า ก็ต้องตรวจสอบว่ามีการนำเข้าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ดังนั้นคำว่า “ขายปลา” เพียงคำเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าผิดมาตราใด ต้องตรวจข้อเท็จจริงและสถานะของสัตว์น้ำแต่ละชนิดด้วย

กรมประมงมีการลงพื้นที่ตรวจร้านจำหน่ายสัตว์น้ำ และระบุชัดว่าการฝ่าฝืนมาตรา 64 และมาตรา 65 มีโทษตามมาตรา 144

แล้วคนซื้อจะผิดด้วยหรือไม่?

คำตอบคือ อาจมีความผิดได้ หากการซื้อทำให้บุคคลนั้นมีสัตว์น้ำที่กฎหมายห้ามไว้ในครอบครอง หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิด

จุดที่ประชาชนมักเข้าใจผิดคือคิดว่า

“ร้านเป็นคนผิด เพราะร้านขาย ส่วนเราเป็นลูกค้า ไม่เกี่ยว”

แต่ถ้าสัตว์น้ำชนิดนั้นอยู่ในกลุ่มที่กฎหมายห้ามมีไว้ในครอบครอง การนำกลับไปเลี้ยงไว้ที่บ้านก็ไม่ได้ทำให้สถานะทางกฎหมายหายไป

เพราะฉะนั้นก่อนซื้อปลาหายาก ผู้ซื้อเองก็ต้องตรวจสอบเช่นเดียวกัน

โทษสูงสุดเท่าไร?

สำหรับการฝ่าฝืนมาตรา 64 หรือมาตรา 65 วรรคสอง กรมประมงระบุโทษตามมาตรา 144 ว่า

จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และหากผู้กระทำความผิดนำสัตว์น้ำไปปล่อยใน “ที่จับสัตว์น้ำ” โทษจะสูงขึ้นเป็น

จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คำว่า “ไม่เกิน” สำคัญมาก

ไม่ได้หมายความว่าใครถูกจับจะต้องจ่าย 1 ล้านบาท หรือ 2 ล้านบาททุกคนทันที แต่เป็นอัตราโทษสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนการดำเนินคดีและบทลงโทษที่เกิดขึ้นจริงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

ที่น่ากลัวกว่าการซื้อ คือ “เลี้ยงไม่ไหวแล้วเอาไปปล่อย”

เรื่องนี้ผู้เขียนอยากเน้นเป็นพิเศษ

บางคนซื้อปลาตัวเล็กมาเลี้ยง พอปลาโตขึ้น ตู้เล็กเกินไป ปลาเริ่มกินปลาตัวอื่น หรือไม่สามารถดูแลต่อได้ จึงคิดว่า

“เอาไปปล่อยคลองดีกว่า”

ความคิดแบบนี้อันตรายมาก

เพราะปลาที่อยู่ในตู้ปลากับปลาในระบบนิเวศธรรมชาติเป็นคนละเรื่องกัน

ปลาที่เรามองว่าเป็นภาระในบ้าน อาจกลายเป็นผู้ล่าหรือคู่แข่งของสัตว์น้ำพื้นเมืองเมื่อถูกปล่อยลงธรรมชาติ

และในกรณีที่เข้าข่ายการนำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ โทษตามมาตรา 144 อาจสูงถึง จำคุก 2 ปี หรือปรับ 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แล้วทำไมบางครั้งเราเห็นปลาที่ถูกควบคุมในตลาด?

นี่เป็นคำถามที่ดีมาก

การเห็นปลาชนิดหนึ่งอยู่ในตลาด ไม่ได้พิสูจน์ว่าการขายนั้นถูกกฎหมายเสมอไป

ในทางกลับกัน ก็ไม่ควรสรุปทันทีว่าผู้ขายทุกคนกำลังทำผิด

เพราะต้องดูว่า

ปลาชนิดใด?

มีชีวิตหรือไม่?

ได้มาจากไหน?

เป็นสัตว์น้ำที่ห้ามครอบครองหรือเพียงห้ามเพาะเลี้ยง?

อยู่ในพื้นที่ที่มีประกาศเฉพาะหรือไม่?

ผู้ประกอบการมีใบอนุญาตหรือไม่?

และมีข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขตามประกาศใดหรือไม่?

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการทำข่าวหรือแชร์ข้อมูลเรื่อง “ปลาต้องห้าม” ต้องระวังคำพูดมาก

กรณีปลาหมอคางดำ ยิ่งต้องระวังการใช้คำว่า “ห้ามขาย”

ปลาหมอคางดำเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุด

กรมประมงมีทั้งมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด การจับไปใช้ประโยชน์ และมาตรการเกี่ยวกับการครอบครองปลาที่มีชีวิต

กรมประมงระบุว่าปลาหมอคางดำมีชีวิตนอกพื้นที่แพร่ระบาดตามที่ประกาศกำหนดห้ามมีไว้ในครอบครอง ขณะที่ปลาที่ไม่มีชีวิตสามารถนำออกนอกพื้นที่ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเขียนเพียงว่า

“ปลาหมอคางดำห้ามซื้อขาย”

อาจไม่ละเอียดเพียงพอ

เพราะกรมประมงเองก็มีมาตรการนำปลาหมอคางดำที่จับได้ไปใช้ประโยชน์ เช่น การแปรรูปอาหาร การทำปลาแดดเดียว ปลาบดแผ่น น้ำปลา และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งสะท้อนว่าการจัดการปลาชนิดนี้ไม่ได้หมายความว่า “พบแล้วห้ามแตะต้องหรือห้ามใช้ประโยชน์ทุกกรณี”

ต่างประเทศก็ไม่ได้ปล่อยเสรีทุกแห่ง

หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าในต่างประเทศมีคนเลี้ยงปิรันยา มีคนตกปลากะพงปากกว้าง หรือมีการเพาะเลี้ยงปลาเทราท์ เหตุใดประเทศไทยจึงควบคุม

คำตอบคือ แต่ละประเทศกำหนดกฎหมายตามความเสี่ยงของพื้นที่ตัวเอง

ตัวอย่างที่ชัดมากคือสิงคโปร์

สำนักงาน Animal & Veterinary Service หรือ AVS ของสิงคโปร์ระบุว่า การนำเข้า ส่งออก และครอบครองปลาปิรันยาเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด

นั่นหมายความว่าไม่ใช่เพียงประเทศไทยที่กังวลเกี่ยวกับปลาชนิดนี้

ประเทศอื่นก็สามารถประเมินแล้วเห็นว่าความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและความปลอดภัยสูงเกินกว่าจะเปิดให้ครอบครองโดยทั่วไป

ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้เหตุผลว่า

“เมืองนอกเขาขายกัน”

แล้วสรุปว่า

“ประเทศไทยต้องขายได้”

เพราะกฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

แล้วถ้าร้านบอกว่า “นำเข้าจากต่างประเทศถูกต้อง” ล่ะ?

ก็ยังต้องตรวจสอบ

เพราะคำว่า “นำเข้าจากต่างประเทศ” ไม่ได้เท่ากับ “นำเข้าได้โดยไม่ต้องขออนุญาต”

สัตว์น้ำบางชนิดอาจนำเข้าได้ภายใต้ใบอนุญาตหรือเงื่อนไขบางอย่าง ขณะที่บางชนิดถูกห้ามโดยตรง

กรมประมงจึงใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ในการควบคุมอย่างมีความสำคัญ เพราะชื่อทางการค้าอาจแตกต่างกันไปตามร้านหรือประเทศ

สำหรับผู้ประกอบการ เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ เพราะการซื้อปลาต่อจากบุคคลอื่นไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบทางกฎหมายหายไป หากสุดท้ายสัตว์น้ำที่อยู่ในความครอบครองเป็นชนิดที่กฎหมายควบคุม

คนรักปลาควรทำอย่างไรไม่ให้พลาด?

ก่อนซื้อปลาหายากหรือปลานำเข้า ผู้เขียนเห็นว่าควรทำอย่างน้อย 6 ขั้นตอน

หนึ่ง ขอชื่อวิทยาศาสตร์จากผู้ขาย

อย่าดูเพียงชื่อไทยหรือชื่อการค้า

สอง ตรวจสอบบัญชีสัตว์น้ำควบคุมของกรมประมง

โดยเฉพาะหากเป็นปลาที่ไม่คุ้นชื่อ

สาม ถามให้ชัดว่าปลามีชีวิตหรือเป็นสัตว์น้ำที่ผ่านการแปรรูปแล้ว

เพราะสถานะทางกฎหมายอาจแตกต่างกัน

สี่ ถามเรื่องเอกสารการนำเข้าและใบอนุญาต

หากผู้ขายอ้างว่าเป็นปลานำเข้า

ห้า อย่าโอนเงินเพียงเพราะผู้ขายบอกว่า “ขายกันมานานแล้ว”

การที่มีคนขายไม่ได้เป็นหลักฐานว่าการขายนั้นถูกต้องตามกฎหมาย

หก ถ้าไม่แน่ใจ ให้ถามสำนักงานประมงจังหวัดหรือกรมประมงก่อน

เพราะการถามก่อนซื้อย่อมปลอดภัยกว่าซื้อไปแล้วค่อยพบว่าปลาตัวนั้นอยู่ในบัญชีควบคุม


สิ่งที่คนซื้อและคนขายควรจำให้ขึ้นใจ

เรื่องสัตว์น้ำต้องห้ามไม่ใช่เรื่องของ “คนเลี้ยงปลาอย่างเดียว”

ผู้ขายต้องรู้ว่าตนเองกำลังขายอะไร

ผู้ซื้อต้องรู้ว่าตนเองกำลังซื้ออะไร

และคนเลี้ยงต้องรู้ว่าหากวันหนึ่งเลี้ยงต่อไม่ได้ จะจัดการอย่างไร

สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาดคือ ซื้อมาแล้วปล่อยลงคลอง หนอง บึง แม่น้ำ หรือแหล่งน้ำสาธารณะ

เพราะเมื่อสัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดเข้าสู่ธรรมชาติแล้ว เราไม่สามารถสั่งให้มันกลับมาอยู่ในตู้ปลาได้อีก

กว่ารัฐจะตรวจพบ กว่าชาวบ้านจะได้รับผลกระทบ และกว่าจะเริ่มกำจัดได้ อาจมีการขยายพันธุ์ไปแล้วจำนวนมาก

กรณีปลาหมอคางดำเป็นบทเรียนสำคัญของประเทศไทยว่า ปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้จบลงเพียงแค่การจับปลาตัวหนึ่งออกจากคลอง แต่ต้องอาศัยมาตรการหลายด้านในการควบคุมและฟื้นฟูระบบนิเวศ

 

ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า คนรักปลาส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการทำผิดกฎหมาย หลายคนเพียงเห็นปลาสวย ปลาหายาก หรือปลาที่กำลังเป็นกระแส แล้วอยากนำมาเลี้ยงไว้ดูเล่นเท่านั้น

ปัญหาคือโลกของสัตว์น้ำมีรายละเอียดมากกว่าที่มองเห็นจากหน้าร้าน

ปลาหนึ่งตัวอาจมีชื่อเรียกในตลาดหลายชื่อ แต่กฎหมายอาจอ้างอิงชื่อวิทยาศาสตร์

ปลาชนิดหนึ่งอาจขายเป็นอาหารได้ในบางสถานการณ์ แต่การนำปลามีชีวิตไปเพาะเลี้ยงอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ปลาบางชนิดอาจห้ามครอบครองโดยตรง ขณะที่บางชนิดเน้นควบคุมการเพาะเลี้ยงและการนำเข้า

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประชาชนควรทำไม่ใช่การจำชื่อปลา 13 ชนิดให้ได้ทั้งหมด แต่ควรจำหลักสำคัญให้ได้ว่า

ก่อนซื้อปลาแปลก ต้องตรวจสอบสถานะทางกฎหมายก่อน

อย่าใช้คำว่า “ร้านอื่นก็ขาย”

อย่าใช้คำว่า “เมืองนอกเขาเลี้ยงกัน”

อย่าใช้คำว่า “เห็นในอินเทอร์เน็ตเต็มไปหมด”

และอย่าคิดว่า “ซื้อมาแล้วอยู่ในบ้านของเรา เจ้าหน้าที่คงไม่เกี่ยว”

เพราะกฎหมายบางกรณีควบคุมถึง การครอบครอง

และหากนำไปปล่อยในแหล่งน้ำ โทษก็อาจสูงขึ้นอย่างมาก

สุดท้ายแล้ว คำถามก่อนซื้อปลาแปลกจึงไม่ควรมีเพียงว่า

“ตัวละเท่าไร?”

แต่ควรถามต่ออีกว่า

“ประเทศไทยอนุญาตให้ซื้อ เลี้ยง ครอบครอง และนำเข้าหรือไม่?”

เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาทีก่อนซื้อ อาจช่วยป้องกันปัญหาที่ตามมาเป็นปีได้

และที่สำคัญที่สุด หากเลี้ยงต่อไม่ไหว อย่านำไปปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ควรติดต่อสำนักงานประมงในพื้นที่เพื่อสอบถามแนวทางจัดการที่ถูกต้อง

เรื่องปลาอาจเริ่มต้นจากความชอบส่วนตัว แต่เมื่อปลาตัวนั้นหลุดออกไปอยู่ในธรรมชาติ ผลกระทบอาจกลายเป็นเรื่องของคนทั้งชุมชนได้

แหล่งที่มาของข้อมูล :

กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ — ข้อมูลการตรวจสอบร้านจำหน่ายสัตว์น้ำและการบังคับใช้มาตรา 64 และมาตรา 65 โดยระบุสัตว์น้ำที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง 3 ชนิด ได้แก่ ปลาปิรันยา ปลาดุกไฟฟ้า และปลาไหลไฟฟ้า รวมถึงบัญชีสัตว์น้ำที่ห้ามเพาะเลี้ยง 13 รายการ

กรมประมง — ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามเพาะเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2564 และบัญชีสัตว์น้ำต่างถิ่น 13 รายการ ได้แก่ ปลาหมอสีคางดำ ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาในสกุล Cichla และลูกผสม ปลาเทราท์สายรุ้ง ปลาเทราท์สีน้ำตาล ปลากะพงปากกว้าง ปลาโกไลแอทไทเกอร์ฟิช ปลาเก๋าหยก สัตว์น้ำ GMO/LMO ปูขนจีน หอยมุกน้ำจืดจีน และหมึกสายวงน้ำเงินในสกุล Hapalochlaena

กรมประมง — ข้อมูลเกี่ยวกับปลาหมอสีคางดำและมาตรการควบคุม โดยระบุว่าปลาหมอสีคางดำเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำต่างถิ่นที่อยู่ภายใต้การควบคุม และมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการครอบครองปลาที่มีชีวิตนอกพื้นที่แพร่ระบาด รวมถึงเงื่อนไขการเคลื่อนย้ายปลาที่ไม่มีชีวิต

กรมประมง — ข้อมูลแนวทางปฏิบัติต่อสัตว์น้ำที่อยู่ในบัญชีห้ามเพาะเลี้ยง และบทลงโทษตามมาตรา 144 โดยการฝ่าฝืนมาตรา 64 หรือมาตรา 65 วรรคสองมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีนำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรมประมง — ข้อมูลสถานการณ์และเหตุผลในการควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น โดยอธิบายถึงความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ สัตว์น้ำพื้นถิ่น และผลกระทบต่อการประมงของไทย

Animal & Veterinary Service (AVS), Singapore — ข้อมูลกฎเกี่ยวกับสัตว์น้ำสวยงาม โดยระบุว่าการนำเข้า ส่งออก และครอบครองปลาปิรันยาในสิงคโปร์เป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 32 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: paktronghie
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
อำเภอที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัด อำเภอล่าสุดของประเทศไทยรู้หรือไม่? ปลาในประเทศไทยบางชนิดไม่ได้จับหรือซื้อขายกันได้อย่างที่คิด 🐟ชวนเข้ามาลองดูกับสิ่งแปลก ๆ อันน่าจดจำที่เราหาดูไม่ได้บ่อยนักให้ได้ชมกัน10 โรงเรียนชั้นนำในไทยที่มีจุดเด่นต่างกัน เปิดมุมมองก่อนเลือกโรงเรียนให้เหมาะกับเด็กเด็กเทคนิคเรียนสายไหนมากที่สุด เปิดข้อมูลอาชีวะ สายช่างที่มีผู้เรียนมากอันดับ 1มือจับแฮนด์ แต่ขาไม่แตะเบรก คลิปขี่มอเตอร์ไซค์ชวนหวาดเสียวขวดน้ำ PET ตากแดดในรถเสี่ยงมะเร็งหรือไม่ อย. ตรวจ 30 ตัวอย่างรัฐมนตรีต่างประเทศจีนยัน "เราพร้อมปกป้องสิทธิของอิหร่าน!!"เห็นว่าน่ารัก แต่อาจเลี้ยงไม่ได้ เช็กกฎหมายสัตว์ป่า 5 กลุ่มย้อนดูยุค 90 กว่าจะจบปริญญาตรี ต้องใช้เงินเท่าไหร่ (ปี 2535–2540)สวิตช์ไฟเหลือง อย่าเพิ่งขัด เฉลยสาเหตุจริง พร้อมวิธีทำความสะอาด ก่อนพลาดเรื่องความปลอดภัย108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ชวนเข้ามาลองดูกับสิ่งแปลก ๆ อันน่าจดจำที่เราหาดูไม่ได้บ่อยนักให้ได้ชมกันรัฐมนตรีต่างประเทศจีนยัน "เราพร้อมปกป้องสิทธิของอิหร่าน!!"จากแผงหนังสือสู่หน้าจอ ย้อนเส้นทาง 5 หนังสือพิมพ์ไทยมือจับแฮนด์ แต่ขาไม่แตะเบรก คลิปขี่มอเตอร์ไซค์ชวนหวาดเสียวสวิตช์ไฟเหลือง อย่าเพิ่งขัด เฉลยสาเหตุจริง พร้อมวิธีทำความสะอาด ก่อนพลาดเรื่องความปลอดภัยขวดน้ำ PET ตากแดดในรถเสี่ยงมะเร็งหรือไม่ อย. ตรวจ 30 ตัวอย่าง
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
สวิตช์ไฟเหลือง อย่าเพิ่งขัด เฉลยสาเหตุจริง พร้อมวิธีทำความสะอาด ก่อนพลาดเรื่องความปลอดภัยยูเนสโกยกย่อง ร.9 ครบ 100 ปี พระมหากษัตริย์นักพัฒนา จากโครงการนับพันสู่มรดกความคิดโลกเชื้อสายพันธ์รอวันระบาดความปลอดภัยในมุมเล็กๆ แต่เพื่อบ้านเมือง (ความรอบคอบของคนสมัยก่อน)
ตั้งกระทู้ใหม่