ยูเนสโกยกย่อง ร.9 ครบ 100 ปี พระมหากษัตริย์นักพัฒนา จากโครงการนับพันสู่มรดกความคิดโลก
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องที่นับว่าเป็นข่าวสำคัญสำหรับคนไทย เพราะเกี่ยวข้องกับพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 และการที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO นำวาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพของพระองค์เข้าไว้ในโครงการเฉลิมฉลองวาระสำคัญระดับนานาชาติ
เรื่องนี้หากอ่านผ่าน ๆ อาจเข้าใจว่าเป็นเพียงข่าวการจัดงานครบรอบ 100 ปีของพระบรมราชสมภพ แต่หากย้อนดูที่มาอย่างละเอียด จะพบว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ ประเทศไทยต้องดำเนินการเสนอเรื่องต่อ UNESCO ผ่านกระบวนการพิจารณามาเป็นลำดับ และท้ายที่สุดที่ประชุมใหญ่ของ UNESCO ก็มีมติรับวาระดังกล่าวไว้ในโครงการ “Anniversaries Celebration 2026–2027”
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงคำว่า “ครบรอบ 100 ปี” เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การที่พระราชกรณียกิจและพระราชปณิธานด้านการพัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ถูกนำเข้าสู่กรอบการเฉลิมฉลองในระดับนานาชาติ
และนี่เองที่ทำให้เรื่องดังกล่าวกลับมาได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในช่วงเวลานี้
จุดเริ่มต้นไม่ได้เกิดขึ้นในปี 2569 แต่เริ่มเดินหน้ามาหลายปีแล้ว
ก่อนจะมีมติของ UNESCO ประเทศไทยได้เตรียมการเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการในการเสนอพระนามของในหลวงรัชกาลที่ 9 ต่อ UNESCO เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพในปี 2570
รัฐบาลในเวลานั้นระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการจะรวบรวมข้อมูลพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และคุณูปการต่าง ๆ เพื่อจัดทำข้อมูลให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ UNESCO ก่อนดำเนินการเสนออย่างเป็นทางการ
จากนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้เดินหน้าประสานงานในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ของประเทศไทย
เหตุผลสำคัญที่นำมาใช้ประกอบการเสนอคือ พระราชกรณียกิจของพระองค์ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน การศึกษา วิทยาศาสตร์ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตร การพัฒนาชนบท ตลอดจนแนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน
จึงเห็นได้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการประกาศแบบฉับพลัน แต่เป็นกระบวนการที่ประเทศไทยเตรียมข้อมูลและผลักดันมาอย่างต่อเนื่องหลายปี
แล้ว UNESCO มีมติเมื่อใด?
ประเด็นนี้ควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน เพราะมีข้อมูลบางแห่งระบุวันที่แตกต่างกัน
หลักฐานจากรัฐบาลไทยระบุชัดว่า UNESCO มีมติในเรื่องดังกล่าวในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 43 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองซามาร์คันด์ ประเทศอุซเบกิสถาน เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
ที่ประชุมมีมติให้วาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมอยู่ในโครงการ “Anniversaries Celebration 2026–2027” ของ UNESCO
ดังนั้น หากจะเขียนข่าวในปัจจุบันว่า “ยูเนสโกประกาศในวันที่ 11 กันยายน 2569” อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจคลาดเคลื่อนได้
สิ่งที่ถูกต้องกว่าคือ มติ UNESCO เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ส่วนข่าวและการเตรียมงานของหน่วยงานไทยมีการเผยแพร่และดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2569 และปี 2570
รายละเอียดเล็ก ๆ เช่นนี้มีความสำคัญ เพราะข่าวที่เกี่ยวข้องกับองค์กรระหว่างประเทศ หากระบุวันเวลาไม่ตรงกัน ผู้อ่านอาจเข้าใจผิดว่าการรับรองเพิ่งเกิดขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงกระบวนการได้ผ่านขั้นตอนสำคัญไปแล้ว
5 ธันวาคม 2570 คือวาระครบรอบ 100 ปี
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช มีพระบรมราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470
ดังนั้น วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2570 จะเป็นวาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ
รัฐบาลไทยและกระทรวงศึกษาธิการจึงเตรียมกิจกรรมเฉลิมฉลองในวาระดังกล่าว โดยกำหนดกรอบให้ครอบคลุมทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ
กระทรวงศึกษาธิการระบุชื่อทางการของการจัดงานว่า
“งานฉลองครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”
การเตรียมงานไม่ได้มุ่งเฉพาะพิธีรำลึก แต่ยังต้องการนำเสนอพระราชกรณียกิจในมิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพันธกิจของ UNESCO ทั้งด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ การสื่อสาร ตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืนและสันติภาพ
ตรงนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเฉลิมฉลอง เพราะหากจัดเพียงพิธีการ ย่อมเป็นเรื่องของการรำลึก แต่ถ้านำองค์ความรู้จากพระราชกรณียกิจมาศึกษา ถ่ายทอด และต่อยอด ก็จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความหมายต่อคนรุ่นหลัง
คำว่า “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” มาจากอะไร?
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” มานานแล้ว แต่คำนี้ไม่ได้หมายถึงการพัฒนาในด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
ตลอดหลายทศวรรษ พระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ครอบคลุมปัญหาหลากหลายด้านของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทและพื้นที่ที่ประชาชนประสบปัญหาด้านน้ำ การเกษตร ที่ดินทำกิน และการประกอบอาชีพ
ข้อมูลที่รัฐบาลไทยเผยแพร่ระบุว่า มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า 4,000 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการน้ำ เกษตรกรรม การพัฒนาชนบท ไปจนถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ แนวทางการพัฒนาในหลายพื้นที่ไม่ได้มองปัญหาเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งแยกออกจากกัน
ตัวอย่างเช่น ปัญหาน้ำไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเกษตร การประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตของชุมชน และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
หากพื้นที่หนึ่งมีน้ำมากเกินไป ปัญหาก็คือน้ำท่วม แต่หากอีกพื้นที่หนึ่งไม่มีน้ำเพียงพอ ปัญหากลับกลายเป็นภัยแล้ง
ดังนั้นการพัฒนาจึงจำเป็นต้องดูสภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศ วิถีชีวิต และความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ประกอบกัน
นี่เป็นเหตุผลที่งานพัฒนาจำนวนมากไม่ได้ใช้สูตรเดียวกันทั้งหมด แต่ต้องปรับให้เหมาะสมกับพื้นที่
จากปัญหาหน้างาน สู่แนวทางพัฒนาที่จับต้องได้
สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาหลายเรื่องเกิดขึ้นจากการลงพื้นที่และรับทราบปัญหาของประชาชน
ในอดีตประเทศไทยยังมีพื้นที่ชนบทจำนวนมากที่การเดินทางเป็นเรื่องยาก ถนนหนทางยังไม่สะดวก ระบบน้ำและสาธารณูปโภคยังไม่ทั่วถึงเหมือนในปัจจุบัน
เมื่อปัญหาอยู่ห่างไกลจากเมือง การเข้าไปถึงพื้นที่จริงจึงมีความสำคัญ
ปัญหาของชาวบ้านบางแห่งอาจเป็นเรื่องไม่มีน้ำทำการเกษตร ขณะที่บางพื้นที่มีน้ำแต่ไม่สามารถควบคุมหรือจัดสรรน้ำได้อย่างเหมาะสม บางแห่งมีปัญหาดิน บางแห่งมีปัญหาการประกอบอาชีพ
เมื่อมองย้อนกลับไปจึงเห็นได้ว่า “การพัฒนา” ในความหมายของพระราชกรณียกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างสิ่งก่อสร้าง แต่รวมถึงการแก้ปัญหาเพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
รัฐบาลไทยจึงใช้คำว่า “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” ในการอธิบายพระราชกรณียกิจเหล่านี้ และเชื่อมโยงกับการยอมรับในระดับนานาชาติ
โครงการกว่า 4,000 โครงการ ไม่ได้หมายถึงเรื่องเดียวกันทั้งหมด
ตัวเลขมากกว่า 4,000 โครงการที่ถูกกล่าวถึงในข้อมูลของรัฐบาล เป็นตัวเลขที่สะท้อนขอบเขตของงานพัฒนาที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ
แต่สิ่งที่ควรทำความเข้าใจคือ โครงการเหล่านั้นไม่ได้เป็นโครงการประเภทเดียวกันทั้งหมด
มีทั้งโครงการเกี่ยวกับน้ำ การเกษตร ป่าไม้ ดิน การพัฒนาชนบท การส่งเสริมอาชีพ ตลอดจนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เมื่อมองในภาพรวมจึงสามารถเห็นแนวคิดสำคัญอย่างหนึ่ง คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนต้องทำอย่างเป็นระบบ
หากมีน้ำแต่ไม่มีพื้นที่เพาะปลูก ปัญหาก็ยังไม่จบ
หากมีพื้นที่เพาะปลูกแต่ดินไม่เหมาะสม ปัญหาก็ยังไม่จบ
หากผลิตได้แต่ไม่มีความรู้ในการจัดการ ปัญหาก็ยังไม่จบ
การพัฒนาจึงต้องเชื่อมโยงหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน
และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาถูกนำมาเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน
“เศรษฐกิจพอเพียง” กับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
อีกเรื่องที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากเมื่อพูดถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
หลักสำคัญที่มักอธิบายกันคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยมีความรู้และคุณธรรมเป็นเงื่อนไขประกอบ
สิ่งที่ควรทำความเข้าใจคือ “พอเพียง” ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องพัฒนา หรือไม่ต้องมีความก้าวหน้า
แต่เป็นแนวคิดที่ให้การพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของความรอบคอบ ไม่ประมาท และคำนึงถึงความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
กระทรวงศึกษาธิการระบุว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยนำมาเชื่อมโยงกับการเสนอพระนามต่อ UNESCO และมองว่าสอดคล้องกับกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน
ในโลกปัจจุบัน เรื่องเหล่านี้ยังเป็นประเด็นที่หลายประเทศต้องเผชิญ
ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร ความเหลื่อมล้ำ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ การนำองค์ความรู้จากพระราชกรณียกิจในอดีตกลับมาศึกษาในบริบทปัจจุบัน จึงสามารถทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า แนวคิดบางอย่างไม่ได้จำกัดอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกคิดค้นขึ้น แต่ยังสามารถนำมาถกเถียงและประยุกต์ใช้กับปัญหาใหม่ ๆ ได้
ทำไม UNESCO จึงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?
หลายคนอาจสงสัยว่า UNESCO เป็นองค์กรด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แล้วเหตุใดพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาจึงเกี่ยวข้องกับ UNESCO
คำตอบอยู่ที่กรอบงานของ UNESCO ซึ่งครอบคลุมหลายด้าน ไม่ได้มีเพียงเรื่องการศึกษาเท่านั้น
กระทรวงศึกษาธิการระบุว่าพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีความเชื่อมโยงกับภารกิจของ UNESCO ทั้งด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และการสื่อสาร รวมถึงประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและสันติภาพ
ดังนั้น การนำวาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพเข้าสู่โครงการ Anniversaries Celebration จึงไม่ได้หมายความว่า UNESCO กำลังประเมินโครงการพัฒนาของไทยทีละโครงการ แต่เป็นการร่วมเฉลิมฉลองวาระสำคัญของบุคคลและเหตุการณ์ที่ประเทศสมาชิกเสนอ และผ่านกระบวนการขององค์การ
ตรงนี้เป็นรายละเอียดที่ควรอธิบายให้ชัด เพราะจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของข่าวโดยไม่ตีความเกินกว่าข้อเท็จจริง
ปี 2569–2570 จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญ
การที่วาระดังกล่าวถูกบรรจุใน “Anniversaries Celebration 2026–2027” ทำให้การเฉลิมฉลองไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวันที่ 5 ธันวาคม 2570 เพียงวันเดียว
แต่เป็นกรอบการเฉลิมฉลองในช่วงปี 2569–2570 ตามโครงการของ UNESCO
รัฐบาลไทยจึงเตรียมกิจกรรมหลายด้านเพื่อให้วาระดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งในประเทศและในระดับนานาชาติ โดยเน้นการเผยแพร่พระราชกรณียกิจและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์
ในมุมหนึ่ง นี่คือโอกาสในการรำลึกถึงบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย
แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสในการรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ให้เป็นระบบ เพราะเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ หลักฐานจำนวนมากที่อยู่ในรูปเอกสาร ภาพถ่าย รายงานโครงการ และประสบการณ์ของผู้คนในพื้นที่อาจกระจัดกระจาย
การนำข้อมูลเหล่านี้มาศึกษาอย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญไม่แพ้การจัดงานเฉลิมฉลอง
สิ่งที่คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยเห็น
คนไทยรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไปจำนวนไม่น้อย เติบโตมากับภาพข่าวพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9
ภาพการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ชนบท ภาพการพบปะประชาชน ภาพการทอดพระเนตรพื้นที่เกษตร แหล่งน้ำ หรือป่าไม้ ล้วนเป็นภาพที่คนรุ่นหนึ่งคุ้นเคย
แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ ภาพเหล่านี้อาจเป็นเพียงภาพประวัติศาสตร์
สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้คนรุ่นหลังเข้าใจ “บริบท” ของภาพเหล่านั้น
ในเวลานั้นพื้นที่เป็นอย่างไร?
ปัญหาของชาวบ้านคืออะไร?
เหตุใดจึงต้องพัฒนาแหล่งน้ำ?
เหตุใดต้องฟื้นฟูดิน?
เหตุใดต้องรักษาป่า?
และเหตุใดแนวคิดเรื่องการพึ่งพาตนเองจึงถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ คนรุ่นใหม่ก็จะไม่ได้เรียนรู้เพียงว่าพระองค์ทรงทำอะไร แต่จะเข้าใจด้วยว่าเหตุใดการพัฒนาจึงเกิดขึ้นในรูปแบบนั้น
นี่อาจเป็นประโยชน์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของวาระครบรอบ 100 ปี
ไม่ใช่เพียงการมองย้อนกลับ แต่ต้องมองไปข้างหน้า
การรำลึกถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ย่อมมีคุณค่า แต่หากหยุดอยู่เพียงการรำลึก เรื่องราวเหล่านั้นก็อาจค่อย ๆ ห่างออกจากชีวิตของคนรุ่นใหม่
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการนำองค์ความรู้เหล่านั้นกลับมาศึกษาใหม่
ตัวอย่างเช่น ปัญหาน้ำในวันนี้อาจแตกต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่หลักการบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมยังเป็นเรื่องสำคัญ
ปัญหาการเกษตรในปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น แต่เรื่องดิน น้ำ การวางแผน และการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมก็ยังเป็นพื้นฐาน
เช่นเดียวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งวันนี้กลายเป็นปัญหาระดับโลก
ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับจากวาระครบรอบ 100 ปี อาจไม่ได้มีเพียงภาพของอดีต แต่ยังเป็นโอกาสให้เกิดการศึกษาว่า องค์ความรู้จากโครงการพัฒนาในอดีตสามารถนำมาปรับใช้กับปัญหาในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด
ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า ข่าว UNESCO รับรองวาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นข่าวที่ควรนำเสนอโดยยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก และไม่ควรเติมถ้อยคำจนเกินหลักฐาน
ข้อเท็จจริงสำคัญคือ UNESCO มีมติเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 43 ที่เมืองซามาร์คันด์ ประเทศอุซเบกิสถาน ให้รวมวาระดังกล่าวไว้ในโครงการ Anniversaries Celebration 2026–2027
ส่วนคำว่า “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” เป็นคำที่หน่วยงานไทยใช้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวนมากและแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งรัฐบาลไทยเชื่อมโยงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
สำหรับผู้เขียนแล้ว เรื่องที่น่าสนใจที่สุดจึงไม่ใช่เพียงคำว่า “ยกย่อง” แต่คือการที่วาระดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจและองค์ความรู้ด้านการพัฒนาสู่เวทีระหว่างประเทศ
เพราะเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่มีค่าที่สุดอาจไม่ใช่เพียงการจดจำชื่อบุคคลสำคัญ แต่คือการทำความเข้าใจสิ่งที่บุคคลนั้นได้ทำไว้ และนำบทเรียนที่เหมาะสมมาปรับใช้กับสังคมในยุคของเรา
โดยเฉพาะประเทศไทยในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัญหาทรัพยากร และความเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างรวดเร็ว
แนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างรอบคอบ การสร้างภูมิคุ้มกัน และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า จึงยังเป็นประเด็นที่สามารถนำมาศึกษาได้
และเมื่อถึงวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2570 วันที่ประเทศไทยจะเข้าสู่วาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ สิ่งที่น่าจับตาอาจไม่ใช่เพียงความยิ่งใหญ่ของงานเฉลิมฉลอง แต่คือสิ่งที่ประเทศไทยจะสามารถรวบรวม ถ่ายทอด และส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปได้
เพราะหากพระราชกรณียกิจในอดีตถูกนำมาศึกษาอย่างจริงจัง มีหลักฐานรองรับ และเชื่อมโยงกับปัญหาของโลกยุคใหม่ วาระ 100 ปีก็จะไม่ได้เป็นเพียงการมองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์
แต่ยังเป็นโอกาสให้คนไทยได้ถามตัวเองว่า องค์ความรู้จากอดีตมีอะไรที่เรายังสามารถเรียนรู้ และนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมในอนาคตได้อีกบ้าง
ท้ายที่สุด การที่ UNESCO นำวาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้ในโครงการ Anniversaries Celebration 2026–2027 จึงถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญของประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ
จากวันที่ประเทศไทยเริ่มเสนอเรื่องในปี 2566 ผ่านการรวบรวมข้อมูลและการพิจารณาตามกระบวนการ จนถึงมติของ UNESCO ในเดือนพฤศจิกายน 2568 และการเตรียมงานต่อเนื่องในปี 2569–2570 ทุกขั้นตอนล้วนสะท้อนว่า วาระ 100 ปีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน
แต่เป็นผลจากการเตรียมการมาเป็นเวลาหลายปี
และเมื่อถึงปี 2570 สิ่งที่คนไทยควรติดตามจึงไม่ใช่เพียงว่า งานจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ควรติดตามด้วยว่า เรื่องราว พระราชกรณียกิจ องค์ความรู้ และบทเรียนจากการพัฒนาตลอดหลายทศวรรษ จะถูกนำมาถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่เข้าใจได้อย่างไร
เพราะการสืบสานที่แท้จริง ไม่ได้อยู่เพียงการจดจำอดีต หากแต่อยู่ที่การนำสิ่งที่มีคุณค่าจากอดีตมาทำความเข้าใจ และใช้เป็นบทเรียนสำหรับการเดินหน้าต่อไปในอนาคต
แหล่งที่มาของข้อมูล :
-
สำนักประชาสัมพันธ์ รัฐบาลไทย รายงานว่า UNESCO มีมติในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 43 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองซามาร์คันด์ ประเทศอุซเบกิสถาน ให้บรรจุวาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้ในโครงการ “Anniversaries Celebration 2026–2027” พร้อมระบุถึงพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนามากกว่า 4,000 โครงการ และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืน
-
กระทรวงศึกษาธิการ ระบุรายละเอียดการเตรียมงานฉลองครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพในปี พ.ศ. 2570 และระบุว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์มีความเชื่อมโยงกับภารกิจของ UNESCO ในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ การสื่อสาร การพัฒนาที่ยั่งยืน และสันติภาพ
-
สำนักประชาสัมพันธ์ รัฐบาลไทย รายงานเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2566 ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 เห็นชอบการเสนอพระนามของในหลวงรัชกาลที่ 9 ต่อ UNESCO เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพในปี 2570
-
กระทรวงศึกษาธิการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมเสนอพระนาม โดยระบุเหตุผลด้านพระราชกรณียกิจเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รวมถึงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และความเชื่อมโยงกับภารกิจของ UNESCO
-
รัฐบาลไทยยังเผยแพร่ข้อมูลต่อเนื่องในปี 2569 เกี่ยวกับการเตรียมกิจกรรมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี และยืนยันการบรรจุวาระของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในโครงการ Anniversaries Celebration 2026–2027 ของ UNESCO
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
อำเภอที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัด อำเภอล่าสุดของประเทศไทย
10 โรงเรียนชั้นนำในไทยที่มีจุดเด่นต่างกัน เปิดมุมมองก่อนเลือกโรงเรียนให้เหมาะกับเด็ก
ชวนเข้ามาลองดูกับสิ่งแปลก ๆ อันน่าจดจำที่เราหาดูไม่ได้บ่อยนักให้ได้ชมกัน
รัฐมนตรีต่างประเทศจีนยัน "เราพร้อมปกป้องสิทธิของอิหร่าน!!"
ประเทศฟิจิประกาศ "ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ" หลังเอดส์แพร่ระบาด
เลขเด็ด "ปฏิทินท้าวเวสสุวรรณโณ" งวด 1 ต.ค. 69 รวมเลขเด่น 2 ตัว 3 ตัว
ขวดน้ำ PET ตากแดดในรถเสี่ยงมะเร็งหรือไม่ อย. ตรวจ 30 ตัวอย่าง
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
รู้หรือไม่? ปลาในประเทศไทยบางชนิดไม่ได้จับหรือซื้อขายกันได้อย่างที่คิด 🐟
มือจับแฮนด์ แต่ขาไม่แตะเบรก คลิปขี่มอเตอร์ไซค์ชวนหวาดเสียว
จากแผงหนังสือสู่หน้าจอ ย้อนเส้นทาง 5 หนังสือพิมพ์ไทย
สวิตช์ไฟเหลือง อย่าเพิ่งขัด เฉลยสาเหตุจริง พร้อมวิธีทำความสะอาด ก่อนพลาดเรื่องความปลอดภัย
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
ประเทศฟิจิประกาศ "ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ" หลังเอดส์แพร่ระบาด
ชวนเข้ามาลองดูกับสิ่งแปลก ๆ อันน่าจดจำที่เราหาดูไม่ได้บ่อยนักให้ได้ชมกัน
จากแผงหนังสือสู่หน้าจอ ย้อนเส้นทาง 5 หนังสือพิมพ์ไทย
มือจับแฮนด์ แต่ขาไม่แตะเบรก คลิปขี่มอเตอร์ไซค์ชวนหวาดเสียว
สวิตช์ไฟเหลือง อย่าเพิ่งขัด เฉลยสาเหตุจริง พร้อมวิธีทำความสะอาด ก่อนพลาดเรื่องความปลอดภัย
สวิตช์ไฟเหลือง อย่าเพิ่งขัด เฉลยสาเหตุจริง พร้อมวิธีทำความสะอาด ก่อนพลาดเรื่องความปลอดภัย
เตือนคนรักปลา เปิดบัญชีปลาถูกคุมเข้ม ซื้อ–เลี้ยงพลาดเสี่ยงคุก ปรับล้าน ปล่อยน้ำโทษพุ่ง 2 ล้าน
เชื้อสายพันธ์รอวันระบาด
ความปลอดภัยในมุมเล็กๆ แต่เพื่อบ้านเมือง (ความรอบคอบของคนสมัยก่อน)