ย้อนดูยุค 90 กว่าจะจบปริญญาตรี ต้องใช้เงินเท่าไหร่ (ปี 2535–2540)
ถ้าย้อนกลับไปถามคนที่เรียนมหาวิทยาลัยในช่วงยุค 90 ว่า “กว่าจะเรียนจบปริญญาตรีใช้เงินเท่าไหร่?”
คำตอบอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขค่าเทอม เพราะชีวิตนักศึกษาสมัยนั้นมีทั้งค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายจิปาถะรวมอยู่ด้วย
ข้อมูลในรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งอ้างข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำให้เราเห็นภาพต้นทุนการเรียนระดับอุดมศึกษาในช่วงนั้นค่อนข้างชัด
ปี 2535 นักศึกษาหนึ่งคนใช้เงินประมาณ 1,783 บาทต่อเดือน
ข้อมูลปี 2535 ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนสำหรับระดับอุดมศึกษาอยู่ที่ประมาณ 1,783 บาทต่อคนต่อเดือน
ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายถึงค่าเทอมอย่างเดียว แต่รวมหลายรายการ ได้แก่
-
ค่าเล่าเรียน 250 บาท
-
หนังสือและอุปกรณ์การเรียน 98 บาท
-
เครื่องแบบ 109 บาท
-
ค่าเดินทาง 308 บาท
-
ค่าอาหาร 956 บาท
-
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 62 บาท
รวมเป็น 1,783 บาทต่อเดือน
จุดที่น่าสนใจคือ ค่าอาหารคิดเป็นส่วนใหญ่ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะที่ค่าเล่าเรียนคิดเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
ถ้าคิดแบบง่าย ๆ 12 เดือนต่อปี และ 4 ปีของหลักสูตรปริญญาตรี ตัวเลข 1,783 บาทต่อเดือนจะเท่ากับประมาณ 85,584 บาท
แต่ต้องย้ำว่า นี่เป็นเพียงการนำค่าเฉลี่ยรายเดือนมาคูณ 48 เดือน ไม่ใช่ตัวเลขค่าใช้จ่ายจริงของนักศึกษาทุกคน
ผ่านมา 5 ปี ตัวเลขขยับเป็น 2,571 บาทต่อเดือน
เมื่อมาถึงปี 2540 ค่าใช้จ่ายระดับอุดมศึกษาขยับขึ้นเป็น 2,571 บาทต่อคนต่อเดือน
เพิ่มจากปี 2535 ประมาณ 44.2%
องค์ประกอบก็เปลี่ยนไปด้วย
| รายการ | ปี 2535 | ปี 2540 |
|---|---|---|
| ค่าเล่าเรียน | 250 บาท | 518 บาท |
| หนังสือ/อุปกรณ์ | 98 บาท | 164 บาท |
| เครื่องแบบ | 109 บาท | 122 บาท |
| ค่าเดินทาง | 308 บาท | 425 บาท |
| ค่าอาหาร | 956 บาท | 1,247 บาท |
| อื่น ๆ | 62 บาท | 94 บาท |
| รวม | 1,783 บาท | 2,571 บาท |
เมื่อมองเฉพาะ ค่าเล่าเรียน ตัวเลขเพิ่มจาก 250 บาทเป็น 518 บาทต่อเดือน หรือมากกว่า 2 เท่า
แต่ค่าอาหารก็เพิ่มจาก 956 บาทเป็น 1,247 บาทเช่นกัน
นี่ทำให้เห็นว่าการเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้มีต้นทุนอยู่ที่ “ค่าเทอม” เพียงอย่างเดียว
ถ้าคิดเป็น 4 ปี กว่าจะได้ปริญญาตรีต้องเตรียมเงินประมาณเท่าไหร่?
ลองใช้วิธีคำนวณเดียวกันเพื่อให้เห็นภาพ
ปี 2535
1,783 × 12 เดือน × 4 ปี
= 85,584 บาท
ปี 2540
2,571 × 12 เดือน × 4 ปี
= 123,408 บาท
ดังนั้น หากใช้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายเดือนของข้อมูลชุดนี้เป็นฐานอย่างง่าย ๆ นักศึกษาที่เรียน 4 ปีจะมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 8.6 หมื่นบาทในระดับราคาและพฤติกรรมค่าใช้จ่ายของปี 2535 และประมาณ 1.23 แสนบาทในปี 2540
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกตีความว่า “ค่าเรียนปริญญาตรีสมัยนั้นราคา 123,408 บาท”
เพราะในตัวเลขดังกล่าวรวม อาหารและค่าเดินทาง อยู่ด้วย
นี่คือความแตกต่างระหว่างคำว่า ค่าเทอม กับ ต้นทุนการเรียนมหาวิทยาลัย
แล้วค่าเทอมจริงของมหาวิทยาลัยรัฐยุคนั้นเท่าไหร่?
ข้อมูลอีกชุดที่ถูกรวบรวมจากการสำรวจค่าเทอมมหาวิทยาลัยรัฐ 12 แห่งในช่วงปีการศึกษา 2540–2562 ช่วยให้เห็นภาพของค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร
ตัวอย่างในปีการศึกษา 2540 ระบุว่า
-
วิศวกรรมศาสตร์ ประมาณ 32,000 บาท ตลอดหลักสูตร 4 ปี
-
อักษรศาสตร์ ประมาณ 32,000 บาท ตลอดหลักสูตร 4 ปี
ส่วนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในข้อมูลชุดเดียวกันระบุว่า
-
วิศวกรรมศาสตร์ ประมาณ 47,000 บาท ตลอดหลักสูตร 4 ปี
-
มนุษยศาสตร์ ประมาณ 40,000 บาท ตลอดหลักสูตร 4 ปี
ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า ค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยรัฐในช่วงปี 2540 ยังอยู่ในระดับหลักหมื่นสำหรับหลักสูตร 4 ปีบางสาขา
แต่การเปรียบเทียบต้องระวัง เพราะแต่ละมหาวิทยาลัย คณะ ระบบการลงทะเบียน และโครงสร้างค่าธรรมเนียมไม่เหมือนกัน
สิ่งที่หลายคนจำว่า “ค่าเทอมถูก” อาจเป็นเพราะรัฐช่วยแบกรับต้นทุน
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ ค่าเล่าเรียนที่นักศึกษาจ่ายไม่ได้เท่ากับต้นทุนที่มหาวิทยาลัยใช้ในการผลิตบัณฑิต
รายงานด้านการศึกษาของไทยระบุว่า ในช่วงปี 2540–2546 นักศึกษามหาวิทยาลัยปิดของรัฐจ่ายค่าเล่าเรียนต่ำกว่าค่าใช้จ่ายจริงของรัฐที่สนับสนุนอยู่ค่อนข้างมาก
พูดง่าย ๆ คือ เงินที่นักศึกษาจ่ายหน้าเคาน์เตอร์ไม่ได้สะท้อนต้นทุนทั้งหมดของการจัดการศึกษา
ดังนั้น ถ้าถามว่า “สมัยก่อนมหาวิทยาลัยถูกไหม” ต้องแยกให้ชัดระหว่าง
เงินที่นักศึกษาจ่ายเอง
กับ
ต้นทุนจริงของระบบการศึกษา
สองตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวเดียวกัน
ปลายยุค 90 ระบบค่าเทอมเริ่มเปลี่ยน
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เป็นช่วงที่โครงสร้างค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
ตัวอย่างจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า มีการออกประกาศเกี่ยวกับอัตราค่าเล่าเรียนในปี 2542 และต่อมาเกิดการเปลี่ยนจากการเก็บตามหน่วยกิตไปสู่ระบบค่าเล่าเรียนแบบเหมาจ่ายราวปี 2542–2543
จุดนี้สำคัญ เพราะการคิดค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายทำให้การมอง “ค่าเทอมต่อปี” แตกต่างจากระบบเดิมที่นักศึกษาจ่ายตามจำนวนหน่วยกิตที่ลงทะเบียน
จึงไม่ควรนำตัวเลขค่าเทอมของปี 2535 ไปเทียบกับตัวเลขของมหาวิทยาลัยในยุคหลังแบบตรง ๆ โดยไม่ดูโครงสร้างการเรียกเก็บเงิน
และนี่คือช่วงที่ “เงินกู้เพื่อการศึกษา” เริ่มมีบทบาท
อีกเหตุการณ์สำคัญของปลายยุค 90 คือการเกิดขึ้นของระบบเงินกู้เพื่อการศึกษา
โครงการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเริ่มดำเนินการในปี 2539 ก่อนมีพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาในเวลาต่อมา
แนวคิดสำคัญคือช่วยให้นักศึกษาที่มีความจำเป็นสามารถกู้เงินสำหรับ ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพ
เรื่องนี้สะท้อนว่าปัญหาของนักศึกษายุคนั้นไม่ได้มีแค่ “ค่าเทอมแพงหรือถูก” แต่รวมถึงความสามารถของครอบครัวในการแบกรับค่าใช้จ่ายตลอดช่วงที่เรียนด้วย
ถ้าสรุปยุค 90 ด้วยตัวเลขเดียว จะผิด
ถ้าจะตอบคำถามว่า
“กว่าจะจบปริญญาตรียุค 90 ต้องจ่ายเท่าไหร่?”
คำตอบที่แม่นที่สุดคือ ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้แทนนักศึกษาทุกคนได้
เพราะขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย คณะ จังหวัด การอยู่หอหรืออยู่บ้าน ค่าเดินทาง รูปแบบการกิน และจำนวนหน่วยกิตที่ลงทะเบียน
แต่ข้อมูลที่มีทำให้เห็นกรอบได้ชัดขึ้น
ปี 2535: ค่าใช้จ่ายระดับอุดมศึกษาเฉลี่ย 1,783 บาท/คน/เดือน
ปี 2540: เพิ่มเป็น 2,571 บาท/คน/เดือน
ถ้าคูณ 4 ปีแบบง่าย ๆ จะอยู่ที่ประมาณ 85,584–123,408 บาท
ขณะเดียวกัน ค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัยรัฐบางแห่งในปี 2540 อาจอยู่เพียง หลักหมื่นตลอดหลักสูตร 4 ปี เพราะตัวเลขค่าเทอมกับค่าใช้ชีวิตเป็นคนละเรื่องกัน
และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่เรียนมหาวิทยาลัยในยุค 90 หลายคนจึงจำได้ว่า “ค่าเทอมไม่แพง” แต่เมื่อรวมค่ากิน ค่าเดินทาง หนังสือ และค่าใช้จ่ายระหว่างเรียนแล้ว ต้นทุนทั้งหมดก็ยังเป็นเงินก้อนสำคัญสำหรับครอบครัวในเวลานั้น
แล้วถ้าเป็นคุณ
ถ้าให้เลือกอย่างหนึ่งระหว่าง “ค่าเทอมถูก แต่ต้องประหยัดค่ากินอยู่ทุกวัน” กับ “ค่าเทอมแพงขึ้น แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบสนับสนุนมากขึ้น”
คุณคิดว่าแบบไหนทำให้เรียนมหาวิทยาลัยได้ง่ายกว่ากัน?
กรุงเทพธุรกิจ — บทความรวบรวมข้อมูลสำรวจค่าเทอมมหาวิทยาลัยรัฐ 12 แห่ง ช่วงปีการศึกษา 2540–2562 โดยอ้างรายงานของหนังสือพิมพ์ลูกศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย — ฐานข้อมูลประกาศอัตราการเรียกเก็บเงินค่าเล่าเรียน ซึ่งมีประกาศ พ.ศ. 2542 อยู่ในระบบเอกสารของมหาวิทยาลัย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย — ข้อมูลประวัติการเปลี่ยนระบบค่าเล่าเรียนจากการเก็บตามหน่วยกิตเป็นระบบเหมาจ่ายช่วงประมาณ พ.ศ. 2542–2543
เอกสารมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา — ระบุโครงการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเริ่มครั้งแรกในปี 2539 และมีวัตถุประสงค์ครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพ
งานวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเกี่ยวกับเงินกู้เพื่อการศึกษา ใช้ข้อมูลนักศึกษาปริญญาตรีช่วงปี 2535–2543 และพบว่าหลังมีกองทุน นักศึกษาใช้เงินกู้กับค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ และค่าใช้
ผีเสื้อขยับปีกเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงแค่ไหน
บางกะปิเป็นย่านแบบไหน รู้จักชีวิตเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ
เด็กเทคนิคเรียนสายไหนมากที่สุด เปิดข้อมูลอาชีวะ สายช่างที่มีผู้เรียนมากอันดับ 1
รู้หรือไม่? ปลาในประเทศไทยบางชนิดไม่ได้จับหรือซื้อขายกันได้อย่างที่คิด 🐟
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
อำเภอที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัด อำเภอล่าสุดของประเทศไทย
หมู่บ้านนี้ไม่มีสัญญาณไฟจราจร! แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเลยตลอด 40 ปีที่ผ่านมา
ส่องกระแสตัวเลขก่อนหวยออก 16 ก.ย. 69 รวมเลขจากหลายแหล่งที่ถูกพูดถึง
มหาวิทยาลัยไทยที่ติดอันดับโลก อันดับ 1 ของไทยอยู่ที่เท่าไร?
เลขพันธุ์ร๊อก วงPOTATO 16/9/69
ดีใจด้วยเด้อ…คุณเฟย! จากพนักงานโออิชิ สู่เศรษฐี 12 ล้านบาท
ข่าวช็อก! อแมนด้า เซย์ฟรีด ประกาศหย่าร้าง จบชีวิตสมรส 9 ปี
หมู่บ้านนี้ไม่มีสัญญาณไฟจราจร! แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเลยตลอด 40 ปีที่ผ่านมา
เลขเด็ด "ปฏิทินท้าวเวสสุวรรณโณ" งวด 1 ต.ค. 69 รวมเลขเด่น 2 ตัว 3 ตัว






