กองทัพสหรัฐเคยให้นกพิราบช่วยนำอาวุธได้อย่างไร
* รูปภาพใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงหรือภาพจริงจากเรื่องในบทความ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://graphic.in.th
ลองนึกภาพหัวรบของอาวุธร่อนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ไม่ได้มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีดาวเทียม และยังไม่มีระบบนำวิถีทันสมัยอยู่ข้างใน แต่มีนกพิราบมีชีวิตนั่งประจำตำแหน่งแทนนักบิน โครงการนี้มีอยู่จริงในสหรัฐฯ ชื่อว่า Project Pigeon
ในเวลานั้น การทิ้งระเบิดจากที่สูงมีความคลาดเคลื่อนมาก หากเครื่องบินลดระดับเพื่อเล็งเป้าให้แม่นขึ้น ก็เสี่ยงถูกยิงตก กองทัพจึงต้องการอาวุธร่อนที่ปรับทิศเองระหว่างทางได้ นักจิตวิทยา B. F. Skinner เห็นว่านกพิราบมีสายตาดี ติดตามวัตถุเคลื่อนไหวได้ และสามารถฝึกพฤติกรรมซ้ำ ๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ จึงเสนอให้นกทำหน้าที่ติดตามเป้าหมายแทนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่พร้อมใช้งาน
วิธีฝึกไม่ได้อาศัยการบังคับแบบลึกลับ แต่ใช้หลักการให้รางวัล เมื่อภาพเรือหรืออาคารเป้าหมายปรากฏบนจอ นกจะได้รับเมล็ดธัญพืชเมื่อจิกโดนภาพนั้น จากนั้นทีมค่อย ๆ เพิ่มความยาก ให้ภาพขยับเร็วขึ้นและเว้นช่วงรางวัลนานขึ้น จนเกิดพฤติกรรมจิกตามเป้าหมายต่อเนื่อง
บันทึกของสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่านกที่ฝึกแล้วสามารถจิกได้ราว 10,000 ครั้งในเวลา 45 นาที นานเกินช่วงเวลาที่อาวุธร่อนจะเดินทางถึงเป้าเสียอีก จุดนี้ทำให้แนวคิดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าชวนขำ เพราะมีการทดสอบระบบจริงกับภาพจากฟิล์มการรบ
คำตอบคือ นกพิราบไม่ได้ถูกปล่อยให้บินไปหาเป้าหมายเอง มันอยู่ในช่องนำวิถีบริเวณส่วนหัวของอาวุธ ภาพที่เลนส์ด้านหน้ารับมา จะถูกฉายลงบนจอเล็กตรงหน้านก หากภาพเรือเลื่อนออกจากกลางจอ นกที่ถูกฝึกให้จิกตามภาพก็จะจิกไปทางซ้ายหรือขวา การจิกนั้นส่งสัญญาณไปยังกลไกควบคุมปีก เพื่อหันอาวุธกลับเข้าหาเป้า
Skinner กับทีมไม่ได้พึ่งนกเพียงตัวเดียว รุ่นที่ออกแบบให้กองทัพดูใช้ถึง 3 ตัว แยกกันอยู่คนละช่อง แล้วใช้เสียงข้างมากในการเลือกทิศทาง หากอย่างน้อย 2 ตัวจิกไปทางเดียวกัน ระบบจึงสั่งแก้ทิศตามนั้น แนวคิดนี้มีไว้ลดความเสี่ยงที่นกตัวใดตัวหนึ่งจะจับเป้าผิดหรือเสียสมาธิ
กลไกดังกล่าวฟังดูประหลาดเมื่อมองจากปัจจุบัน แต่ต้องวางไว้ในบริบทของยุคที่เรดาร์ ระบบส่งภาพ และวงจรควบคุมยังมีข้อจำกัดมาก แหล่งข้อมูลของ NIST เล่าว่าการทดลองนำวิถีด้วยกล้องโทรทัศน์ในเวลานั้นมีปัญหาสัญญาณรบกวน ขณะที่ระบบนกพิราบทำงานได้ดีในการทดสอบภาพเป้าหมาย
ถึงอย่างนั้น โครงการก็ไม่เคยถูกนำไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ตัดสินใจทางทหารลังเลที่จะฝากอาวุธไว้กับสัตว์ และท้ายที่สุดเลือกใช้ระบบนำวิถีแบบวิทยุของอาวุธร่อน Bat แทน จึงไม่ใช่ว่านกพิราบทำไม่ได้ แต่เป็นเพราะกองทัพเห็นว่าเทคโนโลยีทางเลือกเหมาะกับการใช้งานจริงมากกว่า
สิ่งที่ควรแยกให้ชัดคือ Project Pigeon ไม่ได้เป็นต้นกำเนิดของจิตวิทยาพฤติกรรมศาสตร์ทั้งหมด เพราะ Skinner ศึกษาเรื่องการวางเงื่อนไขและการเสริมแรงอยู่แล้วก่อนทำโครงการนี้ แต่งานดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพมากของการนำหลักการให้รางวัลมาสร้างพฤติกรรมซับซ้อนในสถานการณ์ที่กดดัน
มรดกที่จับต้องได้ของโครงการอาจไม่ใช่อาวุธที่ใช้งานจริง NIST ชี้ว่าจอสัมผัสแบบนำไฟฟ้าซึ่งใช้รับการจิกของนก มีความเชื่อมโยงกับจอควบคุมเรดาร์ยุคแรก และเป็นสายพัฒนาการหนึ่งของหน้าจอสัมผัสในเวลาต่อมา เรื่องนกพิราบในหัวอาวุธจึงไม่ได้จบแค่ความแปลกของสงคราม แต่มันสะท้อนว่าเมื่อเทคโนโลยียังไปไม่ถึง มนุษย์เคยกล้าทดลองใช้สิ่งมีชีวิตและความรู้ด้านพฤติกรรมมาแก้โจทย์วิศวกรรมอย่างจริงจัง
10 เลขฮิต "OK ล็อตเตอรี่" งวดวันที่ 16 กันยายน 2569
😐 ชวนลองเข้ามาดูเหตุการณ์แปลกประหลาดที่ดูแล้วไม่น่าธรรมดาจนหาคำอธิบายได้ยากเย็น 😅
มหาวิทยาลัยไทยที่ติดอันดับโลก อันดับ 1 ของไทยอยู่ที่เท่าไร?
ทำไมเราถึงชอบซื้อหนังสือมาดองไว้เต็มบ้าน แต่ไม่เคยหยิบมาอ่านเลยสักหน้า?
เปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสน
คาตาคอมบ์ใต้ปารีสกลายเป็นสุสานใต้ดินได้อย่างไร
หมายเลขบนหมวกตำรวจมีไว้ทำไม ตัวเลขที่เห็นทุกวัน แท้จริงใช้ระบุตัวเจ้าหน้าที่
รูปปั้นที่สูงที่สุดในโลก “อนุสาวรีย์แห่งเอกภาพ” แห่งอินเดีย
เปิดเงินเดือนตำรวจและทหารแต่ละระดับชั้น ได้รับค่าตอบแทนอะไรเพิ่มเติมบ้าง
เตือนสติให้ Move on ได้เร็วขึ้น
ไขปริศนา “ลิ้นทองคำ” จากสุสานโบราณริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สิ่งแทนเสียงของผู้ตายในโลกหลังความตาย
อำเภอที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัด อำเภอล่าสุดของประเทศไทย
😐 ชวนลองเข้ามาดูเหตุการณ์แปลกประหลาดที่ดูแล้วไม่น่าธรรมดาจนหาคำอธิบายได้ยากเย็น 😅
คาตาคอมบ์ใต้ปารีสกลายเป็นสุสานใต้ดินได้อย่างไร
ทำไมเราถึงชอบซื้อหนังสือมาดองไว้เต็มบ้าน แต่ไม่เคยหยิบมาอ่านเลยสักหน้า?
รูปปั้นที่สูงที่สุดในโลก “อนุสาวรีย์แห่งเอกภาพ” แห่งอินเดีย
เตือนสติให้ Move on ได้เร็วขึ้น






