5 พฤติกรรมชวนรำคาญ ทำจนชินไม่รู้ตัว คนรอบข้างอาจเอือม
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับ “พฤติกรรมที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกรำคาญโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัว” แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน
บางครั้งเราไม่ได้พูดหยาบ ไม่ได้ทะเลาะกับใคร และไม่ได้มีเจตนาร้ายเลย แต่กลับมีบางพฤติกรรมที่ทำให้คนใกล้ตัวรู้สึกว่า “คุยด้วยแล้วเหนื่อย” หรือ “ไม่อยากเล่าอะไรให้ฟัง”
ที่น่าสนใจก็คือ คนที่ทำพฤติกรรมเหล่านี้อาจไม่ได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น เรามักมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น มีเรื่องเล่ามากขึ้น และมีความมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองพบเจอมา จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะอยากแบ่งปันความคิดเห็นหรือประสบการณ์ให้คนรุ่นหลัง
แต่ในบางสถานการณ์ สิ่งที่เราคิดว่าเป็น “การให้คำแนะนำ” อาจถูกอีกฝ่ายรับรู้ว่าเป็น “การสั่งสอน”
สิ่งที่เราคิดว่าเป็น “การเล่าประสบการณ์” อาจถูกมองว่าเป็น “การเอาเรื่องของตัวเองมาทับเรื่องคนอื่น”
และสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเพียง “การพูดเล่น” อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่ได้รับการรับฟังอย่างจริงจัง
ลองเช็กตัวเองกันสักหน่อยว่า เราเคยทำ 5 ข้อนี้หรือไม่
1. ใครพูดอะไร ก็ต้องมีเรื่องของตัวเองมาเทียบ
เพื่อนบอกว่า “ช่วงนี้นอนไม่ค่อยหลับ”
เราก็อาจตอบทันทีว่า “ฉันก็เคยเป็น หนักกว่านี้อีก”
เพื่อนบอกว่า “ช่วงนี้ปวดเข่า”
เราก็รีบเล่าว่า “ฉันเคยปวดเหมือนกัน ไปหาหมอมาตั้งหลายที่”
ฟังดูเหมือนเป็นการแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร แต่ถ้าทุกเรื่องที่อีกฝ่ายพูดถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเรื่องของเราเสมอ บทสนทนาอาจค่อยๆ สูญเสียพื้นที่ของคนที่กำลังเล่า
บางครั้งคนที่กำลังเล่าเรื่องไม่ได้ต้องการคำแนะนำด้วยซ้ำ เขาเพียงต้องการให้ใครสักคน “ฟัง”
งานวิจัยด้านการสนทนาพบว่า การตอบสนองในลักษณะของการฟังอย่างตั้งใจสามารถมีส่วนช่วยให้คู่สนทนาเล่าต่อได้ในบางบริบท ดังนั้นการฟังให้จบก่อน ไม่จำเป็นต้องรีบแทรกประสบการณ์ของเราเข้าไปทุกครั้ง
คำถามง่ายๆ ที่ควรถามตัวเองคือ
“ตอนนี้เขาต้องการให้เราฟัง หรือเขาต้องการให้เราเล่าเรื่องของเรา?”
เพียงแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันได้ บทสนทนาก็เปลี่ยนไปมากแล้ว
2. ฟังเรื่องของคนอื่นได้ไม่กี่ประโยค สุดท้ายวนกลับมาเรื่องตัวเอง
นี่เป็นอีกพฤติกรรมที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในวงสนทนาที่สนิทสนม
อีกฝ่ายกำลังเล่าเรื่องงาน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องที่กำลังกังวล แต่ยังเล่าไม่ทันจบ เราก็พูดว่า
“เรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่…”
แล้วบทสนทนาทั้งหมดก็เปลี่ยนทิศทันที
แน่นอนว่าการเชื่อมโยงประสบการณ์เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ และการพูดถึงประสบการณ์ของตัวเองไม่ได้หมายความว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวเสมอไป
ปัญหาอยู่ที่ “ความสมดุล”
หากทุกครั้งที่คนอื่นเปิดใจ เรากลับพาบทสนทนากลับมาที่ตัวเอง คนรอบข้างอาจเริ่มรู้สึกว่าเล่าไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะสุดท้ายเรื่องของเขาจะถูกแทนที่ด้วยเรื่องของเราอยู่ดี
งานวิจัยเกี่ยวกับการรับรู้การฟังในการสนทนาพบว่า คนเรามักประเมินความตั้งใจฟังของคู่สนทนาสูงกว่าความเป็นจริง และความรู้สึกว่า “ได้รับการรับฟัง” กับการที่อีกฝ่าย “ฟังอย่างตั้งใจจริงๆ” ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน
ดังนั้นบางครั้งการพยักหน้าแล้วถามต่อว่า
“แล้วตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร?”
อาจมีค่ามากกว่าการรีบเล่าว่า “ฉันก็เคยเจอเหมือนกัน”
3. ชอบ “อวดแบบถ่อมตัว” จนคนฟังจับทางได้
บางคนไม่เคยพูดตรงๆ ว่า “ฉันเก่ง” หรือ “ฉันมีเงิน”
แต่กลับพูดในลักษณะว่า
“ช่วงนี้เหนื่อยมาก ไม่มีเวลาพักเลย งานเข้าตลอด”
หรือ
“โทรศัพท์เครื่องนี้ก็ไม่ได้อยากได้หรอก แต่เครื่องเก่ามันใช้ไม่ไหวแล้ว”
หรือ
“ช่วงนี้ไม่รู้จะเอาเงินไปไว้ไหน ต้องจ่ายโน่นจ่ายนี่เต็มไปหมด”
คำพูดเหล่านี้อาจเป็นเพียงการบ่นธรรมดา และไม่ควรด่วนสรุปว่าใครก็ตามที่พูดแบบนี้กำลังอวด
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางจิตวิทยามีการศึกษาปรากฏการณ์ “self-enhancement” หรือแนวโน้มในการนำเสนอตัวเองในทางที่ดีขึ้น รวมถึงการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การพูดถึงความสำเร็จของตัวเอง แต่อยู่ที่ว่า “พูดมากแค่ไหน และพูดในสถานการณ์ใด”
ถ้าทุกเรื่องสามารถกลายเป็นเวทีให้คนอื่นรับรู้ว่าเรายุ่งกว่า เก่งกว่า มีประสบการณ์กว่า หรือมีของดีกว่าอยู่เสมอ คนฟังอาจเริ่มรู้สึกอึดอัดโดยที่ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ
4. ชอบขัดจังหวะ เพราะกลัวลืมสิ่งที่ตัวเองอยากพูด
“เดี๋ยวๆ เรื่องนี้ฉันเคยเจอ!”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก…”
“ฉันรู้เรื่องนี้ดี…”
หลายคนไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาท แต่เพียงกลัวลืมสิ่งที่กำลังคิด จึงรีบพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบ
แต่สำหรับคนที่กำลังพูด ความรู้สึกอาจแตกต่างออกไป
เขาอาจรู้สึกว่าเรื่องของตัวเองไม่สำคัญพอที่จะได้รับการฟังจนจบ
งานวิจัยเกี่ยวกับการขัดจังหวะชี้ว่า การแทรกบทสนทนาไม่ได้เป็นเรื่องลบทั้งหมด เพราะบางครั้งการแทรกสามารถเป็นลักษณะของการร่วมมือและช่วยให้การสนทนาดำเนินต่อได้ แต่การแทรกที่เปลี่ยนประเด็นหรือขัดขวางการเล่าเรื่องย่อมมีลักษณะแตกต่างออกไป
ดังนั้นไม่ใช่ว่า “ห้ามพูดแทรกเด็ดขาด”
แต่ควรรู้ว่า “จังหวะไหนควรพูด”
หากอีกฝ่ายกำลังเล่าเรื่องสำคัญ ลองรอให้เขาพูดจบก่อน แล้วค่อยตอบ
บางครั้งการรอเพียงไม่กี่วินาที ก็ทำให้เราเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
5. ไม่ทันสังเกตว่าอีกฝ่าย “อยากจบบทสนทนาแล้ว”
ข้อนี้อาจเป็นเรื่องที่คนทำไม่รู้ตัวมากที่สุด
เรากำลังเล่าอย่างสนุก แต่คนฟังเริ่มตอบสั้นลง
“อืม…”
“ครับ…”
“อ๋อ…”
เริ่มมองไปทางอื่น หันไปดูโทรศัพท์ ขยับตัว หรือพยายามหาจังหวะเปลี่ยนเรื่อง
แต่เรายังเล่าต่อไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายยังฟังอยู่
ความจริงคือ เราไม่สามารถรู้ใจคนอื่นจากภาษากายเพียงอย่างเดียวได้อย่างแม่นยำ และงานวิจัยก็พบว่ามนุษย์ไม่ได้ประเมินระดับความตั้งใจฟังของคู่สนทนาได้ถูกต้องเสมอไป
เพราะฉะนั้นอย่าด่วนสรุปว่าอีกฝ่าย “เบื่อ” เพียงเพราะเขามองไปทางอื่น
แต่ในทางกลับกัน หากเห็นสัญญาณหลายอย่างประกอบกัน เช่น ตอบสั้นลง พยายามเปลี่ยนเรื่อง และไม่ต่อยอดบทสนทนา ก็อาจถึงเวลาที่เราควรหยุดและเปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายบ้าง
เพราะการสนทนาที่ดีไม่ใช่การที่คนหนึ่งพูดเก่งที่สุด
แต่คือการที่ทั้งสองฝ่ายรู้ว่า “เมื่อไหร่ควรพูด และเมื่อไหร่ควรฟัง”
แล้วเรากำลังเป็นคนแบบนี้อยู่หรือไม่?
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าอ่านบทความนี้แล้วรีบเอาไปตัดสินคนอื่น
เพราะพฤติกรรมทั้ง 5 ข้อไม่ได้เป็นหลักฐานว่าคนคนหนึ่งเป็น “คนไม่ดี” หรือมีปัญหาทางบุคลิกภาพ
หลายครั้งมันเป็นเพียงนิสัยในการสื่อสารที่เกิดจากความเคยชิน
บางคนขัดจังหวะเพราะตื่นเต้น
บางคนเล่าเรื่องตัวเองเพราะคิดว่ากำลังสร้างความสนิทสนม
บางคนให้คำแนะนำเพราะหวังดี
และบางคนพูดมากเพราะคิดว่าอีกฝ่ายกำลังสนใจ
สิ่งที่น่าสนใจกว่าการถามว่า “คนอื่นน่ารำคาญหรือไม่” จึงอาจเป็นการถามตัวเองว่า
“เวลาคนอื่นอยู่กับเรา เขารู้สึกว่าเขามีพื้นที่ที่จะเป็นตัวเองหรือไม่?”
ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า เมื่ออายุมากขึ้น เราอาจไม่ได้ต้องพยายามพูดให้เก่งกว่าเดิม แต่ควรพยายาม “ฟังให้เป็น” มากกว่าเดิม
เพราะประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้นเป็นข้อได้เปรียบ แต่หากเรานำทุกประสบการณ์ไปวางทับเรื่องของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ประสบการณ์เหล่านั้นก็อาจกลายเป็นกำแพงระหว่างเราและคนรอบข้างได้
บางครั้งคำพูดที่มีค่าที่สุดอาจไม่ใช่คำแนะนำยาวๆ
แต่อาจเป็นเพียงคำว่า
“เล่าต่อสิ ฉันกำลังฟังอยู่”
เพราะเมื่อคนเรารู้สึกว่าได้รับการรับฟัง เขาก็มักจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในบทสนทนานั้น
และนี่อาจเป็นหนึ่งในมารยาทเล็กๆ ที่ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งควรรักษาเอาไว้
แหล่งที่มาของข้อมูล :
- งานวิจัยเรื่องการฟังอย่างตั้งใจและผลต่อระยะเวลาการพูดของคู่สนทนา ตีพิมพ์ใน Behavioural Processes และจัดทำดัชนีโดย PubMed
- งานวิจัยเรื่องการรับรู้และตรวจจับระดับการฟังระหว่างการสนทนา ตีพิมพ์ใน Journal of Personality and Social Psychology และสรุปข้อมูลผ่าน American Psychological Association/PsycInfo
- งานวิจัยเกี่ยวกับการขัดจังหวะในการสื่อสาร และความแตกต่างระหว่างการแทรกที่ช่วยให้การสนทนาดำเนินต่อกับการแทรกที่รบกวนบทสนทนา ตีพิมพ์ใน Annals of Family Medicine
- งานวิจัยด้านการนำเสนอตัวเองในทางที่ดีขึ้น (self-enhancement) และการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ตีพิมพ์ใน Journal of Research in Personality
หมายเหตุ : บทความนี้นำแนวคิดจากงานวิจัยด้านการสื่อสารและจิตวิทยามาใช้ประกอบการอธิบาย ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจะมีภาวะทางจิตหรือเป็นคนหลงตัวเอง และพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การพูดแทรก อาจมีทั้งรูปแบบที่ช่วยให้บทสนทนาดำเนินไปได้และรูปแบบที่รบกวนการสนทนา ขึ้นอยู่กับบริบท
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
เปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”
บอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6
เลขชนสำนักพิมพ์ 1 กันยายน 2569 จับตา “47-74” เด่นชนเลขดัง ส่องไทยรัฐ–บางกอกทูเดย์ มีเลขไหนน่าตามบ้าง
ทำไมเรื่องน่าอายเมื่อ 10 ปีก่อน เรายังจำได้ชัดเหมือนเพิ่งเกิดขึ้น?
5 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้
7-Eleven ราคาเดียวกันทุกสาขาจริงไหม? เปิด 5 ทำเลที่อาจ ทำให้คุณต้องจ่ายแพงขึ้น
ข้าวเหนียวไทยไม่ได้กินแค่ในไทย! 5 ประเทศที่ซื้อข้าวเหนียวไทยมากที่สุด
เบื้องหลังรสหวานของคุกกี้ ความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนไว้ใต้กลิ่นหอมกรุ่น
ประเทศไหนมีมดมากที่สุดในโลก?
เปิดรายได้ "คนขายที่ปัดน้ำฝนข้างทาง" ขายดีขนาดไหน?
เปิดอันดับโลก ประเทศไหน “บ้าหวย” ที่สุด แชมป์ตัวจริงไม่ใช่ไทย
10 เลขท้าย 2 ตัวขายดีงวด 1 ก.ย. 69 แต่ “ขายดี” ไม่ได้แปลว่ามีโอกาสออกมากกว่าเลขอื่น
7-Eleven ราคาเดียวกันทุกสาขาจริงไหม? เปิด 5 ทำเลที่อาจ ทำให้คุณต้องจ่ายแพงขึ้น
เบื้องหลังรสหวานของคุกกี้ ความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนไว้ใต้กลิ่นหอมกรุ่น
10 พิธีศพที่ดูแปลกจากทั่วโลก
เปิดอันดับโลก ประเทศไหน “บ้าหวย” ที่สุด แชมป์ตัวจริงไม่ใช่ไทย
ทำไมสถิติหวยจึงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก
ทำไมเรื่องน่าอายเมื่อ 10 ปีก่อน เรายังจำได้ชัดเหมือนเพิ่งเกิดขึ้น?
เปิดอันดับโลก ประเทศไหน “บ้าหวย” ที่สุด แชมป์ตัวจริงไม่ใช่ไทย
ทำไมคนไทยต้องดู “สถิติหวย” ทุกงวด เปิดที่มา “เลขดัง” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
น้ำมะนาว อย่าเติมมั่ว 6 สิ่งใส่แล้วดี–แต่บางอย่างยิ่งเติมยิ่งเสีย วัย 50ขึ้นไปควรรู้
อ่านภาษาไทยและบูรณาการ"การสอนภาษาไทยที่ไม่เหมือนเดิมเสริมประสบการณ์"
