หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

10 ขุมนรกตามคติพุทธ ที่คนไทยอาจไม่เคยรู้จัก

เขียนโดย thoughtloop

พูดถึง “นรก” หลายคนอาจนึกถึงภาพเปรต ตัวแดง ๆ กระทะทองแดง หรือยมบาลถือกระบอง แต่ถ้าย้อนกลับไปดูคติจักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนา จะพบว่าเรื่องนรกมีรายละเอียดมากกว่าภาพจำที่เราเห็นตามจิตรกรรมฝาผนัง

ในคติพุทธ นรกเป็นภูมิหนึ่งในสังสารวัฏ ผู้ที่ไปเกิดในนรกไม่ได้อยู่ที่นั่นตลอดกาล แต่เป็นการเกิดที่เป็นผลของกรรม เมื่อกรรมที่เป็นเหตุให้เกิดในภูมินั้นสิ้นสุด ก็พ้นจากภพนั้นและไปเกิดตามกรรมต่อไป

ที่น่าสนใจคือ “มหานรก” ที่กล่าวถึงในคัมภีร์มี 8 ขุมหลัก ส่วนที่เราเรียกกันว่า “นรกหลายขุม” ยังมีนรกบริวารและนรกประเภทอื่น ๆ อีกมาก ดังนั้นตัวเลข 10 ข้อนี้จึงเป็นการคัด ชื่อและประเภทนรกที่ปรากฏในคติพุทธและคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง มาเล่าให้เข้าใจง่าย ไม่ได้หมายความว่ามีเพียง 10 ขุมเท่านั้น

1. สัญชีวนรก

ชื่อแรกคือ “สัญชีวะ” หรือสัญชีวนรก เป็นหนึ่งในมหานรก 8 ขุม

ความน่ากลัวของนรกนี้อยู่ที่การถูกลงโทษซ้ำแล้วซ้ำอีก ตามคำอธิบายในคัมภีร์ เมื่อสัตว์นรกได้รับความทุกข์จนสิ้นชีวิต ก็ยังสามารถกลับฟื้นขึ้นมาเพื่อรับความทุกข์ต่อได้อีก

ชื่อ “สัญชีวะ” จึงมีความหมายเกี่ยวข้องกับการกลับมีชีวิตขึ้นอีก

ฟังดูเหมือนมีโอกาสรอด แต่ในเรื่องเล่ากลับตรงกันข้าม เพราะการฟื้นขึ้นมาหมายถึงการกลับมารับผลของกรรมต่อ

2. กาฬสุตตนรก

“กาฬสุตตะ” เป็นมหานรกขุมที่ 2

ภาพจำของนรกขุมนี้เกี่ยวข้องกับเส้นสีดำที่ถูกขีดหรือกำหนดบนร่างกาย ก่อนจะถูกตัดหรือทำให้ได้รับความทุกข์ตามแนวเส้นเหล่านั้น

คำว่า “กาฬสุตตะ” มีความหมายประมาณว่า “เส้นดำ”

เรื่องราวนี้จึงทำให้ชื่อของนรกขุมนี้แตกต่างจากนรกอื่นอย่างชัดเจน และยังสะท้อนรูปแบบการลงโทษที่ละเอียดและเป็นระบบในคติจักรวาลวิทยาโบราณ

3. สังฆาฏนรก

ถัดมาคือ “สังฆาฏะ”

ชื่อของนรกขุมนี้มีความหมายเกี่ยวข้องกับการบดหรือการกระทบกระแทกอย่างรุนแรง

ในคัมภีร์มีการบรรยายถึงภูเขาเหล็กที่เคลื่อนเข้าหากัน บดขยี้สัตว์นรกที่อยู่ตรงกลาง

ลองนึกภาพภูเขาสองลูกที่ไม่ได้ตั้งอยู่เฉย ๆ แต่เคลื่อนเข้าหากันเรื่อย ๆ จนไม่มีพื้นที่ให้หลบ นี่คือหนึ่งในภาพที่ทำให้เรื่องนรกในคติพุทธมีรายละเอียดรุนแรงอย่างมาก

4. โรรุวนรก

“โรรุวะ” เป็นมหานรกขุมที่ 4

คำอธิบายเกี่ยวข้องกับเสียงร้องคร่ำครวญของสัตว์นรกจากความทุกข์ทรมาน จึงเป็นที่มาของชื่อที่สัมพันธ์กับการร้องโหยหวน

ในคติพุทธ นรกไม่ได้มีเพียงภาพของไฟหรือการถูกทำร้ายเท่านั้น แต่ยังมี “เสียง” เป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่องเล่า

จึงเกิดภาพของดินแดนที่เต็มไปด้วยเสียงร้องแห่งความทุกข์

5. มหาโรรุวนรก

ขุมที่ 5 คือ “มหาโรรุวะ”

ถ้าโรรุวะเกี่ยวข้องกับเสียงร้อง ขุมนี้ก็มีลักษณะรุนแรงยิ่งขึ้น โดยคำว่า “มหา” สื่อถึงความใหญ่หรือยิ่งใหญ่

คำอธิบายเกี่ยวกับความทุกข์และเสียงร้องของสัตว์นรกจึงเข้มข้นขึ้นตามชื่อ

สองขุมนี้ทำให้เห็นว่าการตั้งชื่อในคติพุทธไม่ได้มีไว้ให้จำง่ายอย่างเดียว แต่ชื่อจำนวนมากสัมพันธ์กับลักษณะของภูมิหรือความทุกข์ที่ถูกบรรยายไว้

6. ตาปนนรก

“ตาปนะ” เป็นมหานรกขุมที่ 6

ชื่อมีความหมายเกี่ยวข้องกับความร้อนหรือการทำให้ร้อน และเรื่องเล่าของนรกขุมนี้จึงเต็มไปด้วยความร้อนและไฟ

สัตว์นรกในภูมินี้ต้องได้รับความทุกข์จากความร้อนอย่างรุนแรง

หากสังเกตมหานรกตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าความทุกข์มีหลายรูปแบบ ทั้งการฟื้นขึ้นมารับกรรม การถูกตัดตามเส้นดำ การถูกบดขยี้ และการถูกความร้อนเผาผลาญ

7. มหาตาปนนรก

ขุมที่ 7 คือ “มหาตาปนะ”

ชื่อมีความหมายว่า “ความร้อนอย่างใหญ่” หรือความร้อนอย่างยิ่ง

จึงเป็นนรกที่มีความรุนแรงกว่าตาปนะตามลำดับของมหานรก 8 ขุม

เรื่องราวเกี่ยวกับนรกประเภทนี้สะท้อนแนวคิดเรื่องผลของกรรมในคติพุทธที่ต้องการสื่อให้เห็นว่า การกระทำที่เป็นอกุศลสามารถนำไปสู่ผลที่เป็นทุกข์อย่างมาก

8. อเวจีนรก

มาถึงชื่อที่คนไทยคุ้นที่สุดชื่อหนึ่งคือ “อเวจี”

อเวจีเป็นมหานรกขุมที่ 8 และถือเป็นขุมที่มีความทุกข์อย่างยิ่งในบรรดามหานรก

คำว่า “อเวจี” มีความหมายเกี่ยวข้องกับการไม่มีช่วงว่างหรือการไม่ขาดตอนของความทุกข์

ด้วยเหตุนี้คำว่า “ตกอเวจี” จึงกลายเป็นสำนวนที่คนไทยใช้กันมานาน เพื่อเปรียบถึงการตกอยู่ในความทุกข์อย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งว่า “อเวจี” ไม่ได้หมายถึงนรกทั้งหมด แต่เป็น มหานรกขุมหนึ่ง ในคติพุทธ

9. อุสสุทนรก

นอกจากมหานรก 8 ขุมแล้ว คติพุทธยังกล่าวถึงนรกบริวารหรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับมหานรกด้วย

หนึ่งในนั้นคือ “อุสสุทนรก” ซึ่งมีการกล่าวถึงในคัมภีร์และอรรถกถาในฐานะนรกประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับมหานรก

รายละเอียดของนรกกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันไปตามคัมภีร์และคติการอธิบายในแต่ละยุค

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาพูดถึง “ขุมนรก” จึงควรระบุด้วยว่ากำลังอ้างอิงจากคัมภีร์หรือคติชุดใด เพราะรายละเอียดเรื่องนรกในพระพุทธศาสนาไม่ได้ปรากฏเป็นแผนผังชุดเดียวกันทั้งหมด

10. โลหกุมภีนรก

ชื่อสุดท้ายคือ “โลหกุมภี” หรือ “หม้อเหล็ก”

เป็นนรกประเภทหนึ่งที่ปรากฏในคติพุทธและวรรณกรรมทางศาสนา โดยมีภาพของสัตว์นรกถูกทรมานอยู่ในภาชนะโลหะที่ร้อนจัด

ภาพ “กระทะทองแดง” ที่คนไทยคุ้นเคยจากงานจิตรกรรมและเรื่องเล่านรกจึงมีความเชื่อมโยงกับคติเรื่องภาชนะโลหะร้อนในนรกประเภทนี้

แต่คำว่า “กระทะทองแดง” ที่เราใช้กันในภาษาพูด ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นชื่อเรียกของมหานรกขุมใดขุมหนึ่งโดยตรง

เมื่อมองเรื่องนรกในพระพุทธศาสนาให้ละเอียดขึ้น จะพบว่าสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยจากภาพวาดหรือคำพูดติดปาก เป็นเพียงส่วนหนึ่งของจักรวาลความเชื่อที่มีรายละเอียดซับซ้อนกว่านั้นมาก

มหานรก 8 ขุมมีตั้งแต่ สัญชีวะ กาฬสุตตะ สังฆาฏะ โรรุวะ มหาโรรุวะ ตาปนะ มหาตาปนะ ไปจนถึงอเวจี ส่วนคัมภีร์และคติที่สืบต่อมาได้กล่าวถึงนรกบริวารและนรกประเภทอื่นเพิ่มเติม

ที่สำคัญ พระพุทธศาสนาไม่ได้มองนรกว่าเป็นสถานที่ที่สัตว์จะต้องอยู่ชั่วนิรันดร์ แต่เป็นหนึ่งในภูมิของการเวียนว่ายตายเกิด

ดังนั้นแก่นของเรื่องนรกในพระพุทธศาสนาจึงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อทำให้คนกลัว

แต่เป็นการเตือนเรื่อง กรรมและผลของการกระทำ

ทำดีไม่ได้แปลว่าจะไม่เจอเรื่องยากตลอดชีวิต และทำชั่วก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกลงโทษในทันที แต่ในหลักกรรม การกระทำย่อมมีผลตามเหตุปัจจัยของมัน

ส่วนคำถามว่า “นรกมีอยู่จริงในแบบที่เล่ากันหรือไม่” เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นประเด็นด้านความเชื่อและคติจักรวาลวิทยาทางศาสนา ไม่ใช่สิ่งที่สามารถพิสูจน์แบบสถานที่ทางภูมิศาสตร์ได้

และบางทีสิ่งที่น่ากลัวกว่าการรู้ว่านรกมีกี่ขุม ก็คือการกลับมาถามตัวเองว่า

วันนี้กำลังสร้างเหตุอะไรไว้สำหรับวันข้างหน้ากันแน่

เนื้อหาโดย: thoughtloop
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
thoughtloop's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 7 ครั้ง
เขียนโดย thoughtloop
เริ่มจาก Thoughtloop ...
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เรือรบอเมริกาบุกพัทยา! จับตาเลข 72 ก่อนหวย 1 ก.ย. 69 เลขนี้ไม่ได้มาเล่นๆทำไมถึงเรียก “ป่าช้า” ทั้งที่คนตายไม่ได้เดินช้า? เปิดที่มาคำโบราณที่คนไทยคุ้นเคย แต่หลายคนไม่เคยรู้ความหมายบอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6ทำไม 'มด' ไม่ขึ้นชั้นวางร้านขายของชำ?ย้อนรอยใต้ผืนทรายอียิปต์ จากทะเลทรายแห้งแล้งสู่อดีตมหาสมุทรที่เคยเป็นถิ่นอาศัยของฉลามโบราณเปิดรายได้ "คนขายที่ปัดน้ำฝนข้างทาง" ขายดีขนาดไหน?ทำความรู้จัก “มะปลิง” หรือ “ตะลิงปลิง” ผลไม้พื้นบ้านรสเปรี้ยวที่กินได้ทั้งผลให้โชคมาแล้ว 8 งวด คนแห่ขอเลข “กุมารจิตติ” รอบนี้ให้เลขเดียวกันทุกคน แก้บนถึงขั้นจ้างรถแห่มาถวายเจาะโพยเด่น "หนูน้อย พรสวรรค์"! งวด 1 กันยายน 2569 อัดรูด 0 เม็ดเดียว 05 ชนสถิติ 20 ปี5 เทคนิค ที่ร้านบุฟเฟต์ไม่เคยบอกคุณ ทำไมกินนิดเดียวก็อิ่ม?สัตว์ที่เกือบจะสูญพันธุ์จากประเทศไทย แต่กลับมาพบเพิ่มจำนวนได้อีกครั้ง5 คณะที่เรียนจบแล้วอาจต้องเจอกับการแข่งขันสูงในยุค AI
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
สัตว์ที่เกือบจะสูญพันธุ์จากประเทศไทย แต่กลับมาพบเพิ่มจำนวนได้อีกครั้งทำไมเปิดแอร์ 25°C เท่ากันทุกวัน แต่บางวันหนาวจนสะดุ้ง บางวันร้อนจนตื่น ทั้งที่ไม่ได้กดเปลี่ยนรีโมท?
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ไขข้อข้องใจภาษาไทย: "กระป๋อง" กับ "กระแป๋ง" ต่างกันตรงไหน?สวรรค์ 6 ชั้นในพระพุทธศาสนา แต่ละชั้นต่างกันอย่างไร10 ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยทำไมคนญี่ปุ่นถึงมี 'ขี้แมลงวัน' และ 'กระ' บนใบหน้าเยอะกว่าที่คิด?
ตั้งกระทู้ใหม่