หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ชาวนาเช็กเลย เกณฑ์ใหม่เยียวยา 2,240 บาท/ไร่ ใครได้–ใครไม่ได้

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า


เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรประจำปี 2569 แล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่ชาวไร่ชาวนาและเกษตรกรควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะตัวเลข “ข้าวไร่ละ 2,240 บาท” ที่กำลังถูกพูดถึงนั้น เป็นอัตราช่วยเหลือที่ปรับใหม่และสูงกว่าเกณฑ์เดิมอย่างชัดเจน

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ถูกต้องเสียก่อนว่า เงิน 2,240 บาทต่อไร่ ไม่ใช่เงินแจกให้ชาวนาทุกคนที่มีนา หากเป็นเงินช่วยเหลือสำหรับเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติและผ่านหลักเกณฑ์ของทางราชการเท่านั้น

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 โดยกำหนดให้ใช้กับภัยที่เกิดตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ครอบคลุมทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ หม่อนไหม และแมลงเศรษฐกิจ

เปิดตัวเลขใหม่ ชาวนาเสียหายจากภัยพิบัติ รับ 2,240 บาทต่อไร่

สำหรับการช่วยเหลือด้านพืช อัตราใหม่กำหนดไว้ตามประเภทของพืช โดยกรณีพืชได้รับความเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ จะพิจารณาตามพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับความเสียหายจริง ภายใต้เพดานที่กำหนด

อัตราดังกล่าวเป็นการปรับเพิ่มจากหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนค่าวัสดุและค่าแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยก่อนหน้านี้อัตราช่วยเหลือข้าวอยู่ที่ 1,340 บาทต่อไร่ พืชไร่และพืชผัก 1,980 บาทต่อไร่ และไม้ผลไม้ยืนต้น 4,048 บาทต่อไร่

พูดง่าย ๆ คือ หากเป็นพื้นที่นาข้าวที่ได้รับความเสียหายจริงจากภัยพิบัติ และเข้าเกณฑ์ทุกข้อ เกษตรกรจะได้รับการพิจารณาช่วยเหลือในอัตรา 2,240 บาทต่อไร่ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีที่นา 30 ไร่แล้วจะได้รับเงิน 67,200 บาทโดยอัตโนมัติ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบความเสียหายจริงและขั้นตอนอื่นตามหลักเกณฑ์ก่อน

ไม่ได้มีแค่ “ข้าว” ยังมีพืชประเภทอื่น

สำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่นก็มีอัตราช่วยเหลือแตกต่างกันออกไป

พืชไร่และพืชผัก หากได้รับความเสียหายเข้าหลักเกณฑ์ จะช่วยเหลือในอัตรา 3,180 บาทต่อไร่

ส่วน ไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชอื่น ๆ อยู่ที่ 6,800 บาทต่อไร่

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ไม้ผลหรือไม้ยืนต้นได้รับผลกระทบจน ชะงักการเจริญเติบโต แต่ต้นยังไม่ตายและสามารถฟื้นฟูได้ รวมถึงกรณีผลผลิตได้รับความเสียหาย โดยกำหนดอัตราช่วยเหลือไว้ที่ 3,400 บาทต่อไร่ และเมื่อนับรวมกับกรณีความเสียหายสิ้นเชิงแล้ว ต้องไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน

อีกกรณีที่น่าสนใจ ดิน–โคลนทับแปลง รับสูงสุด 16,000 บาทต่อไร่

หลักเกณฑ์ใหม่ยังพูดถึงกรณีพื้นที่เพาะปลูกถูก หิน ดิน ทราย ไม้ โคลน หรือซากวัสดุต่าง ๆ ทับถม จนไม่สามารถกลับมาใช้เพาะปลูกได้ตามปกติ

กรณีนี้มีการช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการขุดลอกและขนย้ายสิ่งที่ทับถม โดยกำหนดอัตรา 16,000 บาทต่อไร่ แต่จำกัดพื้นที่ช่วยเหลือ ไม่เกิน 5 ไร่

ดังนั้น ตัวเลข 16,000 บาทต่อไร่ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่เงินที่เกษตรกรทุกคนจะได้รับ แต่ต้องเป็นกรณีที่เข้าเงื่อนไขความเสียหายตามที่กำหนด

แล้วเกษตรกรแบบไหนจึงจะมีสิทธิ์?

ตรงนี้ถือว่าสำคัญที่สุด เพราะต่อให้มีพื้นที่การเกษตรจำนวนมาก หากไม่เข้าเงื่อนไขก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือทันที

หลักเกณฑ์สำคัญ ได้แก่

1. ต้องขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรก่อนเกิดภัย

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่า ผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือต้องมีการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ก่อนเกิดภัยพิบัติ

2. ต้องเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง

ไม่ได้พิจารณาจากจำนวนพื้นที่ที่แจ้งไว้ในทะเบียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นจริงและเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

3. ต้องอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

กล่าวอีกอย่างคือ ไม่ใช่ว่าเกิดน้ำท่วม ลมพายุ หรือภัยธรรมชาติขึ้นในพื้นที่ใดแล้วจะได้รับเงินทันทีทุกแห่ง ต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการและพื้นที่ต้องเข้าเงื่อนไขที่กำหนด

4. มีเพดานการช่วยเหลือ

กรณีด้านพืชโดยทั่วไปกำหนดไว้ ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ขณะที่กรณีดินหรือโคลนทับถมกำหนดไม่เกิน 5 ไร่

ขั้นตอนที่เกษตรกรควรทำ อย่ารอให้เกิดภัยแล้วค่อยตรวจทะเบียน

สิ่งที่ผู้เขียนมองว่าสำคัญไม่แพ้ตัวเลขเงินช่วยเหลือ คือการตรวจสอบ ทะเบียนเกษตรกร ของตัวเองให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า เมื่อเกิดภัย เกษตรกรต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด เช่น ตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร ยื่นแบบ กษ.01 ผ่านการรับรองความเสียหาย เข้าร่วมประชาคม และติดตามผลการพิจารณา ก่อนเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ

เกษตรกรสามารถติดต่อสอบถามหรือตรวจสอบข้อมูลได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือหน่วยงานด้านการเกษตรในพื้นที่ของตนเอง

สำหรับการปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร เกษตรกรรายเดิมและแปลงเดิมสามารถใช้ Farmbook Application ตามช่องทางที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนด

สรุปให้ชัด เงิน 2,240 บาท ไม่ใช่ “เงินแจกชาวนาทุกคน”

สรุปเรื่องนี้แบบเข้าใจง่ายที่สุดคือ

ชาวนาไม่ได้รับเงิน 2,240 บาทต่อไร่ทุกคน

แต่หากเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนไว้ก่อนเกิดภัย พื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจริง อยู่ในพื้นที่ที่ประกาศให้ความช่วยเหลือ และผ่านขั้นตอนการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ ก็จะมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาช่วยเหลือ

สำหรับข้าว อัตราใหม่อยู่ที่ 2,240 บาทต่อไร่ โดยช่วยเหลือตามพื้นที่ที่เสียหายจริงและไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน

ส่วนพืชไร่และพืชผักอยู่ที่ 3,180 บาทต่อไร่ ขณะที่ไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชอื่น ๆ อยู่ที่ 6,800 บาทต่อไร่

และนี่คือจุดที่เกษตรกรควรจำให้ขึ้นใจ เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นมาแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรอเงินช่วยเหลือ แต่คือ ข้อมูลทะเบียนต้องถูกต้อง และต้องดำเนินการตามขั้นตอนให้ครบ

ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า

การปรับอัตราช่วยเหลือครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจับตา เพราะต้นทุนการทำนาและทำการเกษตรในปัจจุบันไม่ได้ถูกเหมือนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่าวัสดุ ค่าแรง หรือค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูพื้นที่ เมื่อเกิดน้ำท่วม พายุ หรือภัยธรรมชาติขึ้นมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องรับภาระความเสียหายแทบทั้งหมดด้วยตัวเอง

การเพิ่มอัตราจากเดิมมาเป็น 2,240 บาทต่อไร่สำหรับข้าว จึงถือว่าเป็นการขยับขึ้นในทิศทางที่สะท้อนต้นทุนมากกว่าเดิม

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผู้เขียนเห็นว่า เงินเยียวยาไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จะชดเชยความเสียหายได้ทั้งหมด เพราะเงิน 2,240 บาทต่อไร่ อาจไม่เพียงพอกับต้นทุนจริงที่เกษตรกรสูญเสียไป โดยเฉพาะพื้นที่ที่เสียหายหนักจนต้องเริ่มต้นเพาะปลูกกันใหม่

สิ่งที่สำคัญที่สุดจึงยังเป็นเรื่องของการป้องกัน การบริหารจัดการน้ำ การแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว และการช่วยเหลือที่เข้าถึงเกษตรกรจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม สำหรับพี่น้องเกษตรกร สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ อย่าปล่อยให้ข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของตัวเองคลาดเคลื่อน เพราะเมื่อเกิดภัยขึ้นมาแล้ว เรื่องเอกสารและข้อมูลอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ

เงินเยียวยาอาจช่วยประคองชีวิตหลังภัยพิบัติได้ แต่สำหรับคนทำการเกษตรแล้ว สิ่งที่ต้องการที่สุดคงไม่ใช่เพียงเงินก้อนหนึ่ง หากเป็นระบบช่วยเหลือที่รวดเร็ว เป็นธรรม และทำให้สามารถกลับไปเริ่มต้นทำมาหากินได้อีกครั้ง


แหล่งที่มาของข้อมูล :

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 21 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ด้านพฤติกรรมชีวิต สุขภาพ และสังคมเน้นการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมถ่ายทอดให้อ่านง่าย เข้าใจเร็ว และนำไปใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ปราสาทสีขาวริมหาดสวย ที่เคยเป็น “นรกบนดิน” ของมนุษย์นับล้านชีวิตเบื้องหลังนามสกุล “เชิญยิ้ม” 40 ปีแห่งมิตรภาพ วิกฤตการสูญเสีย และเส้นทางสร้างตำนานทำไมถึงเรียก “ป่าช้า” ทั้งที่คนตายไม่ได้เดินช้า? เปิดที่มาคำโบราณที่คนไทยคุ้นเคย แต่หลายคนไม่เคยรู้ความหมาย5 คณะที่เรียนจบแล้วอาจต้องเจอกับการแข่งขันสูงในยุค AIคนสิงคโปร์ซื้อบ้านกันอย่างไรTH-AI Passport คืออะไร? ทำไมคนไทยกว่า 1.3 ล้านคนแห่ลงทะเบียน ก่อนเปิดใช้ 31 ส.ค.นี้บอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-610 ขนมที่ผ่านกาลเวลาจากยุค 90 จนมาถึงปัจจุบัน5 ต้นไม้มีพิษที่คนมักปลูกในบ้าน สวยแต่ควรรู้ก่อนวางใกล้เด็กและสัตว์เลี้ยง5 โรงเรียนในตำนานของไทย เปิดประวัติ โรงเรียนเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปีเจาะโพยเด่น "หนูน้อย พรสวรรค์"! งวด 1 กันยายน 2569 อัดรูด 0 เม็ดเดียว 05 ชนสถิติ 20 ปี5 สิ่งที่ไม่ควรซื้อ มือสอง เด็ดขาด ได้ไม่คุ้มเสีย แถมอันตรายกว่าที่คิด
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
คนสิงคโปร์ซื้อบ้านกันอย่างไรปราสาทสีขาวริมหาดสวย ที่เคยเป็น “นรกบนดิน” ของมนุษย์นับล้านชีวิตจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ปลูกทุเรียนมากที่สุด5 ต้นไม้มีพิษที่คนมักปลูกในบ้าน สวยแต่ควรรู้ก่อนวางใกล้เด็กและสัตว์เลี้ยง1 วันของพนักงานเซเว่น ทำอะไรบ้างสัตว์ที่เกือบจะสูญพันธุ์จากประเทศไทย แต่กลับมาพบเพิ่มจำนวนได้อีกครั้ง
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
สะเทือนภูมิภาค รัสเซียลุยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมียนมา 110 MW ปี 2570 ใกล้ไทยแค่ไหน1วันของเทวดาทำอะไรบ้างการเคลื่อนย้ายที่รวดเร็วและว่องไว ง่ายกว่ารถคันใหญ่5 ปม “จิ๋นซีฮ่องเต้” ครองราชย์ 37 ปี มีฝ่ายใน แต่ไม่เคยตั้ง “ฮองเฮา”
ตั้งกระทู้ใหม่