"ตะลุ่ม"ขนมโบราณหาทานยาก
ขนมไทยพื้นบ้านโบราณมีหลากหลาย ที่บรรพบุรุษไทยถ่ายทอดสืบต่อกันมา และมีขนมไทยพื้นบ้านโบราณชนิดหนึ่ง ที่หน้าตาคล้ายกับขนมถ้วย แต่แตกต่างกันหน้าของขนม โดยหน้าขนมถ้วย จะเป็นกะทิสดกลิ่นหอม รสชาติเค็มๆมันๆ
ซึ่งขนมที่ผู้เขียนจะมาทำพร้อมกับทุกคนนั้น บางคนอาจจะเพิ่งเคยได้ยินชื่อเป็นครั้งแรก ด้านล่างตัวแป้งแบบขนมถ้วย แต่เปลี่ยนจากหน้ากะทิสด เป็นหน้าสังขยาแสนอร่อยแทน ขนมที่ว่านี้ มีชื่อว่า "ขนมตะลุ่ม"
ว่าแล้วก็มาเริ่มเข้าครัว ลงมือทำไปพร้อมกันเลยดีกว่าจ้า
วัตถุดิบในส่วนตัวแป้ง มีดังนี้
1. แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
2. แป้งข้าวเหนียว 1 ช้อนชา
3. แป้งท้าว 20 กรัม
4. น้ำตาลมะพร้าว 100 กรัม
5. น้ำใบเตย 250 ml.
6. กะทิ 370 ml.
โดยเริ่มจากทำน้ำใบเตยให้ได้สัดส่วน 250 ml.
นำใบเตยประมาณ 7-10 ใบ มาปั่นกับน้ำสะอาด
กรองด้วยผ้าขาวบาง
ให้ได้น้ำใบเตยเข้มข้น
จากนั้นก็มาเริ่มทำตัวแป้งกันต่อ
นี่คือวัตถุดิบที่จะใช้ทำตัวแป้งขนม อัตราส่วนตามที่แจ้งไว้แล้วนั้น
ขั้นตอนการทำ
1. นำแป้งทั้ง 3 ชนิด เทลงภาชนะ พร้อมกับน้ำตาลมะพร้าว
2. นำน้ำกะทิเทตามลงไปแค่ครึ่งหนึ่งก่อนนะคะ เพื่อคลุกเคล้าให้ละลายกับตัวแป้งและน้ำตาล
เราจะคลุกเคล้าแป้งต่างๆ น้ำตาลมะพร้าว และกะทิ จนละลายเป็นเนื้อเดียวกันแบบนี้ เราจึงจะใส่น้ำกะทิที่เหลือลงไปจ้า
ถัดมาก็นำน้ำใบเตยตามลงสมทบได้เลย
เมื่อเราคลุกเคล้าจนได้เนื่อแป้งที่ละลายเป็นเนื้อเนียนดีแล้ว เราจะนำไปกรองอีกครั้ง เพื่อให้ได้แป้งเนื้อละเอียดอีกครั้ง
ขั้นตอนการเตรียมตัวแป้งขนมของเราก็เสร็จสิ้น มาถึงคิวเตรียมทำหน้าขนมแสนอร่อย คือหน้าสังขยากันต่อค่า
อัตราส่วน หน้าสังขยา
1. ไข่ไก่ 2 ฟอง
2. ไข่เป็ด 2 ฟอง
3. หัวกะทิ 130 ml.
4. น้ำตาลมะพร้าว 150 กรัม
5. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
วิธีทำสังขยา
1. นำไข่ไก่ ไข่เป็ด ตอกใส่ภาชนะ ผู้เขียนใช้ไข่เป็ดด้วย เพราะไข่เป็ดจะให้สังขยาที่มีสีแดงส้มสวยน่ารับประทาน หากใครหาซื้อไข่เป็ดไม่ได้ สามารถใช้ไข่ไก่แทนได้ค่ะ แล้วอาจใช้สีผสมอาหารสีส้มเพิ่มเติมนิดหน่อยได้ค่ะ ใส่เกลือ น้ำตาลมะพร้าว ใบเตย (ช่วยลดกลิ่นคาวไข่) ลงไปพร้อมกันในภาชนะ
2. เราล้างมือให้สะอาด และต้องเช็ดให้แห้งนะคะ ห้ามมือเปียกน้ำก่อนที่เราจะขยำส่วนผสมทั้งหมด ไม่งั้นสังขยาของเราจะมีกลิ่นคาวได้
3. เมื่อขยำทุกอย่างจะเข้ากันดีแล้วก็ใส่หัวกะทิลงไป ขยำอีกครั้งค่ะ
เมื่อทุกอย่างเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว
4. นำน้ำสังขยามากรอง เพื่อให้ได้น้ำสังขนาที่ละเอียดอีกสักครั้ง
5. พักน้ำสังขยาทิ้งไว้สักครู่เพื่อลดฟองอากาศ
ระหว่างนี้เราก็นำหม้อรางถึงมาต้มน้ำจนเดือด
แล้วเราก็นำถ้วยตะไลมาจัดเรียงในรางถึง นึ่งให้ร้อนก่อนจะใส่แป้งสุก 5 นาที เพื่อป้องกันตัวแป้งขนมติดถ้วยจ้า
เมื่อครบกำหนดเวลา ให้เปิดฝาหม้อเร็วๆ เพื่อไม่ให้ไอน้ำหยดลงในถ้วย แล้วตัวแป้วก่อนจะตักใส่เหยือก หรือที่หยอดขนม ให้คนแป้งก่อนตักนะคะ เพราะตัวแป้งจะนอนก้น จากนั้นก็ทำการหยอดตัวแป้งได้เลยจ้า
อ๋อ!!! ในการหยอดแป้ง ให้หยอดแต่ละถ้วยแค่ครึ่งถ้วยนะคะ อีกครึ่งเราเก็บไว้หยอดหน้าสังขยาจ้า
เมื่อหยอดแป้งครบทุกถ้วย ก็ปิดฝาหม้อนึ่งด้วยไฟกลางเป็นเวลา 5 นาที
เมื่อครบ 5 นาที เราก็จะได้ตัวแป้งขนมสีเขียวใบเตย เนื้อเนียมนุ่ม ส่งกลิ่นหอมมากๆค่ะ จากนั้นให้ทำการยกรางถึงลงจากหม้อ เพื่อพักให้ตัวแป้งเย็นตัวลงสักเล็กน้อยนะคะ
**เหตุผลที่ต้องยกลงให้ตัวแป้งเซ็ตตัวเย็นลงก่อนจะหยอดหน้าสังขยา เพื่อให้ตัวแป้งกับหน้าสังขยาแยกชั้นกันนั่นเองค่ะ
ระหว่างรอตัวแป้งเซ็ตตัว เราก็มาดูน้ำสังขยาที่ทำพักไว้ หากสังเกตว่าฟองอากาศยังมีอยู่ ให้ทำการช้อนตักออกไป เหตุผลที่ทำเช่นนี้ เพราะเราต้องการตัวสังขยาที่มีผิวเนียนนุ่มละมุลนั่นเอง
จากนั้นก็นำน้ำสังขยาใส่เหยือก แล้วนำตัวแป้งขนมกลับมาวางบนหม้อนึ่งอีกครึ่ง ทำการหยอดหน้าสังขยาให้เต็มถ้วยที่เหลือ
เมื่อหยอดครบทุกถ้วยทำการนึ่งด้วยไฟอ่อนเป็นเวลา 10 นาที
เมื่อครบกำหนดเราก็จะได้ขนมตะลุ่มที่หน้าตาน่ารับประทาน ส่งกลิ่นหอมยวนยั่วชวนน้ำลายไหล
จะช้าอยู่ใย รีบนำจัดลงจานไปชิมกันดีกว่าจ้า
เสือตกถังพลังเงินดี เผยแนวทางงวด 1 ต.ค. 69 มีเลข 8 และ 6 เป็นตัวหลัก
โรงเรียนหญิงล้วนของรัฐบาล ที่เด็กอยากเข้าเรียนที่สุด
5 เทรนด์ธุรกิจสุขภาพปี 2026 ที่น่าจับตา
หมู่บ้านของไทยมีคนไม่ถึง 100 คน เปิดข้อมูลจริง บางแห่งเหลือไม่ถึง 10 คน
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
หนีอลม่าน! เหตุดอกไม้ไฟวันชาติเม็กซิโก พุ่งเข้าใส่ฝูงชน
หนุ่ม 26 ขี่ จยย.กลับบ้านกลางดึก เสียหลักชนเกาะกลาง ร่างกระเด็นถูกรถกระบะชนดับ
ผู้จัดเอเชียนเกมส์พลาด "เปิดเพลงชาติเกาหลีเหนือ แทนเพลงชาติเกาหลีใต้"
ไม่ยักรู้ว่า "แมลงปอบ้านไตรมิตรสีน้ำเงิน" ดีอย่างนี้เอง
อาจารย์หนู งวด 1 ต.ค. 69 เปิดเลขร้อยมาลัย เทียบชุดพญานาคนำโชค
4 โรงเรียนชายล้วนเก่าแก่ของไทย ที่ยังเปิดสอนถึงปัจจุบัน
เจ๊เขียว โชคดี เผยแนวทางงวด 1 ต.ค. 69 มีเลข 3 ตัว 2 ชุด และเลข 2 ตัว 6 ชุด
มหาวิทยาลัยพระสงฆ์แห่งแรกของไทย


























