ผีตาโขนมาจากไหน? เบื้องหลังเทศกาลหน้ากากผีแห่งด่านซ้าย
ถ้าพูดถึง “ผีตาโขน” ภาพที่หลายคนนึกถึงคงเป็นขบวนคนสวมหน้ากากหน้าตาประหลาด เต้นรำไปตามถนน มีเสียงกระดิ่งดังอยู่ตลอดทาง และเต็มไปด้วยสีสันจนแทบไม่เหลือบรรยากาศน่ากลัวแบบที่ชื่อเรียกชวนให้คิด
แต่จริง ๆ แล้ว ผีตาโขนไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลแต่งตัวเป็นผี
เบื้องหลังหน้ากากเหล่านี้มีทั้งความเชื่อท้องถิ่น พุทธศาสนา เรื่องเล่าพื้นบ้าน พิธีกรรม และวิถีชีวิตของผู้คนใน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
และที่สำคัญ ที่มาของผีตาโขนเองก็ไม่ได้มีคำตอบเดียวแบบฟันธงได้ เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับต้นกำเนิดมีทั้งตำนานและคำอธิบายจากวัฒนธรรมท้องถิ่นหลายสายผสมกันอยู่
จุดเริ่มต้นอยู่ที่ “บุญหลวง”
ผีตาโขนเป็นส่วนหนึ่งของ งานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ของชาวด่านซ้าย จังหวัดเลย
งานนี้ไม่ได้มีเพียงขบวนหน้ากากผี แต่เป็นงานบุญขนาดใหญ่ที่รวมพิธีกรรมหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อดั้งเดิมของชุมชน
หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งคือเรื่อง พระเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นชาติสุดท้ายก่อนพระโพธิสัตว์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในคติชาดก
ตามเรื่องเล่าที่แพร่หลายในด่านซ้าย เมื่อพระเวสสันดรและนางมัทรีเดินทางกลับเข้าเมือง บรรดาผู้คนรวมถึงเหล่าผีป่าหรือวิญญาณที่เคยเกี่ยวข้องกับพระเวสสันดร ต่างออกมาร่วมขบวนแสดงความยินดีด้วยความสนุกสนาน
จึงเกิดภาพของ “ผี” ที่ออกมาร่วมขบวนแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีที่สืบต่อกันมา
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ควรเข้าใจว่าเป็น ตำนานและความเชื่อที่อธิบายความเป็นมาของประเพณี ไม่ใช่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่าผีตาโขนเริ่มต้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวจริง ๆ
แล้วชื่อ “ผีตาโขน” มาจากไหน?
เรื่องชื่อก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน
ในท้องถิ่นมีการเรียกการละเล่นนี้หลายชื่อ เช่น ผีตามคน ผีโขน ผีโถน และผีตาโขน จึงยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนว่าชื่อ “ผีตาโขน” เกิดขึ้นจากคำใดเป็นต้นกำเนิดโดยตรง
เอกสารด้านวัฒนธรรมบางแห่งอธิบายคำว่า “ผีตาโขน” เชื่อมโยงกับคำว่า “ผีตามคน” ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องเล่าที่ว่าผีออกมาติดตามขบวนพระเวสสันดรเข้าเมือง
แต่ปัจจุบันหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของไทยก็ระบุชัดว่า ที่มาของชื่อยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอน และมีชื่อเรียกท้องถิ่นหลายรูปแบบ
นี่จึงเป็นเรื่องที่ควรเล่าอย่างระมัดระวัง เพราะคำว่า “ผีตาโขนแปลว่าผีตามคน” เป็นคำอธิบายที่พบในเอกสารบางชุด แต่ไม่ควรนำเสนอว่าเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้เพียงแบบเดียว
หน้ากากไม่ได้มีไว้แค่ทำให้ดูน่ากลัว
อีกสิ่งที่ทำให้ผีตาโขนโดดเด่นคือ หน้ากาก
หน้ากากแบบดั้งเดิมไม่ได้เกิดจากวัสดุราคาแพง แต่ใช้สิ่งของที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น หวดนึ่งข้าวเหนียว โคนกาบมะพร้าว และไม้เนื้ออ่อน นำมาประกอบเป็นส่วนต่าง ๆ ของหน้ากาก
ในอดีตหน้ากากไม่ได้มีสีสันจัดจ้านเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน ชาวบ้านอาจใช้วัสดุพื้นบ้าน เช่น ดินหม้อสีดำ มาตกแต่งให้ดูแปลกและน่ากลัว ส่วนเสื้อผ้าก็สามารถนำของที่มีอยู่ เช่น ผ้าเก่า จีวรเก่า หรือมุ้งเก่า มาประยุกต์ใช้ได้
เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบหน้ากากก็พัฒนาขึ้น มีการใช้กระดาษ เรซิน และสีสันต่าง ๆ ทำให้หน้ากากผีตาโขนกลายเป็นงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง
ดังนั้นหน้ากากที่เราเห็นในปัจจุบันจึงไม่ใช่หน้าตาดั้งเดิมทั้งหมด แต่เป็นผลจากการพัฒนาของงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของคนในชุมชนด้วย
ผีตาโขนมีมากกว่าหนึ่งแบบ
ถ้าเคยเห็นขบวนผีตาโขนแล้วสงสัยว่าทำไมบางตัวมีขนาดใหญ่กว่าคนมาก นั่นเพราะการละเล่นนี้มีทั้ง ผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็ก
ผีตาโขนใหญ่มีลักษณะเป็นตัวละครขนาดใหญ่ โดยมีตัวผู้และตัวเมียอย่างละตัว และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมของชุมชน การจัดทำผีตาโขนใหญ่มีแบบแผนเฉพาะและในบางกรณีมีพิธีไหว้ครูก่อนทำ
ส่วนผีตาโขนเล็กเป็นรูปแบบที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถทำขึ้นเพื่อเข้าร่วมขบวนและสร้างความสนุกสนาน
นอกจากหน้ากากแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “หมากกะแหล่ง” หรือกระดิ่งที่นำมาผูกบริเวณเอว เมื่อคนสวมชุดผีตาโขนเดินหรือเต้น เสียงกระดิ่งก็จะดังไปพร้อมกับขบวน กลายเป็นหนึ่งในเสียงที่คนจดจำได้เมื่อพูดถึงเทศกาลนี้
แล้วทำไมต้องมีเสียงดังและการเต้น?
ถ้ามองจากภายนอก ผีตาโขนอาจดูเหมือนเทศกาลที่เน้นความสนุกเป็นหลัก แต่ในมุมของคนในพื้นที่ การละเล่นมีความหมายมากกว่านั้น
เอกสารมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยระบุว่า การละเล่นผีตาโขนมีความเชื่อหลายด้าน ทั้งการถวายต่อดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ การร่วมขบวนแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง การเกี่ยวข้องกับบุญเดือนหกและการขอฝน รวมถึงการสร้างความสนุกสนานให้กับชุมชน
ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการนำสิ่งไม่ดีหรือเคราะห์ร้ายออกจากชุมชน แล้วนำชุดหรือหุ่นผีตาโขนไปลอยในลำน้ำหมัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อสะเดาะเคราะห์ตามคติความเชื่อท้องถิ่น
ตรงนี้จึงทำให้ผีตาโขนมีลักษณะพิเศษ เพราะ ความสนุกกับพิธีกรรมไม่ได้ถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
การเต้น เสียงกระดิ่ง การแต่งตัว และขบวนแห่ ล้วนเกิดขึ้นท่ามกลางพิธีกรรมที่มีความหมายต่อชุมชน
ผีตาโขนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างไร?
หัวใจอีกส่วนหนึ่งของงานคือ การแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง และการเทศน์มหาชาติ
ในคติของชาวอีสาน “บุญผะเหวด” หรือ “บุญพระเวส” เป็นงานบุญที่เกี่ยวข้องกับพระเวสสันดรชาดก และมีการเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์ ส่วนงานบุญหลวงของด่านซ้ายนำองค์ประกอบเหล่านี้มาผสมเข้ากับความเชื่อและพิธีกรรมท้องถิ่น จนเกิดเป็นประเพณีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่
จึงไม่ถูกต้องนักหากจะเรียกผีตาโขนว่าเป็นเพียง “เทศกาลผี”
เพราะข้างใต้หน้ากากที่ดูสนุกสนานนั้น มีทั้งเรื่องของ บุญ ความศรัทธา พระเวสสันดร บรรพบุรุษ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
จากพิธีของชุมชน สู่เทศกาลระดับประเทศ
ทุกวันนี้ผีตาโขนกลายเป็นหนึ่งในเทศกาลวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดเลย และเป็นจุดหมายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
แต่ความน่าสนใจของเทศกาลไม่ได้อยู่แค่หน้ากากสีสดหรือภาพคนจำนวนมากออกมาเต้นตามถนน
สิ่งที่ทำให้ผีตาโขนยังคงมีชีวิตอยู่ได้ คือการที่ ชุมชนยังมีส่วนร่วมกับประเพณี ตั้งแต่การทำหน้ากาก การจัดขบวน ไปจนถึงพิธีกรรมต่าง ๆ
ในปี 2569 งานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 มิถุนายน ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอด่านซ้ายและวัดโพนชัย จังหวัดเลย สะท้อนให้เห็นว่าเทศกาลนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปฏิทินวัฒนธรรมร่วมสมัยของพื้นที่ ไม่ได้กลายเป็นเพียงการแสดงเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว ถ้าถามว่า “ผีตาโขนมาจากไหน?”
คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดอาจไม่ใช่การเลือกตำนานเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วบอกว่านั่นคือจุดกำเนิดทั้งหมด
ผีตาโขนที่เราเห็นในวันนี้น่าจะเป็นผลจากการหลอมรวมของ ความเชื่อดั้งเดิมของชาวด่านซ้าย พิธีกรรมเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อเรื่องผีและบรรพบุรุษ รวมถึงคติทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับพระเวสสันดรชาดก
จากเรื่องเล่าเหล่านี้ ค่อย ๆ กลายเป็นพิธีกรรม
จากพิธีกรรม ค่อย ๆ กลายเป็นประเพณี
และจากประเพณีของชุมชนเล็ก ๆ ในจังหวัดเลย ก็กลายเป็นเทศกาลที่ผู้คนจากทั่วประเทศเดินทางมาสัมผัสด้วยตัวเอง
ดังนั้น หน้ากากผีตาโขนที่กำลังเต้นอยู่บนถนน อาจดูเหมือนกำลังพาความสนุกเข้ามาในเมือง
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกหน่อย
ทุกหน้ากากกำลังเล่าเรื่องของชุมชนแห่งหนึ่งที่พยายามรักษาความเชื่อ ความทรงจำ และตัวตนของตัวเองเอาไว้ ผ่านเทศกาลที่คนทั้งประเทศรู้จักในชื่อ “ผีตาโขน”
เขียนโดย thoughtloop
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
สภาพอากาศวันนี้ 14 กันยายน 2569 ฝนตกหนักถึงหนักมากทั่วไทย เตือนน้ำท่วมฉับพลัน-ดินโคลนถล่ม เช็กจังหวัดเสี่ยง
นักเรียนไทยเฉลี่ยเรียนกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์? เปิดตัวเลขเวลาเรียนและการบ้าน
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 16/9/69
เปิดหน้าประวัติศาสตร์เนื้อหมู: สัตว์ผู้สร้างอารยธรรม พลิกโฉมอุตสาหกรรม และขีดเส้นแบ่งโลก
เกิดวันไหนทำบุญอะไรดี? เปิดเคล็ด 7 วันเกิด หนุนดวงชีวิต
เปิดค่าใช้จ่ายจริงของนักเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่สมัครจนจบการศึกษา ต้องเตรียมเงินเท่าไร
เปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสน
ตำนานทรงผมนักเรียนไทย จากผมเกรียนถึงวันที่ “ทรงนักเรียน” ไม่ใช่กฎกลางอีกต่อไป
เลขปฏิทินหลวงพ่อรวย งวด 16 ก.ย. 69
ไอเดียง่าย ๆ ใช้ฝาถ้วยช่วยกินบะหมี่บนรถไฟ
เปิดเงินเดือนตำรวจและทหารแต่ละระดับชั้น ได้รับค่าตอบแทนอะไรเพิ่มเติมบ้าง
น้ำลง หอยขึ้น วิถีคนอ่าวนาง! แห่ลงเลเก็บหอยท้ายเภาขาย รายได้วันละพัน
งานเข้า! สำนักพุทธลำปางแจ้งความเอาผิด หลังนักร้องแต่งคล้ายพระขึ้นเวที เต้นโชว์ไม่เหมาะสม
นักเรียนไทยเฉลี่ยเรียนกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์? เปิดตัวเลขเวลาเรียนและการบ้าน
ทริปท่องสุโขทัย 3 วัน 2 คืน
สภาพอากาศวันนี้ 14 กันยายน 2569 ฝนตกหนักถึงหนักมากทั่วไทย เตือนน้ำท่วมฉับพลัน-ดินโคลนถล่ม เช็กจังหวัดเสี่ยง
เปิดหน้าประวัติศาสตร์เนื้อหมู: สัตว์ผู้สร้างอารยธรรม พลิกโฉมอุตสาหกรรม และขีดเส้นแบ่งโลก
การศึกษาของกัมพูชาพัฒนาไปถึงไหน? เปิดตัวเลข PISA เทียบประเทศเพื่อนบ้าน
นักเรียนไทยเฉลี่ยเรียนกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์? เปิดตัวเลขเวลาเรียนและการบ้าน
ทำไมเรื่องเล่าสายมืด หรือความเชื่อลึกลับ ถึงปั่นหัวคนได้ง่ายกว่าความจริ
ตำนานทรงผมนักเรียนไทย จากผมเกรียนถึงวันที่ “ทรงนักเรียน” ไม่ใช่กฎกลางอีกต่อไป
"ตะเข็บ" ไม่กัด ไม่ต่อย ไม่เป็นพิษ บุกบ้านช่วงหน้าฝน มันคือตะขาบตัวจิ๋วหรือตัวอะไรกันแน่?