หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

อีรอสและไซคีใช้ความมืดเล่าเรื่องความรักที่ต้องเลือกระหว่างความไว้ใจกับความอยากรู้

เขียนโดย ยายขี้บ่น

รักกันได้โดยไม่เห็นหน้า แล้วทำไมแสงจากตะเกียงดวงเดียวถึงทำให้ทุกอย่างพัง?



จุดนี้ต้องแก้ภาพจำกันนิดหนึ่ง เพราะในเรื่องของ อีรอสและไซคี ไม่มีฉากที่อีรอสเอาผ้ามาปิดตาไซคีตามความหมายตรงตัว สิ่งที่เกิดขึ้นคืออีรอสซ่อนตัวตนและมาหาไซคีในเวลากลางคืน โดยกำหนดเงื่อนไขว่าไซคีต้องไม่พยายามมองว่าเขาเป็นใคร ความมืดจึงทำหน้าที่เหมือนผ้าปิดตาโดยธรรมชาติ

และเรื่องที่คนทุกวันนี้เรียกกันว่าเทพปกรณัมกรีกเรื่อง Cupid and Psyche หรือ Eros and Psyche ฉบับสมบูรณ์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดมาจากนิยายภาษาละติน Metamorphoses หรือ The Golden Ass ของอพูเลอุสในคริสต์ศตวรรษที่ 2 จึงควรมองว่าเป็นเรื่องเล่ากรีกโรมันที่ถูกพัฒนาอย่างเด่นชัดในโลกโรมัน มากกว่าจะคิดว่าเนื้อเรื่องทั้งหมดสืบตรงมาจากมหากาพย์กรีกยุคโฮเมอร์

ทำไมต้องรักกันในความมืด?

ไซคีเป็นเจ้าหญิงมนุษย์ที่งดงามจนผู้คนเปรียบเทียบและยกย่องราวกับเทพีอโฟรไดที ความริษยาจึงนำไปสู่คำสั่งให้อีรอสทำให้ไซคีหลงรักคนที่ไม่น่าปรารถนา แต่เรื่องกลับพลิก เพราะอีรอสเองเป็นฝ่ายตกหลุมรักไซคี

ไซคีถูกพาไปยังสถานที่งดงามลึกลับ มีทุกอย่างพร้อม แต่สามีที่มาหาในยามค่ำคืนไม่ยอมเปิดเผยใบหน้า เธอสัมผัสเขา ได้ยินเสียงเขา และใช้ชีวิตร่วมกับเขาได้ เพียงแต่ ห้ามเห็นว่าเขาคือใคร

ถ้ามองในเชิงวรรณกรรม เงื่อนไขนี้ฉลาดมาก เพราะมันเอาคำถามพื้นฐานของความรักมาขยายจนสุดทางว่า มนุษย์จะรักสิ่งที่ยังไม่รู้ทั้งหมดได้หรือเปล่า?

ความมืดตัดข้อมูลสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งออกไป นั่นคือรูปลักษณ์และตัวตนที่มองเห็น ไซคีจึงต้องตัดสินความสัมพันธ์ผ่านเสียง การสัมผัส การดูแล และความรู้สึกปลอดภัย แต่ปัญหาคือความไว้ใจที่ไม่มีข้อมูลรองรับมากพอสามารถเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงได้ง่ายมาก

จุดแตกหักไม่ใช่เรื่องตัณหา แต่คือความไม่แน่ใจ

เมื่อพี่สาวของไซคีเข้ามายุ พวกเธอเสนอความเป็นไปได้ที่น่ากลัวว่าสามีลึกลับอาจเป็นสัตว์ประหลาด ไซคีจึงเริ่มสงสัย สิ่งที่เคยโรแมนติกในความมืดพลันกลายเป็นสิ่งคุกคามทันที เพราะสมองมนุษย์รับมือกับช่องว่างของข้อมูลด้วยการสร้างคำอธิบายขึ้นมา และคำอธิบายที่เกิดจากความกลัวมักพาไปหาเหตุการณ์เลวร้ายได้ง่าย

คืนหนึ่งไซคีจึงเตรียมตะเกียงและอาวุธไว้ เมื่ออีรอสหลับ เธอจุดตะเกียงเพื่อดูใบหน้าของสามี แล้วพบว่าสิ่งที่นอนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่อสุรกาย แต่คือเทพแห่งความรักผู้มีรูปลักษณ์งดงาม

ตรงนี้เองที่ตะเกียงกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของเรื่อง

แสงหมายถึงการรู้ ความมืดหมายถึงสิ่งที่ยังไม่รู้ แต่เรื่องกลับเล่นกับความหมายนี้อย่างเจ็บแสบ เพราะทันทีที่ไซคีได้เห็นความจริง เธอกลับสูญเสียความสัมพันธ์ที่มีอยู่ หยดน้ำมันร้อนจากตะเกียงตกลงบนอีรอสจนเขาตื่น และเมื่อพบว่าไซคีละเมิดเงื่อนไขแห่งความไว้ใจ เขาก็จากไป

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับการเร้าอารมณ์ตรงไหน?

อีรอสเป็นเทพที่เกี่ยวข้องกับความรักและความปรารถนาอยู่แล้ว แต่ถ้าจะตีความว่าความมืดในเรื่องถูกสร้างขึ้นเพื่อบอกว่า มนุษย์ต้องปิดตาจึงจะเกิดอารมณ์ทางเพศ แบบนั้นไกลเกินหลักฐานของตัวเรื่อง

สิ่งที่เห็นชัดกว่าคือการใช้ ความลึกลับ ความปรารถนา และข้อห้าม เป็นแรงขับของเรื่องเล่า ยิ่งไซคีถูกห้ามไม่ให้เห็น เธอก็ยิ่งต้องอยู่กับคำถามว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ความอยากรู้นั้นสะสมไปพร้อมกับความรักจนกลายเป็นแรงผลักให้เธอละเมิดข้อห้ามเสียเอง

ความมืด ทำให้ตัวตนของคนรักยังเป็นปริศนา

ข้อห้าม ทำให้ความอยากรู้เพิ่มขึ้น

ตะเกียง เปลี่ยนความเชื่อให้กลายเป็นความรู้ที่มองเห็นได้

หยดน้ำมัน ทำให้การค้นหาความจริงมีราคาที่ต้องจ่าย


ความน่าสนใจอีกชั้นอยู่ที่ชื่อ Psyche ซึ่งสัมพันธ์กับคำกรีกที่หมายถึงลมหายใจหรือจิตวิญญาณ และภายหลังไซคีก็กลายเป็นบุคลาธิษฐานของจิตวิญญาณ ส่วน Eros คือความรักหรือความปรารถนา เมื่อเอาสองชื่อมาวางคู่กัน เรื่องจึงเปิดช่องให้คนรุ่นหลังอ่านเป็นอุปมาว่า จิตวิญญาณกำลังพยายามทำความรู้จักกับความรัก

หลังอีรอสจากไป ไซคีไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตตามเดิม เธอต้องออกตามหาเขาและเผชิญบททดสอบจากอโฟรไดทีหลายอย่าง ตั้งแต่การคัดเมล็ดจำนวนมหาศาล การนำขนแกะทองคำมาให้ ไปจนถึงภารกิจที่เกี่ยวข้องกับโลกบาดาล ก่อนที่เรื่องจะเดินไปสู่การคืนดี ไซคีได้รับความเป็นอมตะและได้อยู่กับอีรอสอย่างเปิดเผย

ตรงนี้ทำให้ตอนจบต่างจากช่วงแรกอย่างสำคัญ ช่วงแรกความรักดำรงอยู่ได้เพราะ ห้ามมอง แต่ความสัมพันธ์หลังผ่านบททดสอบไม่จำเป็นต้องซ่อนอยู่ในความมืดแบบเดิมอีกแล้ว ไซคีรู้ว่าอีรอสเป็นใคร อีรอสก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดตัวตน และทั้งคู่มีบุตรที่ในธรรมเนียมโรมันเรียกว่า Voluptas ซึ่งสื่อถึงความรื่นรมย์หรือความพึงพอใจ

ความมืดจึงไม่ใช่สูตรของความรัก แต่เป็นบททดสอบของความไว้ใจ


ความย้อนแย้งของเรื่องอยู่ตรงนี้เลย ถ้าไซคีไม่เปิดตาดู เธอก็รักษาความสุขเดิมเอาไว้ได้ แต่เธอจะรักคนที่ไม่รู้จักอย่างสมบูรณ์ต่อไป ส่วนเมื่อเลือกเปิดไฟ เธอได้ความจริงแต่เสียความสัมพันธ์ และต้องสร้างมันขึ้นใหม่บนฐานที่ต่างจากเดิม จากความรักที่ต้องเชื่อโดยไม่เห็นหน้า กลายเป็นความรักระหว่างสองฝ่ายที่ต่างรู้แล้วว่าอีกฝ่ายคือใคร

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ยายขี้บ่น's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 8 ครั้ง
เขียนโดย ยายขี้บ่น
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
iPhone สร้างยากกว่าพีระมิด 10,000 เท่าจริงหรือ?สถิติเลขท้ายสองตัวงวดกลางเดือน 10 ปีย้อนหลัง บวกมุมมองวันพระใหญ่ปลายเดือนสิงหา งวดวันที่ 16 สิงหาคม 2569จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขา10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุด9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทยความลับพริกน้ำปลา ทำไมบางร้านวางหลายวันแล้วพริกยังดูสดไม่ดำคล้ำ“เอเวลินน์ ศรียะพันธ์” นักบินหญิงชาวไทยที่สื่อนอกยกฉายา “กัปตันที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์”108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียงจังหวัดที่ไม่มีเพื่อนบ้านทางพื้นดิน เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทยโชคลาภพูนทวี งวด 16 สิงหาคม 2569 เปิดแนวทางเลขล่าง 35 พร้อมชุด 25 24 34 94 92พี่บ่าว ปู่วัดสายป่า เปิดแนวทางเลขงวด 16 สิงหาคม 2569 ลุ้น 760-60-70-76 ล่าง 8530 คำอวยพรวันเกิดแฟน ซึ้งๆ ความหมายดี สุขสันต์วันเกิดแฟน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมเข้าลิฟต์แล้วทุกคนชอบแหงนมองเลขชั้นทำไมกรรไกรตัดกระดาษลื่นๆ ถึงรู้สึกฟินอกุศลวิตกดับได้ด้วยการเปลี่ยนสิ่งที่ใจจับทำไมพูดคำเดิมซ้ำๆ แล้วคำนั้นถึงฟังแปลกไป
ตั้งกระทู้ใหม่