หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

สมรภูมิทุเรียนอาเซียน มาเลเซียกับเวียดนามมีดีอะไร ถึงเบียดทุเรียนไทยในตลาดจีน

เขียนโดย nantana

ทุเรียนไม่ได้แข่งกันแค่ว่าใครอร่อยกว่า


ตอนนี้สนามจริงอยู่ที่จีน และตัวเลขใหญ่มาก ปี 2568 จีนนำเข้าทุเรียนสดประมาณ 1.87 ล้านตัน มูลค่าราว 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดขนาดนี้ทำให้ประเทศปลูกทุเรียนในอาเซียนแทบทุกแห่งอยากได้ส่วนแบ่ง แต่คู่แข่งที่กดดันไทยชัดที่สุดยังเป็นเวียดนาม ส่วนมาเลเซียมาในเกมอีกแบบ คือไม่ได้พยายามขายให้เยอะที่สุด แต่พยายามขายให้แพงและมีภาพจำที่สุด

เวียดนามน่ากลัวตรงที่ขายทุเรียนได้เกือบทั้งปี

ข้อได้เปรียบของเวียดนามไม่ใช่เรื่องรสชาติอย่างเดียว แต่เป็นภูมิศาสตร์และฤดูกาล พื้นที่ปลูกกระจายทั้งภาคใต้และที่ราบสูงตอนกลาง ทำให้มีผลผลิตหลายช่วง ตั้งแต่ประมาณเมษายน-กรกฎาคม แล้ววนมาอีกรอบช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีถัดไป จังหวะนี้สำคัญมาก เพราะช่วงที่ผลผลิตไทยบางพื้นที่ลดลง เวียดนามสามารถส่งของเข้าจีนต่อได้

อีกอย่างคือ เวียดนามติดกับจีน รถบรรทุกวิ่งผ่านด่านทางบกได้โดยตรง ระยะทางของสวนบางพื้นที่ไปตลาดจีนสั้นกว่าเส้นทางจากสวนไทยอย่างเห็นได้ชัด ต้นทุนและเวลาขนส่งจึงมีโอกาสแข่งขันได้ดี โดยเฉพาะตลาดที่ต้องการผลไม้สดหมุนเร็ว

พันธุ์ที่เจอบ่อยคือ Ri6 และหมอนทอง หมอนทองทำให้ผู้บริโภคจีนที่คุ้นกับทุเรียนไทยเปลี่ยนไปลองของเวียดนามได้ง่าย เพราะหน้าตาและลักษณะเนื้อไม่ได้กระโดดไปเป็นสินค้าคนละโลกเสียทีเดียว

ตัวเลขปี 2568 เห็นแรงกดดันชัดมาก
ข้อมูลการนำเข้าของจีนช่วงมกราคม-ตุลาคม 2568 ระบุว่า ไทยส่งทุเรียนสดเข้าไปราว 898,992 ตัน มูลค่าประมาณ 3,877 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เวียดนามตามมาติดๆ ราว 789,156 ตัน มูลค่าประมาณ 2,931 ล้านดอลลาร์ ปริมาณต่างกันไม่ถึงระดับที่ไทยจะนอนสบายได้อีกแล้ว

เวียดนามเองก็มีจุดเปราะ ช่วงปี 2568 การส่งออกสะดุดหนักจากมาตรการตรวจสารตกค้างและโลหะหนักของจีน มีสวนและโรงคัดบรรจุบางส่วนถูกระงับทะเบียน การตรวจสอบย้อนกลับเลยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ แต่พอเข้าปี 2569 การส่งออกเริ่มฟื้น และฝั่งเวียดนามประเมินว่ามูลค่าทุเรียนทั้งปีอาจขึ้นไปแตะประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ได้ถ้าการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุเดินหน้าได้ตามแผน

มาเลเซียไม่ได้มาชนด้วยปริมาณ แต่มาชนด้วยชื่อพันธุ์

ถ้าพูดชื่อ Musang King หรือมูซังคิง คนกินทุเรียนจำนวนไม่น้อยรู้ทันทีว่าเป็นมาเลเซีย ยังมี Black Thorn, D24 และพันธุ์อื่นที่สร้างภาพจำแยกจากหมอนทองได้ชัด จุดนี้ไทยกับเวียดนามต่างออกไป เพราะตลาดส่งออกจำนวนมากยังผูกกับหมอนทองเป็นหลัก

วิธีจัดการผลก็มีบุคลิกต่างกัน ทุเรียนพรีเมียมมาเลเซียจำนวนมากเน้นผลสุกตามธรรมชาติและเก็บหลังผลหล่น ทำให้ได้เนื้อที่สุกจัด กลิ่นหนัก เนื้อครีม รสหวานปนขม ซึ่งตรงกับลูกค้ากลุ่มที่ยอมจ่ายเพื่อรสเฉพาะตัว แต่ข้อแลกเปลี่ยนคืออายุหลังเก็บเกี่ยวสั้นกว่าและบริหารขนส่งยากกว่า

จีนอนุญาตให้มาเลเซียส่งออกทุเรียนสดได้ในปี 2567 หลังจากก่อนหน้านั้นตลาดจีนรับทุเรียนมาเลเซียในรูปแช่แข็งมาหลายปี และต้นปี 2569 ก็มีการขนทุเรียนสดมาเลเซียผ่านเส้นทางถนนเข้าสู่จีนเป็นครั้งแรกอีกด้วย หมายความว่ากำแพงด้านโลจิสติกส์กำลังค่อยๆ ต่ำลง

ที่น่าสนใจคือราคาขายส่งในจีนปลายปี 2568 ทุเรียนมาเลเซียบางกลุ่มอยู่ประมาณ 100-300 หยวนต่อกิโลกรัม ขณะที่ทุเรียนไทยอยู่ประมาณ 48-51 หยวน และเวียดนามราว 44-50 หยวน ตัวเลขนี้อธิบายเกมของมาเลเซียได้ดีมาก ปริมาณยังเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับไทยและเวียดนาม แต่รายได้ต่อกิโลกรัมคนละสนามเลย

แล้วไทยยังเหนือกว่าตรงไหน

กำลังผลิตใหญ่ ไทยมีฐานผลผลิตระดับประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี สูงกว่าเวียดนามและมาเลเซีย

ฤดูกาลต่อเนื่อง ภาคตะวันออกออกก่อน แล้วภาคใต้รับช่วง ทำให้ส่งตลาดได้นาน

หมอนทองมีตลาดรองรับอยู่แล้ว ผู้ซื้อจีนรู้จัก เกรดสินค้าและระบบค้าส่งถูกสร้างมานาน

ห่วงโซ่ส่งออกขนาดใหญ่ ตั้งแต่ล้ง ห้องเย็น รถบรรทุก รถไฟ ไปจนถึงเส้นทางทางเรือและอากาศมีตัวเลือกหลากหลาย

ครึ่งแรกของปี 2569 ไทยยังกลับมาครองสัดส่วนทุเรียนนำเข้าของจีนอย่างแข็งแรง โดยข้อมูลศุลกากรจีนที่ถูกรายงานระบุว่าส่วนแบ่งไทยอยู่ราว 81% แปลว่าไทยยังไม่ได้เสียบัลลังก์แบบที่บางกระแสชอบพูดกัน

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือไทยไม่มีสิทธิ์พลาดง่ายเหมือนเมื่อก่อน
ถ้าคุณภาพแกว่ง ตัดอ่อน เจอปัญหาสารตกค้าง หรือส่งของไม่ทัน คู่แข่งมีสินค้าเสียบทันที เวียดนามกำลังบีบด้วยปริมาณ ราคา และช่วงเก็บเกี่ยว ส่วนมาเลเซียกำลังบีบอีกด้านด้วยแบรนด์พันธุ์พรีเมียม

สมรภูมินี้เลยไม่ใช่ ไทยชนเวียดนามชนมาเลเซียแบบสินค้าชนิดเดียวกันเสียทีเดียว เวียดนามกำลังพยายามเป็นแหล่งทุเรียนขนาดใหญ่ที่ส่งจีนได้เกือบตลอดปี มาเลเซียกำลังทำให้คำว่ามูซังคิงกลายเป็นชื่อสินค้าหรู ส่วนไทยอยู่ตรงกลางที่ต้องรักษาทั้งปริมาณ คุณภาพ ราคา และชื่อเสียงพร้อมกัน

หมอนทองยังเป็นราชาตลาดใหญ่ แต่ข้างบัลลังก์เริ่มแน่นขึ้นทุกปี

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
nantana's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 66 ครั้ง
เขียนโดย nantana
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิดรายได้ "คนขายที่ปัดน้ำฝนข้างทาง" ขายดีขนาดไหน?ส่อง “เลขน่าซื้อที่สุด” งวด 1 ก.ย. 2569 คัดเฉพาะเลขชนสำนักดัง ลุ้นรวยรับต้นเดือน! (รวมมิตรจบในกระทู้เดียว)5 คณะที่เรียนจบแล้วอาจต้องเจอกับการแข่งขันสูงในยุค AIบอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6ส่องเลขเด็ด AI วิเคราะห์เลขท้าย 2 ตัว งวด 1 ก.ย. 2569 คัดตัวเต็งที่น่าซื้อที่สุดมาให้แล้ว5 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาทหมาไทยทำไมต้องหลังอาน5 โรงเรียนในตำนานของไทย เปิดประวัติ โรงเรียนเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปี5 กลยุทธ์ "ป้ายเหลือง" ในซูเปอร์มาร์เก็ต ปักเวลาไหนได้ของดีราคาถูกที่สุด?กินขนมทุกวัน เพิ่งรู้! ถุงขนมพอง ๆ ไม่ใช่ลมธรรมดา แต่คือก๊าซที่ช่วยรักษาความกรอบค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท แล้วถ้าใช้ 350 หน่วย บิลทั้งก้อนจะถูกคิดยังไง?สัตว์ที่เกือบจะสูญพันธุ์จากประเทศไทย แต่กลับมาพบเพิ่มจำนวนได้อีกครั้ง
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
อำเภอของไทยที่เสี่ยงอันตรายที่สุด ที่จะเจอกับภัยพิบัติแผ่นดินไหว
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ความสุขที่ยอดเยี่ยม : การบำรุงมารดาบิดาอาหารและขนมไทยยอดนิยมของชาวต่างชาติ5 สุดยอดเกมแรกๆที่เข้ามาในไทยครั้งแรกมีเกมอะไร จำกันได้ไหม 5 ของกินแก้เจ็บคอแบบไทยๆ ที่ประหยัดและเห็นผลดีกว่ายาแผนปัจจุบัน 
ตั้งกระทู้ใหม่