หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทำไมมนุษย์ถึงชอบจูบ เมื่อริมฝีปากกลายเป็นด่านตรวจเคมีและความสัมพันธ์

เขียนโดย nantana

จูบหนึ่งครั้ง สมองได้ข้อมูลเยอะกว่าที่ริมฝีปากบอก



มีเรื่องประหลาดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการจูบ คือก่อนริมฝีปากแตะกัน คนสองคนอาจรู้สึกว่าทุกอย่างเข้ากันดี หน้าตาถูกใจ คุยสนุก บุคลิกโอเค แต่พอจูบจริงกลับเกิดความรู้สึกว่า ไม่ใช่แฮะ แบบอธิบายเหตุผลชัดๆ ไม่ได้

ความรู้สึกนี้ทำให้นักวิจัยด้านพฤติกรรมมนุษย์สนใจมานานว่า การจูบอาจไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างอารมณ์โรแมนติก แต่เป็นพฤติกรรมที่เปิดโอกาสให้ร่างกายรับข้อมูลของอีกฝ่ายในระยะประชิดมาก ทั้งกลิ่น ลมหายใจ รส สัมผัส อุณหภูมิ และสารต่างๆ ในน้ำลาย

ริมฝีปากคือบริเวณที่ไวต่อสัมผัสสุดๆ

บริเวณริมฝีปากและช่องปากมีเส้นประสาทรับสัมผัสหนาแน่นมาก เมื่อจูบ สมองจึงได้รับข้อมูลพร้อมกันหลายช่องทาง ทั้งแรงกด ความนุ่ม ความชื้น กลิ่น และรส แถมใบหน้าของอีกฝ่ายยังอยู่ใกล้จมูกในระยะไม่กี่เซนติเมตร จึงเป็นช่วงที่ระบบรับกลิ่นทำงานกับข้อมูลจากร่างกายอีกฝ่ายโดยตรงมากกว่าตอนนั่งคุยกันตามปกติ

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีสมมติฐานว่า การจูบอาจช่วยประเมินคู่ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่ศึกษาทัศนคติต่อการจูบพบหลักฐานสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์ ผู้เข้าร่วมจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับคุณภาพของจูบในการประเมินความน่าดึงดูดของอีกฝ่าย และการจูบยังดูมีบทบาทกับการรักษาความผูกพันในคู่ที่คบกันแล้วด้วย

แต่ตรงนี้ต้องแยกให้ชัด การบอกว่า มนุษย์จูบกันเพื่อทดสอบระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง ยังแรงเกินหลักฐานที่มีอยู่ตอนนี้

แล้วเรื่องยีนภูมิคุ้มกัน MHC เกี่ยวตรงไหน?

ยีนในกลุ่ม Major Histocompatibility Complex หรือ MHC มีหน้าที่สำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และมีงานวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์จำนวนหนึ่งศึกษาว่า ความแตกต่างของ MHC อาจสัมพันธ์กับความชอบกลิ่นตัวของคู่ที่เป็นไปได้ งานคลาสสิกบางชุดพบแนวโน้มว่ากลิ่นจากคนที่มี MHC แตกต่างกันอาจถูกประเมินว่าน่าดึงดูดกว่าในบางเงื่อนไข ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงอาจมีผลทางวิวัฒนาการต่อความหลากหลายของยีนภูมิคุ้มกันในลูกหลาน

ปัญหาคือผลการศึกษาเรื่อง MHC กับการเลือกคู่ของมนุษย์ไม่ได้สม่ำเสมอทุกงาน และยังไม่มีหลักฐานตรงๆ ว่า สมองเอาน้ำลายจากการจูบมาวิเคราะห์ MHC แล้วตัดสินทันทีว่า คนนี้ภูมิคุ้มกันเข้ากันได้ ภาพแบบนั้นฟังสนุก แต่กลไกจริงยังไม่ได้รับการพิสูจน์ถึงขั้นนั้น

สิ่งที่ยืนยันได้ชัดกว่าคือ ตอนจูบแบบเปิดปากมีการแลกเปลี่ยนน้ำลายและจุลินทรีย์จริง

จูบ 10 วินาที แลกแบคทีเรียกันมหาศาล

งานวิจัยคู่รัก 21 คู่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Microbiome ทดลองติดตามจุลินทรีย์ในช่องปาก พบว่าการจูบแบบเปิดปากประมาณ 10 วินาทีสามารถถ่ายโอนแบคทีเรียได้โดยประมาณถึง 80 ล้านเซลล์ ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณจากการทดลอง ไม่ได้หมายความว่าทุกจูบต้องได้ 80 ล้านเป๊ะๆ เพราะปริมาณน้ำลาย ระยะเวลาจูบ สุขภาพช่องปาก และองค์ประกอบจุลินทรีย์ของแต่ละคนต่างกัน

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ คู่รักที่จูบกันบ่อยมีจุลินทรีย์ในน้ำลายคล้ายกันมากขึ้นบางส่วน ขณะที่จุลินทรีย์บนลิ้นของคนที่ใช้ชีวิตร่วมกันก็สามารถมีความคล้ายคลึงกันจากทั้งการอยู่บ้านเดียวกัน อาหาร สิ่งแวดล้อม และการสัมผัสใกล้ชิด ไม่ใช่จากการจูบอย่างเดียว

การแลกจุลินทรีย์เกิดขึ้นจริง มีหลักฐานทดลองรองรับ

การใช้กลิ่นและรสช่วยประเมินอีกฝ่าย เป็นสมมติฐานที่มีหลักฐานพฤติกรรมสนับสนุนบางส่วน

MHC อาจเกี่ยวข้องกับกลิ่นและการเลือกคู่ แต่ผลวิจัยในมนุษย์ยังซับซ้อน

การจูบเพื่อทดสอบความเข้ากันของภูมิคุ้มกันโดยตรง ยังไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์


อีกด้านที่น่าสนใจกว่าคำอธิบายเรื่องภูมิคุ้มกันเสียอีก คือ การจูบทำหน้าที่เป็นเครื่องตรวจความเข้ากันได้หลายระบบพร้อมกัน สมองกำลังรับกลิ่น สัมผัส จังหวะการตอบสนอง ความเต็มใจ ความไว้ใจ และอารมณ์ของอีกฝ่ายภายในเวลาเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกที่บางคนดูเหมือนตรงสเปกทุกข้อ แต่หลังจูบครั้งแรกความรู้สึกกลับเปลี่ยนทันที

และเมื่อความสัมพันธ์ดำเนินไป การจูบก็เปลี่ยนหน้าที่จากการสำรวจคนใหม่มาเป็นสัญญาณของความใกล้ชิด การศึกษาพฤติกรรมคู่รักพบว่าความถี่และความสำคัญของการจูบสัมพันธ์กับความพึงพอใจในความสัมพันธ์ในหลายบริบท จึงมีแนวคิดว่าการจูบอาจช่วยรักษาความผูกพันระหว่างคู่ ไม่ได้มีไว้เพื่อเร่งอารมณ์ทางเพศเพียงอย่างเดียว

แต่ของที่แลกกันไม่ได้มีเฉพาะสิ่งดีๆ

น้ำลายสามารถเป็นช่องทางแพร่เชื้อบางชนิดได้เช่นกัน การจูบจึงเป็นพฤติกรรมที่มีทั้งประโยชน์ด้านความสัมพันธ์และต้นทุนทางชีวภาพอยู่พร้อมกัน ยิ่งทำให้แนวคิดเรื่องการจูบในเชิงวิวัฒนาการน่าสนใจ เพราะมนุษย์ยอมเข้าใกล้อีกคนจนแทบไม่มีระยะป้องกัน พร้อมแลกทั้งกลิ่น น้ำลาย และจุลินทรีย์ เพื่อแลกกับข้อมูลทางประสาทสัมผัสและความใกล้ชิดที่หาไม่ได้จากการมองหน้ากันเฉยๆ

ที่สำคัญ การจูบเชิงโรแมนติกก็ไม่ได้เป็นธรรมเนียมสากลของมนุษย์ทุกวัฒนธรรม จึงไม่น่าจะอธิบายได้ด้วยคำว่า สัญชาตญาณล้วนๆ พฤติกรรมนี้น่าจะเกิดจากส่วนผสมของชีววิทยา การเรียนรู้ วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ส่วนตัว

ดังนั้นเวลารู้สึกว่า คุยถูกคอแต่จูบแล้วไม่ถูกใจ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้ลึกลับเลย สมองเพิ่งได้รับข้อมูลชุดใหม่จากระยะที่ใกล้ที่สุดเท่าที่คนสองคนจะเข้าใกล้กันได้ และข้อมูลชุดนั้นอาจเปลี่ยนคำตอบเรื่องความดึงดูดได้ภายในไม่กี่วินาที

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
nantana's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 44 ครั้ง
เขียนโดย nantana
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทยiPhone สร้างยากกว่าพีระมิด 10,000 เท่าจริงหรือ?10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุดสถิติเลขท้ายสองตัวงวดกลางเดือน 10 ปีย้อนหลัง บวกมุมมองวันพระใหญ่ปลายเดือนสิงหา งวดวันที่ 16 สิงหาคม 2569ความลับพริกน้ำปลา ทำไมบางร้านวางหลายวันแล้วพริกยังดูสดไม่ดำคล้ำ108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียงจังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขาทำไมพระกฤษณะถึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักรุ่นพี่ ม.6 เทพฯ นนท์ สุดทน! ขอพูดบ้าง หลังเห็นกระแสโทษโรงเรียน ลั่น “คนทำไม่ปกติ อย่าโยนความผิดให้ใคร”โชคลาภพูนทวี งวด 16 สิงหาคม 2569 เปิดแนวทางเลขล่าง 35 พร้อมชุด 25 24 34 94 92ปู่เจ้าสมิงพรายไม่ได้แพ้คาถามหาเสน่ห์อย่างที่เล่ากัน“งวดสุดท้าย” หลวงพ่อไห้ 16 ส.ค. 69
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมเข้าลิฟต์แล้วทุกคนชอบแหงนมองเลขชั้นทำไมกรรไกรตัดกระดาษลื่นๆ ถึงรู้สึกฟินอกุศลวิตกดับได้ด้วยการเปลี่ยนสิ่งที่ใจจับทำไมพูดคำเดิมซ้ำๆ แล้วคำนั้นถึงฟังแปลกไป
ตั้งกระทู้ใหม่