ทำไมเดนมาร์กเข้มเรื่องผู้อพยพมุสลิม จนกลายเป็นต้นแบบนโยบายแข็งของยุโรป
เดนมาร์กไม่ได้เริ่มจากคำว่า “เกลียดมุสลิม” แล้วค่อยออกกฎหมาย
ภาพจริงซับซ้อนกว่านั้นเยอะ เพราะนโยบายที่แข็งขึ้นเกิดจากเรื่อง การอพยพ สวัสดิการ การรวมตัวเข้ากับสังคม และความกังวลเรื่องชุมชนที่แยกออกจากกระแสหลัก สะสมกันมาหลายสิบปี จนพรรคการเมืองแทบทุกขั้วต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูด
เดนมาร์กเคยรับแรงงานต่างชาติจากตุรกี ปากีสถาน ยูโกสลาเวีย และพื้นที่อื่นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960-1970 ต่อมามีผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียเพิ่มขึ้น คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีพื้นฐานเหมือนกันทั้งหมด แต่ในภาษานโยบายของเดนมาร์กมักถูกรวมอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “ผู้อพยพจากประเทศนอกตะวันตก” ซึ่งกว้างกว่าคำว่ามุสลิมมาก
จุดที่เดนมาร์กกังวลจริงๆ คือ ถ้าคนย้ายเข้ามาแล้วใช้ชีวิตแยกเป็นอีกสังคมหนึ่ง จะเกิดอะไรขึ้นในระยะยาว
นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า “parallel society” หรือสังคมคู่ขนาน ซึ่งรัฐบาลใช้กับย่านที่มีปัญหาหลายด้านพร้อมกัน เช่น รายได้ต่ำ การว่างงาน อาชญากรรม การศึกษา และสัดส่วนผู้อยู่อาศัยจากประเทศนอกตะวันตกสูง เดิมนโยบายชุดนี้เคยถูกเรียกติดปากว่า “กฎหมายกhetto” ก่อนที่คำดังกล่าวจะถูกถอดออกจากภาษาทางการในภายหลัง
ทำไมเรื่องนี้ถึงแรงกว่าในประเทศนอร์ดิกบางแห่ง
เพราะระบบเดนมาร์กเป็นรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ คนทำงานเสียภาษีสูงแล้วรัฐนำเงินกลับมาจัดบริการสาธารณะ ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล เงินช่วยเหลือ และสวัสดิการอีกหลายประเภท
โมเดลแบบนี้อยู่ได้ด้วยสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก คือ ความไว้ใจกันในสังคม
ถ้าคนจำนวนมากรู้สึกว่ามีบางกลุ่มไม่ได้ทำงาน ไม่เรียนภาษา หรือไม่ยอมรับกติกาพื้นฐานของประเทศ ความไม่พอใจจึงกระทบถึงคำถามว่า “ใครควรได้รับสิทธิจากระบบสวัสดิการ” ด้วย นี่ทำให้การถกเถียงเรื่องผู้อพยพในเดนมาร์กไม่ได้อยู่แค่ประเด็นเชื้อชาติหรือศาสนา แต่พ่วงกับเรื่องภาษี งาน และความยุติธรรมทางสังคมตลอดเวลา
ที่แปลกคือ นโยบายเข้มไม่ได้มาจากฝ่ายขวาอย่างเดียว
พรรคสังคมประชาธิปไตยของเดนมาร์กซึ่งอยู่ฝั่งกลางซ้ายก็หันมาสนับสนุนนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มขึ้นเช่นกัน แนวคิดคือถ้าต้องการรักษารัฐสวัสดิการที่ประชาชนยังเชื่อมั่น รัฐก็ต้องควบคุมจำนวนผู้เข้ามาและเร่งให้คนที่อยู่แล้วเข้าสู่ตลาดแรงงานให้ได้
ตรงนี้ทำให้เดนมาร์กต่างจากภาพจำง่ายๆ ที่ว่า “ซ้ายเปิดรับ ขวาปิดประเทศ” เพราะเรื่องผู้อพยพกลายเป็นฉันทามติทางการเมืองบางส่วนไปแล้ว ต่างกันตรงระดับความเข้มและวิธีดำเนินการมากกว่า
แล้วอะไรทำให้คนมองว่านโยบายพุ่งเป้าไปที่มุสลิม
ก็เพราะหลายมาตรการไปแตะพฤติกรรมหรือชุมชนที่มีชาวมุสลิมจำนวนมาก เช่น กฎหมายปี 2018 ที่ห้ามปกปิดใบหน้าในที่สาธารณะ ซึ่งในทางกฎหมายไม่ได้เขียนว่า “ห้ามชุดมุสลิม” แต่ในทางปฏิบัติ burqa และ niqab กลายเป็นจุดถกเถียงหลักทันที
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลเดนมาร์กยังผลักนโยบายเกี่ยวกับการแต่งกาย การศึกษา ห้องสวดมนต์ในสถาบันการศึกษา และการแสดงออกทางศาสนาบางรูปแบบ ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง การรักษาค่านิยมร่วม กับ การจำกัดเสรีภาพทางศาสนา กลายเป็นพื้นที่ถกเถียงหนักมาก
• ฝ่ายสนับสนุนมองว่ากฎเดียวกันต้องใช้กับทุกคน และการย้ายประเทศหมายถึงต้องยอมรับกติกาสังคมใหม่
• ฝ่ายคัดค้านมองว่าการใช้คำว่า “นอกตะวันตก” หรือกำหนดมาตรการที่กระทบชุมชนมุสลิมมากเป็นพิเศษ อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ
• นักกฎหมายยุโรปยังตั้งคำถามกับมาตรการบางส่วนของกฎหมายพื้นที่สังคมคู่ขนานว่าขัดกับหลักความเท่าเทียมหรือไม่
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมมองเดนมาร์กด้วยคำว่า “ต่อต้านมุสลิม” อย่างเดียวแล้วจะหลุดรายละเอียดสำคัญไปเยอะ ประเทศนี้เข้มกับการรับผู้ลี้ภัยโดยรวมด้วย เช่น ปี 2021 รัฐสภาผ่านกฎหมายเปิดทางให้กระบวนการขอลี้ภัยสามารถถูกย้ายไปดำเนินการในประเทศนอกยุโรปได้ แม้การทำให้ระบบดังกล่าวเกิดขึ้นจริงจะมีข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมายและความร่วมมือกับประเทศคู่สัญญา
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ เดนมาร์กไม่ได้เดินไปทางเดียวทุกประเด็น
ปี 2023 รัฐสภากลับออกกฎหมายห้ามการปฏิบัติต่อคัมภีร์ศาสนาอย่างไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ หลังเกิดการเผาคัมภีร์อัลกุรอานหลายครั้งจนกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นั่นหมายความว่าในประเทศเดียวกันสามารถมีทั้งกฎจำกัดการแสดงออกทางศาสนาบางแบบ และกฎคุ้มครองสิ่งที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาได้พร้อมกัน
ถ้าจะอ่านเกมเดนมาร์กให้ขาด จึงควรแยกสามเรื่องออกจากกันให้ชัด คือ จำนวนคนที่เข้าประเทศ ใครควรมีสิทธิอยู่ต่อ และคนที่อยู่แล้วต้องปรับตัวเข้าหาสังคมมากแค่ไหน เพราะสามคำถามนี้ต่างหากที่ขับเคลื่อนการเมืองเรื่องผู้อพยพมาตลอด
ผลที่ตามมาคือเดนมาร์กกลายเป็นประเทศที่รัฐบาลยุโรปหลายแห่งจับตามองเวลาพูดถึงนโยบายลี้ภัย การส่งกลับประเทศต้นทาง และการลดชุมชนที่แยกตัวออกจากสังคมหลัก ขณะเดียวกันก็ถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายวิจารณ์อยู่ต่อเนื่องว่าบางมาตรการอาจแลกความเป็นระเบียบด้วยการแบ่งคนออกเป็น “ตะวันตก” กับ “นอกตะวันตก” มากเกินไป
ประเด็นนี้เลยไม่ใช่เรื่องง่ายแบบเปิดรับหรือปิดกั้น แต่มันคือการทดลองครั้งใหญ่ของประเทศสวัสดิการเล็กๆ ว่าจะรักษาความไว้ใจของคนเดิม พร้อมกับรับคนใหม่เข้ามา โดยไม่ทำให้ความเท่าเทียมกลายเป็นคนละมาตรฐานได้ยังไง
https://commonslibrary.parliament.uk/research-briefings/cbp-10391/
https://www.reuters.com/world/europe/denmark-agrees-law-deport-asylum-seekers-outside-europe-2021-06-03/
https://www.reuters.com/world/europe/danish-parliament-approves-bill-stop-koran-burnings-2023-12-07/
โรงเรียนแห่งแรกของโลกอยู่ที่ไหน? ย้อนกลับไป 4,500 ปีก่อนในดินแดนเมโสโปเตเมีย
ทำไม “รูเล็ก ๆ บนหน้าต่างเครื่องบิน” ถึงต้องมี? รายละเอียดไม่กี่มิลลิเมตรที่ช่วยรับมือความต่างของความดัน
เที่ยวลาวให้ถูก นครหลวงเวียงจันทน์กับแขวงเวียงจันทร์ต่างกันยังไงทำไมมีชื่อเหมือนกัน
ส่องเลข 'วิ่งตาม' เลขท้ายงวดก่อน ก่อน 16 ส.ค. 69 — หาความสัมพันธ์ผสมการคำนวณและสัญญาณ
5 ประเภทไฟของเครื่องบิน มีไว้ทำอะไร
จังหวัดที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย
5 สำนัก เลขตรงกัน “5” ตัวเดียว งวด 16 ส.ค. 69
เลขท้าย 2 ตัวที่ออกเพียงครั้งเดียวในรอบ 20 ปี
1672 คือเลขอะไร? ย้อนดู “ลอตเตอรี่ใบแรกของไทย” เมื่อ 150 ปีก่อน
เสียงโห่เอไอกลางงานรับปริญญาอเมริกา เมื่อคนรุ่นใหม่กังวลว่างานแรกและอนาคตอาชีพกำลังเปลี่ยนเร็ว
AI รู้จักคนไทยแค่ไหน เมื่อข้อมูลพฤติกรรมกลายเป็นอำนาจเหนือการตัดสินใจ
AI กำลังเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจไทย งาน รายได้ และธุรกิจต้องปรับตรงไหน
อิหร่านเคยมีพุทธศาสนาแค่ไหน และปริศนาถิ่นกำเนิดของพระโพธิธรรม
โรงเรียนแห่งแรกของโลกอยู่ที่ไหน? ย้อนกลับไป 4,500 ปีก่อนในดินแดนเมโสโปเตเมีย
เที่ยวลาวให้ถูก นครหลวงเวียงจันทน์กับแขวงเวียงจันทร์ต่างกันยังไงทำไมมีชื่อเหมือนกัน
AI รู้จักคนไทยแค่ไหน เมื่อข้อมูลพฤติกรรมกลายเป็นอำนาจเหนือการตัดสินใจ
AI กำลังเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจไทย งาน รายได้ และธุรกิจต้องปรับตรงไหน
เอไอจีนยังเป็นแค่ของเลียนแบบไหม เมื่อคิมิ เคสาม เปลี่ยนโจทย์การแข่งขันโลก



