หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ตู้โทรศัพท์ TOT และ TA กับตำนานเหรียญผูกเชือกของเด็กยุค 90

เขียนโดย ตัวซีเคร็ท

ถ้าย้อนกลับไปช่วงยุค 90 ภาพเด็กยืนรวมกันแถวตู้โทรศัพท์สาธารณะข้างโรงเรียน หน้าร้านขายของชำ หรือริมถนน เป็นเรื่องธรรมดามาก ตู้สีต่างๆ ที่มีทั้งขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือ TOT และผู้ให้บริการรายอื่นอย่าง TA เคยเป็นเหมือนจุดเชื่อมต่อกับโลกภายนอก ก่อนโทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นของที่แทบทุกคนพกติดตัว

ของสำคัญเวลาจะโทรไม่ใช่แบตเตอรี่หรือสายชาร์จ แต่คือเหรียญในกระเป๋า บางคนถึงขั้นแยกเหรียญเอาไว้โดยเฉพาะ เพราะถ้าถึงตู้แล้วไม่มีเหรียญที่เครื่องรับก็แทบจบ ต้องเดินหาร้านค้าเพื่อแลกก่อน

แล้วท่ามกลางวัฒนธรรมตู้โทรศัพท์นี่เอง มีวีรกรรมหนึ่งที่ถูกเล่าต่อกันในหมู่เด็กยุคนั้น นั่นคือ “เอาเหรียญผูกเชือกแล้วลองหย่อนลงตู้”

ภาพที่หลายคนน่าจะจำได้คือหาเชือกเส้นเล็ก ด้าย หรือเอ็นมาผูกกับเหรียญ แล้วพยายามหย่อนเหรียญลงช่องรับ จากนั้นหวังว่าจะดึงเหรียญกลับขึ้นมาได้หลังเครื่องตรวจพบเหรียญแล้ว ฟังดูเหมือนสูตรโกงเกมสมัยก่อนมาก และเรื่องทำนองนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับโทรศัพท์ เพราะเครื่องหยอดเหรียญหลายชนิดในอดีตก็ทำให้เด็กสงสัยเหมือนกันว่า “ถ้าเครื่องรู้แค่ว่าเหรียญผ่านเข้าไป แล้วดึงกลับออกมาได้ จะเกิดอะไรขึ้น?”

ตรงนี้ต้องแยกระหว่าง ความทรงจำที่เล่าต่อกัน กับสิ่งที่ยืนยันได้จริงสักหน่อย เพราะไม่ควรเหมารวมว่าตู้ TOT หรือ TA ทุกรุ่นสามารถหลอกด้วยเหรียญผูกเชือกได้ ตู้โทรศัพท์สาธารณะมีหลายยุค หลายแบบ และกลไกรับเหรียญก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางเครื่องตรวจขนาด น้ำหนัก หรือเส้นทางการตกของเหรียญ เมื่อเหรียญผ่านกลไกแล้วก็อาจลงไปอยู่ในส่วนที่ดึงกลับไม่ได้ง่ายๆ ดังนั้นเรื่อง “ผูกเชือกแล้วโทรฟรีแน่นอน” จึงไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกตู้

แต่ทำไมเด็กถึงชอบลองกันนัก?

เหตุผลง่ายมาก เพราะตู้โทรศัพท์เป็นเทคโนโลยีไม่กี่อย่างบนถนนที่เด็กสามารถทดลองเล่นได้ด้วยตัวเอง มีปุ่ม มีช่องเหรียญ มีเสียงสัญญาณ มีจอแสดงตัวเลขบางรุ่น และมีช่องคืนเหรียญ กดผิดก็มีเสียง กดถูกก็เกิดอะไรบางอย่างทันที ความรู้สึกมันคล้ายการยืนหน้าเครื่องเกมมากกว่าเครื่องมือสื่อสารเงียบๆ แบบที่มองจากวันนี้

บางกลุ่มไม่ได้ตั้งใจโทรหาใครด้วยซ้ำ แค่ผลัดกันยกหู กดหมายเลขมั่ว ฟังเสียงสัญญาณ กดปุ่มคืนเหรียญ หรือหย่อนเหรียญแล้วดูว่าเครื่องจะทำอะไร เด็กบางคนค้นพบกลไกต่างๆ จากการลองเอง แล้วเรื่องก็แพร่จากโรงเรียนหนึ่งไปอีกโรงเรียนหนึ่งแบบมุขสนามเด็กเล่น

“ลองผูกด้ายกับเหรียญดิ”

ประโยคประมาณนี้ไม่ต้องมีอินเทอร์เน็ตก็แพร่ได้ เพราะสมัยนั้นข้อมูลเด็กเดินทางผ่านเพื่อน ห้องเรียน ร้านเกม ร้านเช่าวิดีโอ และหน้าตู้โทรศัพท์นี่แหละ คนหนึ่งบอกว่าเคยทำได้ อีกคนเติมรายละเอียดเข้าไป อีกไม่กี่วันก็กลายเป็นสูตรลับที่ทุกคนอยากพิสูจน์เอง บางครั้งสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่สำคัญเท่าความสนุกตอนทดลอง

ความพิเศษอีกอย่างคือ เหรียญสมัยนั้นมีความหมายกับการสื่อสารจริงๆ ทุกนาทีที่คุยสามารถมองเห็นต้นทุนได้ตรงหน้า ถ้าคุยนานต้องเตรียมเหรียญเพิ่ม บางครั้งกำลังคุยเรื่องสำคัญแล้วเวลาหมดก็ต้องรีบค้นกระเป๋า เสียงเหรียญตกลงเครื่องจึงเป็นเสียงที่ผูกกับความรู้สึกหลายแบบ ตั้งแต่โทรบอกที่บ้านให้มารับ โทรหาเพื่อน โทรจีบคนที่ชอบ ไปจนถึงโทรแล้วต้องภาวนาไม่ให้ผู้ปกครองของอีกฝ่ายรับสาย

ต่อมาตู้ก็พัฒนาไปหลายแบบ จากหยอดเหรียญไปสู่รุ่นที่ใช้บัตรโทรศัพท์ และช่วงหนึ่งบัตรโทรศัพท์เองก็กลายเป็นของสะสม มีลายสารพัดแบบ แต่สำหรับเด็กจำนวนไม่น้อย ตู้หยอดเหรียญยังสนุกกว่า เพราะมันมีความรู้สึกเป็นเครื่องจักรที่จับต้องได้ หยอดอะไรลงไปแล้วได้ยินเสียงเหรียญวิ่งผ่านข้างใน

พอโทรศัพท์มือถือราคาถูกลง จำนวนผู้ใช้มือถือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หน้าที่ของตู้โทรศัพท์ก็หายไปทีละนิด จากของจำเป็นกลายเป็นของที่ไม่มีใครเหลียวมอง หลายตู้ถูกปลดออก บางตู้เสีย บางตู้เหลือแต่โครง จนเด็กรุ่นใหม่อาจไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าครั้งหนึ่งการออกจากบ้านโดยไม่มีโทรศัพท์ติดตัวเป็นเรื่องปกติมาก และถ้าเกิดต้องติดต่อใครขึ้นมา ตู้ริมถนนนี่แหละคือทางออก

ส่วนตำนานเหรียญผูกเชือกจึงน่าสนใจตรงที่มันไม่ได้เล่าแค่เรื่องเด็กพยายามเล่นกับเครื่องหยอดเหรียญ แต่สะท้อนยุคที่เทคโนโลยียังมีช่องให้เห็นกลไกและชวนให้สงสัย เด็กมองช่องหยอดเหรียญแล้วคิดทันทีว่า “ข้างในมันรู้ได้ยังไงว่าใส่เงินจริง?” จากนั้นก็เริ่มทดลองตามประสาเด็ก

แน่นอนว่าการดัดแปลงเหรียญเพื่อหลีกเลี่ยงค่าบริการเป็นการเอาเปรียบผู้ให้บริการและไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ แต่เมื่อมันกลายเป็นเรื่องเล่าหลังผ่านมาหลายสิบปี สิ่งที่หลงเหลือกลับเป็นบรรยากาศมากกว่าเทคนิค ใครเคยยืนกลางแดดรอเพื่อนโทรเสร็จ เคยกำเหรียญรอคิว เคยกดปุ่มคืนเงินซ้ำๆ หรือเคยยกหูขึ้นมาแล้วพบว่าตู้เสีย น่าจะจำความรู้สึกนั้นได้ทันที

วันนี้แค่แตะหน้าจอก็โทรเห็นหน้าคนอีกซีกโลกได้แล้ว แต่ครั้งหนึ่งเด็กไทยจำนวนมากเคยตื่นเต้นกับเครื่องริมถนนที่ต้องเริ่มทุกอย่างด้วยเสียง กริ๊งของเหรียญตกลงตู้ และบางกลุ่มก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเหรียญก้อนนั้นมีเชือกผูกอยู่ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ตัวซีเคร็ท's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 14 ครั้ง
เขียนโดย ตัวซีเคร็ท
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
บอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-610 เลขขายดี "สลากใบแดง" งวดวันที่ 1 กันยายน 25695 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้น้ำป่าถล่มก้นแกรนด์แคนยอน อพยพ 62 คน–ปิดเส้นทางสำคัญเจาะลึก 'เขื่อนสามผา' มหาโครงการมึนโลก ยังไว้ใจได้จริง หรือรอวันวิกฤต?5 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาทJ-10CE จีนขยายตลาดบุกเอเชียกลาง อุซเบกิสถานเปิดตัวอย่างน้อย 6 ลำคนไทยไม่เหมือนฝรั่ง พบ ‘ยีนมะเร็ง’ ต่างกัน อาจตรวจพลาดเด็กน้อย โรงเรียนยังอยู่ ศธ.กางแผนควบรวมครั้งใหญ่ที่ต้องฟังชุมชน5 คณะที่เรียนจบแล้วอาจต้องเจอกับการแข่งขันสูงในยุค AIเปิดรายได้ "คนขายที่ปัดน้ำฝนข้างทาง" ขายดีขนาดไหน?สัตว์ที่เกือบจะสูญพันธุ์จากประเทศไทย แต่กลับมาพบเพิ่มจำนวนได้อีกครั้ง
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดเจาะลึก 'เขื่อนสามผา' มหาโครงการมึนโลก ยังไว้ใจได้จริง หรือรอวันวิกฤต?น้ำป่าถล่มก้นแกรนด์แคนยอน อพยพ 62 คน–ปิดเส้นทางสำคัญเด็กน้อย โรงเรียนยังอยู่ ศธ.กางแผนควบรวมครั้งใหญ่ที่ต้องฟังชุมชน5 จุดเก็บทิชชู่ในบ้านที่เสี่ยงชื้นและปนเปื้อนโดยไม่รู้ตัว
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เจาะลึก 'เขื่อนสามผา' มหาโครงการมึนโลก ยังไว้ใจได้จริง หรือรอวันวิกฤต?เที่ยวประเทศไหน คนไทยใช้เงินเท่าไร เปิดข้อมูล 5 จุดหมาย5 จุดเก็บทิชชู่ในบ้านที่เสี่ยงชื้นและปนเปื้อนโดยไม่รู้ตัวคอดำ เกิดจากอะไร และควรดูแลอย่างไร
ตั้งกระทู้ใหม่