หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

วันที่คนสยามมุงดูน้ำแข็ง ก้อนน้ำใสจากเรือกลไฟซึ่งแทบไม่มีใครเชื่อว่ามีจริง

เขียนโดย evileyes

ลองนึกภาพคนกรุงเทพฯ ยืนมุงถาดใบหนึ่ง เพื่อดูน้ำที่แข็งเป็นก้อน

ทุกวันนี้น้ำแข็งถุงละไม่กี่บาทวางขายตั้งแต่ร้านชำถึงปั๊มน้ำมัน แต่ถ้าย้อนกลับไปช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ของเย็นจัดชนิดนี้เคยเป็นของประหลาดที่คนจำนวนมากไม่เชื่อด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริง เรื่องน้ำแข็งก้อนแรกในสยามจึงไม่ใช่แค่เกร็ดอาหาร หากเป็นภาพเล็กๆ ของบ้านเมืองที่กำลังเปิดรับสินค้า วิทยาการ และความคิดจากโลกภายนอกผ่านเส้นทางเดินเรือ

ข้อมูลจากบันทึกและข้อเขียนทางประวัติศาสตร์ทำให้คาดกันว่า น้ำแข็งเข้ามาในสยามราว พ.ศ. 2405-2411 เดินทางมากับเรือกลไฟชื่อ เจ้าพระยา ของพระภาษีสมบัติบริบูรณ์ หรือ ยิ้ม พิศลยบุตร เรือเที่ยวหนึ่งใช้เวลาจากสิงคโปร์ถึงกรุงเทพฯ ราวครึ่งเดือน ของที่ละลายง่ายเช่นนี้จึงต้องใส่หีบไม้ฉำฉาแล้วกลบด้วยขี้เลื่อยหนาๆ เพื่อช่วยกันความร้อน กว่าจะเปิดหีบปลายทาง ก้อนใหญ่ที่ยกขึ้นเรือมาก็ย่อมพร่องไปไม่น้อย

จุดที่ควรแก้ให้ตรงคือ น้ำแข็งถูกส่งต่อมาจากสิงคโปร์ ไม่ได้แปลว่าผลิตขึ้นที่สิงคโปร์แน่นอน

ช่วงนั้นเทคโนโลยีผลิตน้ำแข็งเชิงพาณิชย์ยังเพิ่งเริ่มตั้งไข่ในภูมิภาค มีความเป็นไปได้ว่าน้ำแข็งธรรมชาติถูกตัดมาจากทะเลสาบหรือแม่น้ำในดินแดนหนาวทางตะวันตก ขนข้ามทะเลมายังเมืองท่าสิงคโปร์ แล้วจึงแบ่งส่งต่อมายังกรุงเทพฯ อีกทอดหนึ่ง สิงคโปร์จึงอาจเป็นสถานีพักสินค้า มากกว่าจะเป็นต้นกำเนิดของก้อนน้ำแข็งทุกก้อน ความเย็นหนึ่งคำในสมัยนั้นต้องแลกด้วยเรือหลายทอด เวลา และต้นทุนสูงจนนึกภาพแทบไม่ออก

เมื่อของมาถึง คนทั่วไปไม่ได้วิ่งไปซื้อน้ำแข็งใสกินกันทันที น้ำแข็งยังเป็นของหรู จำกัดอยู่ในหมู่เจ้านาย ขุนนาง และผู้มีฐานะ บางส่วนใช้ทำเครื่องดื่มเย็นหรือของหวานบนโต๊ะอาหารชั้นสูง ส่วนชาวบ้านจำนวนมากรู้จักมันจากคำบอกเล่า บางคนฟังแล้วไม่เชื่อ เพราะน้ำในบ้านเมืองร้อนจะกลายเป็นก้อนแข็งได้อย่างไร ในชีวิตประจำวัน น้ำดื่มจากโอ่งดินก็เย็นพอให้ชื่นใจอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุให้ต้องตามหาของแพงที่ละลายหายต่อหน้าต่อตา

พระยาอนุมานราชธนเคยบันทึกภาพน่าสนุกไว้ว่า ทางราชการนำก้อนน้ำแข็งใส่ถาดตั้งให้ประชาชนดูที่พิพิธภัณฑสถานในตึกศาลาสหทัย ผู้ชมบางคนถึงกับขอน้ำแข็งชิ้นเล็กกลับไปฝากคนที่บ้าน เพราะกลัวว่าญาติจะหมดโอกาสเห็นของมหัศจรรย์ชิ้นนี้ พอถือออกจากงาน ก้อนที่ตั้งใจเอาไปอวดก็คงค่อยๆ เล็กลงทุกฝีก้าว กลายเป็นของฝากที่ต้องรีบเดิน มิฉะนั้นถึงบ้านแล้วอาจเหลือเพียงน้ำเปียกมือ

ส่วนคำเล่าว่าชาวบ้านเรียกมันว่า “หินเย็น” เห็นควันพวยพุ่งแล้วคิดว่าเป็นเวทมนตร์นั้น ฟังสนุกแต่ยังไม่พบหลักฐานร่วมสมัยที่ยืนยันชัด สิ่งที่มีบันทึกหนักแน่นกว่าคือ คนจำนวนหนึ่งไม่เชื่อว่าน้ำแข็งมีจริง ผู้ใหญ่บางบ้านห้ามเด็กกินเพราะกลัวแสลงหรือสงสัยว่าใส่ยาอะไรลงไป บางคนลองแล้วบ่นว่าปวดฟัน ความรู้สึกแรกของคนสยามต่อน้ำแข็งจึงออกไปทางระแวงมากกว่าหลงรัก

คำว่า “ควันเย็น” ที่ชอบใส่เพิ่มในเรื่องเล่ายุคหลัง อาจหมายถึงไอหมอกบางๆ ซึ่งเกิดเมื่ออากาศร้อนชื้นมาเจอกับผิวที่เย็นจัด ไม่ใช่ควันที่พุ่งออกจากตัวน้ำแข็งเอง การจับก้อนนานๆ แล้วเจ็บหรือปวดมือก็เกิดขึ้นได้จริง เพราะความร้อนจากผิวไหลออกอย่างรวดเร็ว แต่จะบอกว่าคนทั้งเมืองแตกตื่นและเชื่อว่าเป็นมนตร์คาถาก็คงเติมสีสันเกินหลักฐานไปหลายช่วงตัว

จากของตั้งโชว์ กลายเป็นของที่คนไทยขาดไม่ได้

เมื่อเข้าสู่รัชกาลที่ 5 กรุงเทพฯ เริ่มมีน้ำแข็งผลิตขายในประเทศ เห็นได้จากโฆษณาของบริษัทแอนเดอร์สันในหนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์เมื่อ พ.ศ. 2432 ต่อมาในต้นรัชกาลที่ 6 นายเลิศก่อตั้งโรงน้ำแข็งสยาม หรือ Siam Ice Works จนชาวบ้านเรียกติดปากว่าโรงน้ำแข็งนายเลิศ โรงงานขนาดใหญ่ช่วยให้การผลิตและกระจายน้ำแข็งสะดวกกว่าเดิม ความเย็นจึงค่อยๆ หลุดจากโต๊ะของชนชั้นสูงลงมาสู่ตลาด ร้านค้า และรถเข็นริมถนน

อาหารการกินของคนไทยเปลี่ยนตามไปด้วย น้ำหวานใส่น้ำแข็ง ลอดช่อง ทับทิมกรอบ ผลไม้ลอยแก้ว ไอศกรีม และน้ำแข็งไสเริ่มมีพื้นที่ของตัวเอง ร้านค้าสามารถเก็บอาหารสดได้นานขึ้น เครื่องดื่มเย็นกลายเป็นสิ่งที่คนเมืองร้อนคุ้นลิ้น จนวันนี้เรากล้าบ่นทันทีเมื่อร้านเสิร์ฟน้ำมาโดยไม่มีน้ำแข็ง ทั้งที่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน คนอีกกลุ่มหนึ่งต้องไปยืนมุงถาดเพื่อพิสูจน์ว่า น้ำแข็งไม่ใช่เรื่องแต่ง

ความน่าสนใจของน้ำแข็งก้อนแรกจึงไม่ได้อยู่ที่ใครแตะแล้วร้องเพราะมือเย็นเท่านั้น แต่อยู่ตรงก้อนน้ำเล็กๆ นี้พาเครือข่ายการค้า เทคโนโลยีใหม่ และวัฒนธรรมการกินแบบใหม่เข้ามาพร้อมกัน จากของแพงที่ต้องล่องเรือครึ่งเดือน กลายเป็นของธรรมดาที่ละลายอยู่ในแก้วกาแฟทุกเช้า

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
evileyes's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 5 ครั้ง
เขียนโดย evileyes
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เล่นเท่าที่เสียได้ — หัวใจที่นักเล่นมือโปรยึดมั่น ก่อนงวด 16 ส.ค. 695 ประเทศ ที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดข้าวหอมมะลิของไทย ประเทศไหนซื้อไปบริโภคมากที่สุดในโลกชาร์จมือถือทิ้งไว้ทั้งคืน ทำให้แบตเสื่อมเร็วจริงไหม หรือเป็นความเชื่อที่ยังเข้าใจกันผิดประเทศที่คนชอบมาเที่ยวไทยที่สุด มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยมากที่สุด“เวียดนาม” ครองแชมป์สตรีทฟู้ดดีที่สุดในโลก ส่วนไทยกลายเป็นอันดับ 9ผลรวมเลขงวดที่ออกบ่อยในเดือนสิงหา! แกะสถิติย้อนหลัง ลุ้นงวด 16 สิงหาคม 2569เช็กข้อมูลสถิติตัวเลข อ.ปักธงชัย ...ประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2569YouTuber บุคคลที่มีรายได้สูงที่สุดในประเทศไทยเปิดกรุ 7 สตรีนักสู้ในประวัติศาสตร์ เมื่อความแกร่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพศชายล็อตเตอรี่ 1 ใบ สามารถถูกได้สูงสุดถึง 3 รางวัลพร้อมกัน ในงวดเดียวกัน7 ของเล่นในตำนานของเด็กไทย ที่เห็นเมื่อไรก็ทำให้คิดถึงวันวาน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมพิธีแต่งงานต้อง “เจิมหน้าผาก 3 จุด” ในการเริ่มต้นชีวิตคู่ประเทศที่ไม่มีโทษประหารชีวิต เปิดรายชื่อประเทศที่ยกเลิก เกาะเพนกวินในไทยมีจริงไหม เรื่องเล่าน่ารักที่หลักฐานยังตามหาไม่เจอหม่าล่าทำไมกินแล้วลิ้นชา? ไม่ใช่เผ็ด แต่สมองกำลังโดนหลอก
ตั้งกระทู้ใหม่