แก่ไปจะอยู่ยังไง? ชวนส่องตัวเลขกลมๆ ที่จะทำให้เราไม่ต้องนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในวัยเกษียณ
เคยแอบคิดเล่นๆ ตอนตื่นมาอาบน้ำไปทำงานตอนเช้าไหมว่า เราจะต้องทนตื่นเช้าแบบนี้ไปอีกกี่ปี แล้วถ้าวันหนึ่งเราแก่องค์ลงจนทำงานไม่ไหวขึ้นมาจริงๆ เราต้องมีเงินเก็บในบัญชีเท่าไหร่ ถึงจะใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายได้แบบไม่กระเบียดกระเสียน
เรื่องนี้จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่เรื่องของคนใกล้วัยเกษียณหรอกนะ วัยรุ่นสร้างตัวหรือคนทำงานออฟฟิศอย่างพวกเรานี่แหละที่ต้องเริ่มคิด เพราะขืนปล่อยให้ถึงวันที่ผมหงอกเต็มหัวแล้วเพิ่งมาเปิดบัญชีดู เงินเก็บที่มีอยู่อาจจะพาเราไปได้ไกลที่สุดแค่หน้าปากซอย
เอาเข้าจริง ถ้าลองไปเปิดตำราการเงินหลายๆ สำนัก เขามักจะมีสูตรคำนวณตัวเลขมหัศจรรย์ออกมาให้เราเห็นจนเวียนหัว บางที่บอกว่าต้องมี 5 ล้านบาท บางเจ้าขยับไปถึง 10 ล้านบาท ถึงจะรอดชัวร์ๆ แต่เชื่อไหมว่าตัวเลขพวกนี้มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับทุกคนหรอก
ลองจินตนาการภาพตามดูนะ ถ้ารสนิยมในวัยเกษียณของคุณคือการปลูกผักสวนครัวอยู่บ้านต่างจังหวัด กินข้าวกับน้ำพริกผักต้ม ปั่นจักรยานรับลมเย็นๆ เงินหลักล้านต้นๆ ก็อาจจะเอาอยู่แบบสบายมือ
แต่ตัดภาพมาที่คนเมืองกรุงที่ติดกาแฟสเปเชียลตี้แก้วละร้อยกว่าบาท ยังอยากเดินห้างตากแอร์ฉ่ำๆ หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลเอกชนเป็นว่าเล่น ตัวเลข 10 ล้านบาท ก็อาจจะดูปริ่มน้ำจนน่าใจหายขึ้นมาทันที
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในวัยชราไม่ใช่การไม่มีเงินซื้อของฟุ่มเฟือยหรอก แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า "เงินเฟ้อ" และ "ค่ารักษาพยาบาล" ต่างหาก สองสิ่งนี้คือตัวสูบเงินเก็บที่แท้ทรู ลองคิดดูสิว่าก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาทในวันวาน กลายมาเป็นชามละ 50-60 บาทในวันนี้ แล้วอีก 20-30 ปีข้างหน้า มันจะพุ่งไปถึงชามละเท่าไหร่
ไหนจะเรื่องสุขภาพที่พังทลายไปตามกาลเวลา ตอนหนุ่มสาวเราใช้ร่างกายคุ้มราวกับเป็นอมตะ พอแก่ตัวมา ร่างกายก็เริ่มส่งบิลมาเรียกเก็บเงินคืน ค่าหมอ ค่าตรวจสุขภาพ ค่ายา บอกเลยว่าถ้าไม่มีสวัสดิการหรือประกันสุขภาพดีๆ มารองรับ เงินเก็บที่อุตส่าห์สะสมมาทั้งชีวิตก็อาจจะปลิวหายไปในพริบตาเดียว
แล้วถ้าถามว่า ณ วันนี้เราควรตั้งเป้าไว้ที่เท่าไหร่ดี? ทางธนาคารแห่งประเทศไทยและนักวางแผนการเงินส่วนใหญ่เคยประเมินไว้แบบคร่าวๆ ว่า หากต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบทางสายกลาง มีเงินกินใช้จ่ายเดือนละประมาณ 15,000 - 20,000 บาท ไปอีก 20 ปีหลังจากหยุดทำงาน เราควรจะต้องมีเงินก้อนสแตนด์บายไว้อย่างน้อยที่สุดประมาณ 3 ถึง 4 ล้านบาท
ฟังดูเป็นตัวเลขที่ชวนท้อแท้สำหรับคนเงินเดือนเริ่มต้นใช่ไหมล่ะ? แต่อย่าเพิ่งถอดใจไป เพราะจริงๆ แล้วเราไม่ได้จำเป็นต้องเก็บเงินก้อนนี้จากการออมยอดกระปุกออมสินเพียงอย่างเดียว ยุคนี้มันมีเครื่องมือทุ่นแรงเพียบ ทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม กองทุนรวมต่างๆ หรือแม้แต่การลงทุนในสินทรัพย์ที่งอกเงยได้
หัวใจสำคัญมันอยู่ตรงที่ "ความสม่ำเสมอ" และ "การเริ่มต้นให้เร็ว" ยิ่งเราเริ่มวางแผนและเก็บออมตั้งแต่อายุยังน้อย เงินของเราก็จะมีเวลาไปงอกเงยและทำงานแทนเราได้มากขึ้นในอนาคต
บั้นปลายชีวิตที่ไร้กังวลไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากการเตรียมตัวที่ดีตั้งแต่วันที่ยังมีแรงอยู่ วันนี้ลองหันกลับมาสำรวจกระเป๋าตังค์และแผนการเงินของตัวเองดูสักนิด เมล็ดพันธุ์ที่เราหยอดไว้ในวันนี้ จะกลายเป็นร่มไม้ใหญ่ให้เราได้นั่งพักผ่อนในวันที่เราแก่ชราลงอย่างแน่นอน
รายงานประมาณการค่าใช้จ่ายและตัวเลขเงินออมขั้นต่ำสำหรับวัยเกษียณ โดย ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย
ฝนหนักทั่วไทย ! เช็กพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมก่อนออกจากบ้าน วันนี้ 19 ก.ย. 69
หมู่บ้านของไทยมีคนไม่ถึง 100 คน เปิดข้อมูลจริง บางแห่งเหลือไม่ถึง 10 คน
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
4 โรงเรียนชายล้วนเก่าแก่ของไทย ที่ยังเปิดสอนถึงปัจจุบัน
ต้มจับฉ่าย: บทเรียนก้นครัวเปลี่ยนของเหลือสู่เส้นทางสร้างเนื้อสร้างตัว
แค่ “ไฟล์ภาพ” ไฟล์เดียว ทำไมถึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเจาะเข้า OpenAI ได้?
ตาราง “เด่นเหนือเด่นใต้” งวด 1 ต.ค. 69 เปิดข้อมูลตามโพย เลขไหนอยู่ตรงไหน
ทำไมลูกกอล์ฟต้องมีรอยบุ๋ม?
ทำไมตี่จู้เอี๊ยะต้องตั้งติดพื้นในบ้าน..และเเตกต่างกับศาลตายายของไทยอย่างไร?
โรงเรียนหญิงล้วนของรัฐบาล ที่เด็กอยากเข้าเรียนที่สุด
เทพไท้ซิ่งเอี๊ย งวด 1 ต.ค. 69 เปิดชุดเลขเด่น 0 และ 3
3 กาแฟนมยอดฮิต: ลาเต้ คาปูชิโน แฟลตไวต์ แตกต่างกันอย่างไร?
ถ้าเอามดทั้งโลกมาชั่งรวมกัน จะหนักเท่ามนุษย์จริงหรือไม่
ทำไม LEGO 2x4 เพียง 6 ก้อนจึงสร้างแบบต่อได้มหาศาล
ทองคำละลายในมหาสมุทรมีมากถึง 20 ล้านตันจริงหรือไม่
โรงเรียนเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย ที่อยู่มาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 4



