หลายคนคิดว่า Pepsi ขายแต่น้ำอัดลม แต่รายได้หลักมาจาก "ขนม"
เวลาพูดถึงคำว่า Pepsi หลายคนคงนึกถึงน้ำอัดลมกระป๋องสีน้ำเงินที่อยู่คู่ร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อมานานหลายสิบปี จนเกิดภาพจำว่า PepsiCo คือบริษัทที่ขายน้ำอัดลมเป็นหลัก
แต่หากลองเปิดดูรายงานผลประกอบการล่าสุดของบริษัท จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจมาก เพราะสิ่งที่สร้างรายได้ให้ PepsiCo มากที่สุดในวันนี้ ไม่ใช่น้ำอัดลม แต่กลับเป็น ธุรกิจอาหารและขนมขบเคี้ยว
หลายคนอาจเคยกินสินค้าของ PepsiCo แทบทุกวัน โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมาจากบริษัทเดียวกัน
Pepsi กับ PepsiCo ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ก่อนจะดูตัวเลขรายได้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า
Pepsi คือชื่อแบรนด์น้ำอัดลม
ส่วน PepsiCo คือชื่อบริษัท
Pepsi เป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยแบรนด์ที่บริษัทเป็นเจ้าของ เหมือนกับที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์มีรถหลายรุ่น ไม่ได้มีเพียงรุ่นเดียวที่คนรู้จัก
นั่นหมายความว่า แม้ชื่อบริษัทจะมีคำว่า Pepsi แต่ธุรกิจของบริษัทไม่ได้มีแค่น้ำอัดลมอีกต่อไป
รายได้ของ PepsiCo มาจากอะไร?
จากรายงานประจำปี 2025 ซึ่งบริษัทเผยแพร่ในปี 2026 PepsiCo มีรายได้รวมประมาณ 93,925 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ พบว่า
ธุรกิจอาหารและขนม (Convenient Foods) คิดเป็นประมาณ 58%
ธุรกิจเครื่องดื่ม (Beverages) คิดเป็นประมาณ 42%
พูดง่าย ๆ คือ
หากบริษัทมีรายได้ 100 บาท
ประมาณ 58 บาท มาจากขนมและอาหาร
ส่วนน้ำอัดลม เครื่องดื่มเกลือแร่ และเครื่องดื่มอื่น ๆ รวมกันอยู่ที่ประมาณ 42 บาท
ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนแปลกใจ เพราะภาพจำของบริษัทกลับตรงข้ามกับความเป็นจริง
บริษัทเดียว แต่เป็นเจ้าของแบรนด์ที่คุ้นตาไปทั่วโลก
หลายคนอาจไม่เคยสังเกตว่า สินค้าที่วางอยู่บนชั้นในซูเปอร์มาร์เก็ตจำนวนมาก เป็นของ PepsiCo
กลุ่มเครื่องดื่ม เช่น
Pepsi
Pepsi Zero Sugar
Mountain Dew
Mirinda
Gatorade
SodaStream
ส่วนกลุ่มอาหารและขนม ได้แก่
Lay's
Doritos
Cheetos
Ruffles
Tostitos
Fritos
Quaker
PopCorners
ลองนึกภาพง่าย ๆ
ตอนพักกลางวัน คุณดื่ม Pepsi
ช่วงบ่ายหยิบ Lay's มากิน
ตกเย็นซื้อ Quaker กลับบ้าน
ทั้งหมดนี้คือรายได้ของบริษัทเดียวกัน
ทำไมขนมถึงขายดีกว่าน้ำอัดลม?
เหตุผลแรก คือ ขนมมีโอกาสถูกซื้อบ่อยกว่า
น้ำอัดลมมักถูกดื่มพร้อมอาหาร
แต่ขนมสามารถหยิบกินได้แทบทุกเวลา
ระหว่างทำงาน
ระหว่างดูหนัง
ขณะเดินทาง
เล่นเกม
ประชุม
หรือแม้แต่นั่งเล่นอยู่บ้าน
ยิ่งมีโอกาสหยิบมาก ความถี่ในการซื้อก็ยิ่งสูง
เหตุผลที่สอง คือ PepsiCo ไม่ได้ขายขนมเพียงชนิดเดียว
หลายคนคิดถึง Lay's เป็นอันดับแรก
แต่ความจริงแล้ว บริษัทมีสินค้าหลากหลายมาก ตั้งแต่มันฝรั่งทอด ข้าวโพดอบกรอบ ซีเรียล ข้าวโอ๊ต อาหารเช้า ไปจนถึงของว่างเพื่อสุขภาพ
เมื่อสินค้ามีหลายประเภท บริษัทก็เข้าถึงลูกค้าได้หลายกลุ่ม ตั้งแต่เด็ก วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ
เหตุผลที่สาม คือ การกระจายความเสี่ยง
หากบริษัทพึ่งรายได้จากน้ำอัดลมเพียงอย่างเดียว
เมื่อยอดขายลดลง บริษัทก็จะได้รับผลกระทบทันที
แต่ PepsiCo มีทั้งอาหารและเครื่องดื่ม
หากตลาดเครื่องดื่มชะลอตัว ธุรกิจขนมยังช่วยสร้างรายได้
ในทางกลับกัน หากตลาดขนมไม่เติบโต เครื่องดื่มก็ยังช่วยพยุงผลประกอบการ
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่นักวิเคราะห์มองว่า PepsiCo มีโมเดลธุรกิจที่แข็งแรงกว่าการพึ่งสินค้ากลุ่มเดียว
จุดเปลี่ยนที่ทำให้บริษัทเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้
หากย้อนกลับไปในปี 1965
Pepsi-Cola ได้ควบรวมกิจการกับ Frito-Lay ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
ในเวลานั้น หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงการซื้อกิจการทั่วไป
แต่เมื่อเวลาผ่านไป การตัดสินใจครั้งนั้นกลับกลายเป็นหนึ่งในดีลที่สำคัญที่สุดของวงการสินค้าอุปโภคบริโภค
เพราะทำให้ PepsiCo เปลี่ยนจากบริษัทเครื่องดื่ม
กลายเป็นบริษัทอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก
และโมเดลธุรกิจนี้ก็ยังเป็นหัวใจสำคัญของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน
PepsiCo กำลังปรับตัวอย่างไรในปี 2026
แม้ PepsiCo จะยังเป็นหนึ่งในบริษัทอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดของโลก
แต่บริษัทก็ต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน
ทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
ผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
รวมถึงกระแสรักสุขภาพที่ทำให้หลายคนลดการบริโภคน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว
PepsiCo จึงเร่งพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ เช่น เครื่องดื่มน้ำตาลต่ำ ขนมที่มีโปรตีนสูง อาหารที่ใช้วัตถุดิบจากธัญพืช และนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารการผลิต การขนส่ง และการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
บทเรียนทางธุรกิจที่น่าสนใจ
เรื่องราวของ PepsiCo สะท้อนให้เห็นว่า
แบรนด์ที่คนรู้จักมากที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มากที่สุด
แม้ชื่อ Pepsi จะเป็นสัญลักษณ์ของบริษัท
แต่แบรนด์อย่าง Lay's, Doritos, Cheetos, Ruffles และ Quaker ต่างหาก ที่ช่วยสร้างรายได้มหาศาลให้บริษัทในแต่ละปี
PepsiCo จึงไม่ได้เติบโตจากการขายน้ำอัดลมเพียงอย่างเดียว
แต่เติบโตจากการสร้างพอร์ตสินค้าที่หลากหลาย จนสามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้แทบทุกช่วงเวลา
หลายคนอาจจดจำ PepsiCo ในฐานะบริษัทน้ำอัดลม แต่เมื่อมองจากตัวเลขในรายงานประจำปีล่าสุด จะเห็นว่าเครื่องยนต์สำคัญของบริษัทกลับเป็นธุรกิจอาหารและขนม ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 58% ของทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มคิดเป็นประมาณ 42%
นี่คือบทเรียนสำคัญของโลกธุรกิจว่า การมีสินค้าที่โด่งดังเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่การสร้างธุรกิจที่หลากหลายและปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคต่างหาก ที่ทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงมานานกว่าครึ่งศตวรรษ
เขียนโดย thoughtloop
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
แดนเซอร์เบื้องหลังศิลปินดัง ได้ค่าจ้างต่อโชว์เท่าไร?
ส่องทิศทางตัวเลขเด่น ม้าสีหมอก VS ม้าวิ่ง วันที่ 1 กันยายน 2569
“ฮวยหวย” แห่งแดนมังกร สู่ “สลากกินแบ่งรัฐบาลไทย”
ชาติที่คนใช้เงินในประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก
9 อาชีพสำคัญในประเทศไทย ที่คนไทยไม่นิยมทำแต่ประเทศยังขาดไม่ได้
งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำ
วังวนแห่งความลับ: โศกนาฏกรรมรักต้องห้ามในราชสำนักจีนโบราณ
เปิดสำรับเขมร 6 เมนูดัง ตั้งแต่อาม็อกปลาถึงซัมลอร์กอร์กอร์
สาวไต้หวันถูกจับคาสนามบินคันไซ หลังกลับเข้าญี่ปุ่นอีกครั้ง
ส่องรหัสเลขมูเตลู "เจ้าเเม่ตะเคียนทอง" 1/9/69
ทำไมเราถึงจำความทรงจำช่วง "0-3 ขวบ" ของตัวเองไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว?
ความลับของ "ภาพถ่ายหลอนๆ" ทำไมคนโบราณต้องถ่ายรูปคู่กับศพ?
"สัปเหร่อ" สัญญะวิทยาเเห่งผู้จัดการงานศพเเห่งโลกตะวันออก VS โลกตะวันตก
“ฮวยหวย” แห่งแดนมังกร สู่ “สลากกินแบ่งรัฐบาลไทย”
สาวไต้หวันถูกจับคาสนามบินคันไซ หลังกลับเข้าญี่ปุ่นอีกครั้ง
ทำไมเราถึงจำความทรงจำช่วง "0-3 ขวบ" ของตัวเองไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว?
วังวนแห่งความลับ: โศกนาฏกรรมรักต้องห้ามในราชสำนักจีนโบราณ
😻 ชวนลองเข้ามาดูเหล่าเจ้าเหมียวน่ารักจอมติสต์สุดซ่าแสบซนที่ชอบแหกทุกกฎฟิสิกส์ 😹


