J น้องเล็กสุดแห่งตัวอักษรอังกฤษ
เราท่อง A ถึง Z กันจนรู้สึกว่าตัวอักษรทั้ง 26 ตัวน่าจะอยู่พร้อมหน้ามาตั้งแต่แรก แต่ในความเป็นจริง ตัวอักษรอังกฤษไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นชุดเดียวกัน บางตัวถูกยืมมา บางตัวเปลี่ยนรูปร่าง และบางตัวใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวอักษรแยกต่างหาก
ตัวที่มาทีหลังเพื่อนมากที่สุดตัวหนึ่งคือ J ซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งที่ 10 ของภาษาอังกฤษ
ถ้าย้อนกลับไปดูอักษรละตินในยุคโรมัน จะยังไม่พบ J ในฐานะตัวอักษรอิสระ ชาวโรมันใช้ I ทำหน้าที่มากกว่าที่เราใช้กันทุกวันนี้ มันสามารถแทนทั้งเสียงสระคล้ายเสียง “อี” และเสียงพยัญชนะที่ใกล้กับเสียง “ย”
ชื่ออย่าง Julius ซึ่งเราเห็นว่าสะกดด้วย J ในปัจจุบัน จึงเคยเขียนเป็น IVLIVS ตามรูปแบบอักษรละตินโบราณ ส่วนคำที่ปัจจุบันขึ้นต้นด้วย J จำนวนมากก็เคยใช้ I นำหน้า เพราะในระบบเดิมยังไม่มีเหตุผลให้แยกทั้งสองออกจากกัน
J เริ่มจากการเขียน I ให้หางยาว
รูปร่างของ J ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่วิวัฒนาการมาจาก I
ในยุคกลาง นักเขียนต้นฉบับมักดัดแปลงรูปตัวอักษรเล็กน้อยเพื่อช่วยให้อ่านง่ายหรือเพื่อความสวยงาม เมื่อเขียนตัว i หลายตัวติดกัน ตัวสุดท้ายอาจถูกลากหางลงมาให้ยาวกว่าตัวอื่น รูปแบบนี้พบได้ในการเขียนเลขโรมันด้วย เช่น เลข 13 ซึ่งตามปกติเขียน XIII บางครั้งอาจปรากฏเป็น xiij โดยตัวท้ายถูกลากหางเพื่อบอกว่าชุดของขีดสิ้นสุดตรงนั้น
ในเวลานั้น i และ j จึงยังไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนละตัวอักษร เปรียบได้กับการเขียนตัวเดียวกันด้วยลายมือคนละแบบมากกว่า ตัวที่มีหางยาวมักถูกเรียกว่าเป็นรูปแปรของ i ไม่ได้มีตำแหน่งหรือเสียงประจำตัวเหมือน J ในปัจจุบัน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1524
ผู้ที่มักได้รับการกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ของ J คือ จาน จอร์โจ ตริสซีโน นักเขียนและนักไวยากรณ์ชาวอิตาลีในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
ในปี 1524 เขาเสนอให้แยกรูป I และ J ออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อให้แต่ละตัวแทนเสียงคนละประเภท แนวคิดของเขาช่วยเปลี่ยน j จากรูปเขียนอีกแบบหนึ่งของ i ให้กลายเป็นตัวอักษรที่มีหน้าที่ของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม การบอกว่า J ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี 1524 แบบทันทีทันใดอาจทำให้เข้าใจผิด เพราะรูปร่างคล้าย j มีใช้ก่อนหน้านั้นมานานแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวคือการกำหนดความแตกต่างให้ชัด และผลักดันให้คนมอง I กับ J เป็นคนละตัว ไม่ใช่การวาดสัญลักษณ์ใหม่ขึ้นจากศูนย์
หลังจากมีผู้เสนอแนวคิดแล้ว การใช้งานก็ไม่ได้เปลี่ยนพร้อมกันทั่วทวีปยุโรป หนังสือแต่ละภาษา โรงพิมพ์แต่ละแห่ง และนักเขียนแต่ละคนยังใช้กฎไม่เหมือนกันอยู่พักใหญ่ บางเล่มใช้ I กับ J ปะปนกัน ขณะที่บางเล่มเริ่มแยกตามเสียงอย่างที่เราคุ้นเคย
ภาษาอังกฤษใช้เวลายอมรับ J อีกระยะ
ในเอกสารภาษาอังกฤษยุคเก่า เราอาจพบคำที่วันนี้ขึ้นต้นด้วย J แต่กลับเขียนด้วย I เช่น John ที่ปรากฏเป็น Iohn หรือ Juliet ที่เขียนเป็น Iuliet
นี่ไม่ได้หมายความว่าคนสมัยนั้นออกเสียงชื่อเหล่านี้ด้วยเสียงสระตามตัว I ทุกครั้ง ตัวสะกดและเสียงพูดไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพร้อมกัน เสียงที่ต่อมากลายเป็นเสียง J มีอยู่แล้ว เพียงแต่ระบบการเขียนยังใช้ I เป็นตัวแทนอยู่
แม้แต่ผลงานในยุคของวิลเลียม เชกสเปียร์ ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ก็ยังอยู่ในช่วงที่ I และ J ไม่ได้แยกจากกันอย่างสม่ำเสมอ หนังสือพิมพ์ในช่วงนั้นจึงอาจมีรูปสะกดที่ดูแปลกตาสำหรับผู้อ่านยุคนี้
เมื่อการพิมพ์แพร่หลายมากขึ้น ผู้จัดพิมพ์และนักไวยากรณ์ต้องการกฎที่แน่นอนเพื่อให้หนังสืออ่านตรงกัน การแบ่งหน้าที่จึงค่อย ๆ ชัดขึ้น โดย I ใช้แทนเสียงสระเป็นหลัก ส่วน J ใช้แทนเสียงพยัญชนะ เช่นในคำว่า jump, join, judge และ January
เหตุใด J ในภาษาอื่นจึงออกเสียงไม่เหมือนกัน
แม้ตัวอักษรจะหน้าตาเหมือนกัน แต่แต่ละภาษานำ J ไปใช้กับเสียงที่ต่างกันได้
ภาษาอังกฤษออกเสียง J ในคำว่า jam เป็นเสียงใกล้กับ “จ” ภาษาเยอรมันใช้ J แทนเสียงคล้าย “ย” เช่นชื่อ Johann ส่วนภาษาสเปนมักออกเสียง J จากบริเวณลำคอ เช่นคำว่า Jos
ความแตกต่างนี้เกิดจากประวัติเสียงของแต่ละภาษา ไม่ใช่เพราะมีฝ่ายใดอ่านผิด ตัวอักษรเป็นเพียงเครื่องหมายที่ชุมชนผู้ใช้ภาษาตกลงกันว่าจะนำไปแทนเสียงใด เมื่อภาษาต่าง ๆ ยืมระบบอักษรละตินไปใช้ จึงไม่จำเป็นต้องรักษาเสียงของตัวอักษรทุกตัวให้ตรงกัน
เรื่องนี้ยังช่วยอธิบายว่าทำไมชื่อเดียวกันจึงมีรูปและเสียงต่างออกไปเมื่อเดินทางข้ามภาษา คำที่เริ่มจากเสียงคล้าย “ย” ในภาษาหนึ่งอาจกลายเป็นเสียง “จ” เมื่อเข้าสู่ภาษาอังกฤษ โดยยังสะกดด้วย J เหมือนเดิม
แล้ว J เป็นตัวอักษรที่อายุน้อยที่สุดจริงหรือ
คำว่า “อายุน้อยที่สุด” ต้องดูว่ากำลังพูดถึงอะไร
หากหมายถึงรากของรูปร่าง J ก็ไม่ได้มีอายุเพียงไม่กี่ร้อยปี เพราะมันสืบสายมาจาก I และมีรูปแบบหางยาวปรากฏในงานเขียนยุคกลางก่อนปี 1524 แล้ว
แต่หากหมายถึงการได้รับสถานะเป็นตัวอักษรแยกจากตัวอื่นในชุดอักษรละตินที่ภาษาอังกฤษสมัยใหม่ใช้ J มักถูกเรียกว่าเป็นสมาชิกที่เข้ามาทีหลังสุด การแยก J ออกจาก I อย่างเป็นระบบเกิดขึ้นช้ากว่าตัวอักษรพื้นฐานส่วนใหญ่ และกว่าจะกลายเป็นมาตรฐานในภาษาอังกฤษก็ล่วงเข้าสู่ยุคการพิมพ์แล้ว
ตัวอักษร U และ V ก็มีประวัติคล้ายกัน เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นรูปต่างกันของตัวอักษรเดียว ส่วน W เกิดจากการนำรูปตัวอักษรมาประกอบกัน แต่ทั้งสามมีเส้นทางการใช้งานเฉพาะของตัวเอง จึงยากจะกำหนดวันเกิดให้ตัวอักษรแต่ละตัวแบบตายตัว
สิ่งที่ทำให้ J โดดเด่นคือเรามองเห็นกระบวนการแยกตัวได้ค่อนข้างชัด จาก I ที่มีหางยาว ค่อย ๆ กลายเป็นเครื่องหมายแทนเสียงพยัญชนะ และสุดท้ายได้รับชื่อ ตำแหน่ง และหน้าที่ของตัวเองในชุด A-Z
ดังนั้น J ไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อน แต่มันเคยซ่อนตัวอยู่ในรูปร่างของ I มาเป็นเวลานาน ก่อนจะค่อย ๆ แยกบ้านและมีตัวตนอย่างสมบูรณ์ในระบบการเขียน
ทุกครั้งที่ท่อง I แล้วตามด้วย J เราจึงกำลังเรียกตัวอักษรสองตัวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสมาชิกคนเดียวกันมาก่อน
เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรือง
เสนอชุดไทยขึ้นทะเบียน UNESCO
เปิดแนวทางเลขเด็ด "อาจารย์หนู" งวดวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569
ทำไมเสาไม้ใต้เวนิสยังไม่ผุ
รู้หรือไม่? ไม่ใช่แค่ไทยที่กินข้าวเหนียว! เปิดรายชื่อ9ประเทศที่นิยมกิน "ข้าวเหนียว"
รูเล็ก ๆ บนหัวซิป มีไว้ทำอะไร?
ใส่มาตั้งนาน เพิ่งรู้! ทำไมรองเท้า Converse ถึงต้องมี "รูเล็ก ๆ 2 รู" อยู่ข้างเท้า?
7-11 สาขาแรกในประเทศไทย
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
ถังขยะควรวางตรงไหน? 3 จุดในบ้านที่สายฮวงจุ้ยแนะนำให้เลี่ยง
รดน้ำต้นไม้เวลาไหนดี
มาแล้ว! เลขเด็ด "เจ้าแม่ตะเคียน" งวด 1 ส.ค. 69 คอหวยห้ามพลาด!



