นิทานธรรมะ:เรื่องกลัวว่าฉันจะไม่เสียใจ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านลุ่มน้ำอันสงบเงียบ มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ "เมฆ" เมฆเป็นคนทุ่มเทให้กับความรักมาก เขามีคนรักชื่อ "แก้ว" ทั้งสองคู่นี้ครองคู่กันมาหลายปี แต่ทว่าช่วงหลัง ความสัมพันธ์เริ่มจืดจาง จนกระทั่งวันหนึ่ง แก้วตัดสินใจที่จะเดินจากไป
ก่อนที่แก้วจะเก็บข้าวของออกจากบ้าน เธอจ้องหน้าเมฆด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ลึกๆ แล้วเธอกำลังคิดว่า
"ฉันจะเดินไปจากชีวิตเขาแล้วนะ... เขาต้องคร่ำครวญ แน่นอนว่าเขาต้องเจ็บปวดเจียนตาย กลัวจัง... กลัวว่าเขาจะไม่เสียใจอย่างที่ฉันคิดเอาไว้"
ความกลัวของแก้ว ไม่ใช่กลัวเมฆเป็นทุกข์ แต่คือ "กลัวว่าตัวเองจะไม่สำคัญพอ" ในสายตาของเขาอีกต่อไป เธอจึงพยายามพูดจาตอกย้ำ พยายามแสดงให้เห็นว่าเธอเจอกับสิ่งที่ดีกว่า เพื่อหวังจะเห็นร่องรอยของความทรมานบนใบหน้าของเมฆ
เมฆมองหน้าแก้วนิ่งๆ ดวงตาของเขาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความแค้น ไร้ซึ่งร่องรอยของการฟูมฟาย เมฆเพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า
"แก้ว... เธอไม่ต้องกลัวหรอกว่าฉันจะไม่เสียใจ ความจริงคือ ฉันเสียใจสิ"
แก้วชะงัก ชายหนุ่มจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว
"แต่ความเสียใจของฉัน มันทำงานตามความจริงของโลก เมื่อส้มลูกหนึ่งหลุดออกจากต้น มันย่อมร่วงลงสู่พื้น เมื่อความรักหมดสัญญา มันย่อมต้องก้าวแยกย้าย หากฉันโวยวาย ฟูมฟาย หรือกอดขาเธอไว้ นั่นไม่ใช่เพราะฉันรักเธอหรอก... นั่นเพราะ 'อัตตา' ของฉันไม่อยากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่างหาก"
เมฆเดินไปหยิบแก้วน้ำที่แตกร้าวบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้
"ถ้าแก้วใบนี้แตก แล้วฉันนั่งร้องไห้วันละแปดหน หวังให้มันกลับมารวมกันเป็นใบเดิม นั่นคือความเขลา แต่หากฉันมองดูมัน รับรู้ว่ามันแตกแล้ว และยิ้มรับความทรงจำดีๆ ที่เคยใช้มันดื่มน้ำ นั่นคือการยอมรับความจริง"
"เธอกลัวว่าฉันจะไม่เสียใจ เพราะเธอเอา 'ค่าของตัวเอง' ไปผูกไว้กับ 'ระดับความทุกข์ของคนอื่น' ยิ่งฉันทรมาน เธอยิ่งรู้สึกว่าเธอมีค่า แต่ธรรมะเตือนฉันไว้ว่า 'สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา' การที่ฉันไม่ฟูมฟาย ไม่ได้แปลว่าเธอไม่มีความหมาย แต่แปลว่าฉันกำลังปล่อยวาง ให้เธอได้ไปตามทางของเธอ และให้ฉันได้กลับมารักตัวเอง"
แก้วได้ฟังดังนั้นก็นิ่งเงียบไป ความอยากชนะและความกลัวในใจค่อยๆ พังทลายลง เธอเพิ่งเข้าใจว่า ความรักที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ว่าใครจะร้องไห้หนักกว่าใครในวันที่เลิกรา แต่มันคือการเคารพความจริง และปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีชีวิตต่อโดยไม่ต้องแบกความรู้สึก guilt หรือ อัตตา ของใครไว้
แก้วยกมือไหว้น้อมรับด้วยความเคารพ ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างสงบ ส่วนเมฆก็นั่งลงกราบพระเบื้องหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และรู้ว่า... ทุกข์เกิดขึ้น แล้วมันก็ดับไป เช่นนั้นเอง
💡 ข้อคิดธรรมะจากนิทาน
- การยึดติดในอัตตา: บางครั้งเราไม่ได้อยากให้ใครมีสุขหรือทุกข์จริงๆ แต่เราแค่อยากรู้สึกว่า "ตัวเองสำคัญ" จนกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่เจ็บปวดกับการจากไปของเรา
- การยอมรับอนิจจัง: เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาถึง การร้องไห้ฟูมฟายไม่ได้ช่วยแก้ความจริง การรับรู้ ตระหนัก และปล่อยวาง คือทางเดียวที่จะหยุดยั้งความทุกข์ไม่ให้ลุกลาม
- รักที่แท้จริงคือความปารถนาดี: การปล่อยให้อีกฝ่ายไป โดยไม่สร้างพันธนาการแห่งความแค้นหรือความเจ็บปวด คือการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ "อภัยทานและวิโมกข์ (การปล่อยวาง)"
เขียนโดย tawanoriginal
-แชร์ลิ้งและโหวดเพื่อเป็นกำรังใจในการนำธรรมะมาสอนเรื่อยๆครับ
เซียงจาบ๊วยแผ่นไม่ใช่บ๊วย!!!
คำฮิตติดปาก "ว่าแล้วเชียว" ตกลงเป็นคำอุทาน หรือคำด่ากันแน่?
หนี้เสียไทยพุ่ง 1.33 ล้านล้าน บัญชีสินเชื่อทะลุ 100 ล้าน ทำไมคนไทยกู้ยากขึ้น?
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
ถังขยะควรวางตรงไหน? 3 จุดในบ้านที่สายฮวงจุ้ยแนะนำให้เลี่ยง
5 อาชีพธรรมดา แต่สร้างรายได้สูงในประเทศไทย
"ถนนทาเตยามะคุโรเบะ" มหัศจรรย์กำแพงหิมะตระหง่าน บนเทือกเขาเจแปนแอลป์แห่งญี่ปุ่น
รูเล็ก ๆ บนหัวซิป มีไว้ทำอะไร?
เลือกต้นไม้มงคลปลูกในบ้าน เสริมบรรยากาศให้ร่มรื่น สบายตา และสบายใจ
แค่ปล่อยถ่านไฟฉายให้ตก ก็รู้ได้ว่าเป็นถ่านเก่าหรือใหม่จริงหรือไม่ ?
รีโมทแอร์ใช้ถ่านอัลคาไลน์ได้ไหม
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
เซียงจาบ๊วยแผ่นไม่ใช่บ๊วย!!!
ทอดไข่เจียวให้กรอบหอมแบบร้านอาหาร
คำฮิตติดปาก "ว่าแล้วเชียว" ตกลงเป็นคำอุทาน หรือคำด่ากันแน่?
หนี้เสียไทยพุ่ง 1.33 ล้านล้าน บัญชีสินเชื่อทะลุ 100 ล้าน ทำไมคนไทยกู้ยากขึ้น?
5 อาชีพธรรมดา แต่สร้างรายได้สูงในประเทศไทย
"ถนนทาเตยามะคุโรเบะ" มหัศจรรย์กำแพงหิมะตระหง่าน บนเทือกเขาเจแปนแอลป์แห่งญี่ปุ่น



