หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

นิทานธรรมะเรื่องอย่าลืมฉัน

เขียนโดย tawanoriginal

ในอดีตกาล ณ สัมปันนคาม หมู่บ้านแถบชายแดนอันสงบสุข ปรากฏวัดป่าแห่งหนึ่งชื่อว่า “วัดป่าศิลาวาส” ซึ่งมีพระอาจารย์บุญส่ง พระเกจิอาจารย์ผู้แก่กล้าด้วยสมาธิและวิปัสสนากรรมฐานเป็นเจ้าอาวาส ยามนั้นมีชายหนุ่มรูปงามนามว่า "ขุนเดช" ลูกชายบุญธรรมของเศรษฐีใหญ่ในตลาด ขุนเดชเป็นคนมีกิริยามารยาทเรียบร้อย สนใจในธรรมะ จึงมักมาช่วยงานวัดและฝากตัวเป็นศิษย์รับใช้พระอาจารย์บุญส่งอยู่เป็นประจำ

​ขุนเดชมีหญิงคนรักอยู่คนหนึ่งนามว่า "บัวเพ็ญ" นางเป็นหญิงสาวชาวบ้านที่งามพร้อมทั้งกิริยาและจิตใจ ทั้งสองผูกพันกันมาตั้งแต่เยาว์วัย และสัญญากันไว้ว่า เมื่อขุนเดชบวชเรียนตอบแทนค่าน้ำนมบิดามารดาครบหนึ่งพรรษาแล้ว จะจัดพิธีแต่งงานครองคู่กัน

​ก่อนวันที่ขุนเดชจะเข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท ทั้งสองได้นัดพบกันที่ริมสระบัวหลังวัดป่าศิลาวาส ขุนเดชได้เด็ดดอกบัวหลวงสีขาวดอกหนึ่งมอบให้แก่บัวเพ็ญ พร้อมกับยิ้มด้วยความอบอุ่นแล้วกล่าวว่า

"บัวเพ็ญพี่จะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ และฝึกฝนจิตใจให้ยึดมั่นในศีลธรรม พี่ขอให้เจ้าตั้งมั่นในความดี รอคอยพี่อยู่ที่นี่ อย่าได้หวั่นไหวต่อสิ่งใด"

​บัวเพ็ญรับดอกบัวมาแนบอารมณ์ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งและอาลัย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "พี่เดช น้องจะรอพี่ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน น้องจะสวดมนต์กรวดน้ำอธิษฐานจิตให้พี่ผาสุกในธรรม ขอพี่อย่าได้ลืมความรักและความผูกพันของเรา... อย่าลืมฉัน นะพี่เดช"

​ขุนเดชยิ้มและพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะเดินกลับเข้าวัดไปเตรียมตัว

​แต่ทว่า ความรักของทั้งคู่กลับมีก้างหนามชิ้นใหญ่ นามว่า "ขุนยศ" ชายหนุ่มลูกขุนนางผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ขุนยศหลงรักบัวเพ็ญมานานและพยายามเกี้ยวพาราสีทุกวิถีทาง แต่บัวเพ็ญไม่เคยมีใจให้ ซ้ำยังปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ทำให้ขุนยศผูกใจเจ็บและริษยาขุนเดชอย่างยิ่ง

​ในคืนก่อนวันบวช ขณะที่ขุนเดชกำลังนั่งสมาธิสำรวมจิตอยู่ในกุฏิไม้เก่าท้ายวัด ขุนยศพร้อมด้วยลูกน้องสองคนได้แอบย่องขึ้นมาบนกุฏิ หมายจะเอาชีวิตขุนเดชเพื่อแย่งชิงบัวเพ็ญ ขุนยศใช้ไม้พลองขนาดใหญ่หวดเข้าที่ท้ายทอยของขุนเดชอย่างแรงจนล้มฟุกลงกับพื้น ขุนเดชในร่างที่บอบช้ำพยายามประคองสติ มองหน้าผู้ทำร้ายด้วยความตกใจ

"ขุนยศ... เจ้าทำเช่นนี้ทำไม..." ขุนเดชพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"เพราะมึง! มึงมาแย่งบัวเพ็ญไปจากกู! หากไม่มีมึง บัวเพ็ญก็ต้องเป็นของกู!" ขุนยศตะคอกด้วยความคลั่งแค้น ก่อนจะใช้มีดสั้นแทงเข้าที่อกของขุนเดชอย่างจัง

​เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากอกของขุนเดช ในนาทีแห่งความตายนั้น จิตของขุนเดชหลุดออกจากร่มเงาแห่งสมาธิ ความสงบที่เคยฝึกฝนมาพังทลายลงสิ้น เหลือเพียง "ความอาฆาตแค้น" ต่อขุนยศ และ "ความอุปาทานยึดมั่น" ในตัวบัวเพ็ญ ภาพสัญญาที่ให้ไว้ริมสระบัวและคำว่า "อย่าลืมฉัน" ของบัวเพ็ญ ดังวนเวียนอยู่ในหัวอย่างบ้าคลั่ง

​ขุนเดชเบิ่งตาโพลง จ้องมองขุนยศด้วยดวงตาแดงฉานเต็มไปด้วยแรงพยาบาท ก่อนจะสิ้นใจตายไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องในใจว่า "กูจะไม่ลืมมึง... และกูจะไม่ยอมให้ใครเอาบัวเพ็ญไป!"

​ขุนยศและลูกน้องช่วยกันนำร่างของขุนเดชไปถ่วงหินแล้วทิ้งลงในสระบัวหลังวัด จากนั้นจึงอำพรางคราบเลือดและหนีไป ในวันรุ่งขึ้น ทุกคนในหมู่บ้านต่างเข้าใจว่าขุนเดชหนีการบวชและละทิ้งบัวเพ็ญไป บัวเพ็ญร้องไห้แทบขาดใจ นางไม่เชื่อว่าคนรักจะทำเช่นนั้น แต่ก็ไร้เบาะแส

​เวลาผ่านไปเพียงสามเดือน ด้วยอำนาจแห่ง โทสะ (ความโกรธแค้น) และ โมหะ (ความยึดติดในสัญญา) ที่หนาแน่นก่อนสิ้นลม วิญญาณของขุนเดชไม่ได้ไปสู่สุคติ แต่ได้จุติเป็น "อสุรกายสัมภเวสี" หรือผีปีศาจผู้เต็มไปด้วยไฟแค้น สิงสถิตอยู่ ณ สระบัวหลังวัดป่าศิลาวาส

​ยามค่ำคืน เสียงร้องไห้โหยหวนและเสียงพึมพำว่า "อย่าลืมฉัน... อย่าลืมกู..." จะดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วสระบัว กลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นโคลนตมลอยฟุ้งไปตามลม ต้นไม้รอบสระบัวเหี่ยวเฉา และน้ำในสระเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำคล้ายเลือด

​ลูกน้องของขุนยศคนแรก เริ่มมองเห็นภาพหลอน เขาเห็นร่างของขุนเดชในสภาพเนื้อตัวเน่าเปื่อย ตาบอดข้างหนึ่ง ไส้ไหลทะลัก เดินตามหลังเขาไปทุกที่ ไม่ว่าจะกินหรือนอน วิญญาณขุนเดชจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ แล้วกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า "กูไม่เคยลืม... แล้วมึงล่ะ ลืมกูหรือยัง?" จนกระทั่งลูกน้องคนนั้นคลั่งและใช้มีดแทงคอตายไปในที่สุด

​ลูกน้องคนที่สอง ถูกแรงวิญญาณหลอกหลอนจนประสาทกลับ วิ่งลงไปในสระบัวยามดึก แล้วถูกมือที่มองไม่เห็นฉุดดึงร่างจมลงสู่โคลนตมขาดใจตายอย่างทรมาน

​ขุนยศเริ่มหวาดกลัวจนจับไข้ เขาจ้างหมอผีที่มีเวทมนตร์คาถาอาคมแก่กล้ามาจากต่างเมือง เพื่อมาทำพิธีสะกดวิญญาณขุนเดช หมอผีทำพิธีตั้งเซ่นสรวง ละเลงเลือดสัตว์ และหมุนสายสิญจน์รอบสระบัว พร้อมกับท่องคาถาลงอาคมหมายจะบดขยี้วิญญาณให้สิ้นสูญ

​แต่ทว่า แรงอาฆาตอันเกิดจากกิเลสตัณหานั้น มีกำลังมหาศาลยิ่งกว่าอาคมใดๆ วิญญาณขุนเดชปรากฏกายขึ้นในร่างอสูรสูงใหญ่เท่าต้นตาล ดวงตาสุกวาวดังไฟแผดเผา หักสายสิญจน์และสลายคาถาของหมอผีจนหมอผีต้องกระอักเลือดวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

​ในคืนวันเพ็ญ ขุนเดชในร่างผีร้ายได้บุกไปหาขุนยศถึงเรือนพัก บรรยากาศรอบเรือนเย็นยะเยือก ไฟเทียนดับลงพร้อมกัน เสียงลมพัดตึงตังและเสียงเท้าหนักๆ เดินขึ้นเรือน ขุนยศนอนสั่นสะท้านอยู่บนเตียง ยามเมื่อเปิดตาขึ้น ก็พบกับใบหน้าเน่าเปื่อยของขุนเดชที่อยู่ห่างไม่ถึงคิว

"ขุนยศ... มึงคิดว่าจะหนีพ้นหรือ?" เสียงของขุนเดชดังสะท้อนในหัวขุนยศ

​ขุนยศยกมือไหว้ลนลาน "กูขอโทษ! กูผิดไปแล้ว! ปล่อยกูไปเถอะ ขุนเดช!"

"ปล่อยหรือ? มึงพรากชีวิตกู มึงพรากความรักของกู... กูจะให้มึงได้รับความทรมานอย่างถึงที่สุด!"

​ผีขุนเดชใช้มือที่เหลือแต่กระดูกบีบคอขุนยศ ยกร่างของเขาขึ้นเหนือพื้น ขุนยศดิ้นรนทุรนทุราย หายใจไม่ออก ตาเหลือกโปน และในที่สุดกรามของเขาก็ถูกบดขยี้ ร่างไร้วิญญาณของขุนยศถูกทิ้งลงกับพื้นเรือน สภาพศพดวงตาตาบวมโตด้วยความพรั่นพรึงสุดขีด

​แม้ขุนยศและคนผิดทุกคนจะตายตกไปตามกันจนหมดสิ้นด้วยน้ำมือของผีขุนเดช แต่ "ไฟแค้น" ในใจของขุนเดชกลับไม่ได้ดับลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความแค้นกลับยิ่งเผาผลาญวิญญาณของเขาให้ร้อนรุ่มและทรมานยิ่งกว่าเดิม

​บัดนี้ วิญญาณของขุนเดชไม่ใช่มนุษย์ และไม่ใช่ผีธรรมดา แต่กลายเป็นอสุรกายที่ถูกยึดติดอยู่กับความอาฆาตและคำสัญญา ทุกคืน ขุนเดชจะไปปรากฏตัวริมหน้าต่างเรือนของบัวเพ็ญ มองดูบัวเพ็ญที่นั่งร้องไห้โศกเศร้า ขุนเดชพยายามจะไขว่คว้า จะเข้าใกล้ จะส่งเสียงบอกว่า "พี่อยู่นี่... บัวเพ็ญ พี่ไม่เคยลืมเจ้า..."

​แต่สิ่งที่บัวเพ็ญสัมผัสได้ มีเพียงความเย็นยะเยือกที่น่าสะพรึงกลัว กลิ่นเหม็นเน่าของศพ และเสียงวูบวาบของลมที่ทำให้พฤกษาแกว่งไกว บัวเพ็ญต้องสวดมนต์ด้วยความหวาดกลัวทุกค่ำคืน เพราะนางไม่รู้ว่าสิ่งที่เวียนว่ายอยู่นั้นคือวิญญาณของคนรักที่กลายเป็นปีศาจไปแล้ว

​ขุนเดชเจ็บปวดเจียนตาย (แม้จะตายไปแล้ว) ชายหนุ่มรับรู้ว่าตนเองไม่อาจสัมผัสคนรักได้อีกต่อไป ความรักกลายเป็นความทุกข์ ความยึดติดกลายเป็นตรวนเหล็กที่ล่ามเขาไว้ในตระกูลอสุรกาย ต้องจมอยู่น้ำในสระบัวที่หนาวเย็นและมืดมิด ต้องถูกไฟแห่งกรรมแผดเผาเนื้อหนังให้พองและเน่าเปื่อยวนเวียนอยู่อย่างนั้นไม่รู้จบสิ้น

​พระอาจารย์บุญส่ง เจ้าอาวาสวัดป่าศิลาวาส ผู้ทรงญาณทัศนะ ได้รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานอันแสนสาหัสของอดีตศิษย์รัก พระอาจารย์จึงเดินถือบาตรและกลด เดินสมาธิลงไปยังริมสระบัวยามดึกสงัด

​เมื่อไปถึง พระอาจารย์บุญส่งได้นั่งสมาธิลงบนแผ่นหินริมสระ ไม่นานนัก น้ำในสระก็บังเกิดคลื่นลมหมุนวน ร่างของผีขุนเดชพุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำ กลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจาย ดวงตาแดงฉานคำรามเสียงดังสนั่น

"หลวงพ่อ! อย่ามาขวางข้า! ข้าทรมาน! ข้าแค้น! ข้าไม่อาจละทิ้งบัวเพ็ญได้ และข้าจะไม่ออกไปไหนทั้งสิ้น!"

​พระอาจารย์บุญส่งค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองดูวิญญาณขุนเดชด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเมตตานึกสงสารอย่างสุดซึ้ง พระอาจารย์ไม่แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบเย็นว่า

"เดชเอ๋ย... เจ้าจงดูสภาพของเจ้าในยามนี้เถิด"

​ผีขุนเดชชะงัก ก้มลงมองมือที่เป็นกระดูกและเนื้อเน่าเปื่อยของตนเอง

​พระอาจารย์บุญส่งเอ่ยต่อ "เจ้าบวชไม่ทันได้สวมผ้ากาสาวพัสตร์ แต่ใจของเจ้าเคยใฝ่หาธรรม บัดนี้เจ้าฆ่าคนล้างแค้นสำเร็จแล้ว... แล้วจิตใจของเจ้าสงบสุขขึ้นบ้างหรือไม่?"

​คำถามของพระอาจารย์คล้ายกับเข็มเล่มใหญ่ที่แทงดึงสติของขุนเดช วิญญาณอสุรกายเริ่มสั่นสะท้าน เสียงคำรามเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นโฮ

"ไม่เลยหลวงพ่อ... ข้าร้อน! ข้าทรมานเหลือเกิน! ข้าคิดถึงบัวเพ็ญ ข้าไม่อยากให้นางลืมข้า แต่พอนางเห็นข้า นางกลับหวาดกลัวข้า... ข้าทำผิดอะไร ทำไมข้าต้องเจ็บปวดเช่นนี้!"

​พระอาจารย์บุญส่งถอนหายใจยาว แล้วกล่าวธรรมกถาเตือนสติว่า

"เดชเอ๋ย... ความเจ็บปวดที่เจ้าเผชิญอยู่นี้ ไม่ได้เกิดจากขุนยศ และไม่ได้เกิดจากบัวเพ็ญ... แต่เกิดจาก 'จิตของเจ้าเอง'"

"สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสาย... สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรถือมั่นถือด้วยอุปาทาน"

"เจ้ายึดมั่นในคำว่า 'อย่าลืมฉัน' ยึดมั่นในความรัก ความสัญญา จนกลายเป็น อุปาทาน (ความยึดติด) เมื่อความรักถูกขัดขวาง เจ้าจึงเปลี่ยนมันเป็น โทสะ (ความโกรธแค้น) เจ้าบดขยี้ขุนยศด้วยแรงแค้น แต่เจ้าหารู้ไม่ว่า ไฟแค้นที่เจ้าจุดขึ้นมาเพื่อเผาผู้อื่น บัดนี้มันได้ย้อนกลับมาแผดเผาตัวเจ้าเองให้ตกอยู่ในนรกแห่งจิตใจ"

"ขุนยศตายไปแล้ว กายเนื้อของเจ้าก็สูญสิ้นไปแล้ว แต่ใจของเจ้ายิ่งบอดมืด เจ้าเรียกร้องให้คนอื่น 'อย่าลืมฉัน' แต่ตัวเจ้าเองกลับ 'ลืมธรรมะ' ลืมสติ และลืมความสงบที่แท้จริง"

​คำสอนของพระอาจารย์บุญส่งดังกังวานเข้าไปถึงลึกสุดใจของวิญญาณขุนเดช ภาพอดีตยามที่ตนเคยนั่งสมาธิ ฟังธรรม และสวดมนต์ ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในความทรงจำ ความตระหนักรู้เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตที่เคยบอดมืด

"หลวงพ่อ... ข้า... ข้าต้องทำอย่างไร ข้าจึงจะพ้นจากไฟนรกนี้ได้?" ผีขุนเดชทรุดกายลงกราบแทบเท้าของพระอาจารย์ น้ำตาไหลออกมาเป็นสายเลือด

​พระอาจารย์บุญส่งกล่าวด้วยความเมตตาว่า "เจ้าจงปลดปล่อยความแค้น ปลดปล่อยความรักที่เป็นพันธนาการเสียเถิด อโหสิกรรมให้แก่ขุนยศและทุกคน และอโหสิกรรมให้แก่ตนเอง ยอมรับความเป็นจริงว่า สังขารและชีวิตมนุษย์นั้นไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์ (ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตนของเราอย่างแท้จริง (อนัตตา) การไม่ลืมกันที่ดีที่สุด ไม่ใช่การยึดติดดวงวิญญาณไว้ในความมืด แต่คือการมอบความอภัยและส่งจิตบริสุทธิ์ให้แก่กัน"

​ในคืนต่อมา พระอาจารย์บุญส่งได้ทำพิธีอุทิศส่วนกุศลริมสระบัว โดยมี บัวเพ็ญ มาร่วมพิธีด้วย หลังจากที่บัวเพ็ญได้รู้ความจริงจากพระอาจารย์ว่า คนรักของนางไม่ได้หนีหายไปไหน แต่ถูกทำร้ายและสิงสถิตเป็นวิญญาณทรมานอยู่ที่นี่

​บัวเพ็ญร้องไห้ด้วยความสงสาร นางจุดธูปสามดอก หน้าสระบัว แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอธิษฐานจิตอย่างตั้งมั่นว่า

"พี่เดช... น้องรู้ความจริงหมดแล้ว น้องไม่เคยลืมพี่เลย และน้องจะไม่มีวันลืมความดีของพี่... แต่หากความรักของเราทำให้พี่ต้องทรมานอยู่ในภพภูมิต่ำเช่นนี้ น้องขอปลดปล่อยพี่ พี่อย่าได้ยึดติดในตัวน้องอีกเลย ขอให้พี่รับอนุโมทนาบุญที่น้องได้ทำทาน ถือศีล และสวดมนต์อุทิศให้ในวันนี้ ขอให้พี่อโหสิกรรมแก่ทุกคน และไปสู่ภพภูมิที่ดีเถิดนะพี่เดช..."

​ขณะนั้น ลมราตรีพัดผ่านสระบัวอย่างแผ่วเบา ร่างของผีขุนเดชค่อยๆ ปรากฏขึ้นกลางสระ แต่ในครั้งนี้ ไม่ใช่ร่างอสูรที่น่ากลัวหรือเน่าเปื่อยอีกต่อไป หากแต่เป็นร่างของขุนเดชในชุดขาวสะอาด ตาบวมและใบหน้าที่หมองคล้ำเปลี่ยนเป็นความสงบ ละมุนละไม

​ขุนเดชรับรู้ถึง อภัยทาน ของบัวเพ็ญ และ ธรรมทาน จากพระอาจารย์บุญส่ง ความแค้นที่เคยลุกโชนบัดนี้มอดดับลงสิ้น ความยึดติดในสัญญาแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจในธรรมะ

​ขุนเดชยิ้มให้บัวเพ็ญเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยความรู้สึกโปร่งเบาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชายหนุ่มยกมือขึ้นกราบพระอาจารย์บุญส่ง แล้วหันมาริมสระมองบัวเพ็ญ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลกังวานว่า

"ขอบคุณเจ้ามาก บัวเพ็ญ... บัดนี้พี่เข้าใจแล้ว การไม่ลืมกันที่แท้จริง ไม่ใช่การฉุดดึงกันไว้ในความทุกข์ แต่คือการระลึกถึงกันด้วยความดีงาม พี่ขออโหสิกรรมแก่ทุกสิ่งทุกอย่าง..."

​ละอองแสงสีทองค่อยๆ เปล่งประกายออกจากร่างของขุนเดช วิญญาณของเขาค่อยๆ ลอยสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า ละลายหายไปในความมืดมิดแห่งราตรี ละทิ้งสระบัวและภพภูมิอันทรมาน ไปสู่สุขติภพด้วยอำนาจแห่งการปล่อยวาง

คติธรรมจากนิทาน (ข้อคิดเตือนใจ)

  1. ไฟแห่งโทสะและกิเลสเผาผลาญตนเองก่อนเสมอ: การแก้แค้นไม่อาจนำมาซึ่งความสงบสุข ขุนเดชสังหารศัตรูได้ แต่กลับต้องตกอยู่ในนรกแห่งจิตวิญญาณ เพราะความแค้นที่แผดเผาใจตนเอง
  2. อุปาทานความยึดมั่นคือบ่อเกิดแห่งทุกข์: คำว่า "อย่าลืมฉัน" หากยึดติดด้วยความตัณหาและอยากครอบครอง ย่อมกลายเป็นตรวนเหล็กที่ล่ามชีวิตไว้ แต่หากจดจำด้วยความเมตตาและปัญญา ย่อมนำมาซึ่งความสงบสุข
  3. การอโหสิกรรมและการปล่อยวางคือการปลดปล่อยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด: ไม่มีความรักใดงดงามไปกว่าการปรารถนาให้คนที่เรารักพ้นทุกข์ และไม่มีการชนะใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการชนะใจตนเองด้วยการละวางความแค้น.
เนื้อหาโดย: tawanoriginal
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
tawanoriginal's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 9 ครั้ง
เขียนโดย tawanoriginal
ลงเนื้อหาที่โพสจังที่เดียว ไม่อนุญาติให้นำบทความหรือนิทานธรรมะไปลงเว็ปไซค์ที่อื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม
-แชร์ลิ้งและโหวดเพื่อเป็นกำรังใจในการนำธรรมะมาสอนเรื่อยๆครับ
-สามาถรโดเนทค่าน้ำชาได้ พร้อมเพย์ 0864599200 ชื่อ พิบูลย์ พันสิง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เห็นทุกครั้งแต่แทบไม่เคยสนใจ หลักกิโลเมตรข้างถนนมีไว้ทำอะไรเปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสน“หลุมดักรถถัง” ที่ชายแดน อวสาน T-59 เขมรจอดเดี้ยงที่ช่องจอมเผยรายได้ "อาชีพขอทาน" ในไทย..รายได้ไม่ธรรมดา สูงกว่า พนง.ออฟฟิศ ซ่ะอีก!เปิด 5 เกาะในไทยที่ต่างชาติไปมาก ที่สุด อันดับ 1 นักท่องเที่ยวทะลุหลายล้านคน!ครูเกษียณปี 2569 โรงเรียนไหนเยอะที่สุด เปิดข้อมูลล่าสุด พร้อมข้อจำกัดที่ต้องรู้ค่าไฟ 200 หน่วยแรก 3 บาท คิดจริงในบิลอย่างไร? เปิดสูตรคำนวณค่าพลังงาน ค่าบริการ Ft และ VAT พร้อมตัวอย่างยอดจ่ายจริงประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลกทำไม “ไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน” ถึงทรมานกว่าการรู้ว่าต้องรอ 10 นาที?AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ก.ย.695 แบรนด์ต่างประเทศที่เคยบุกตลาดไทย ก่อนถอนตัวกลับประเทศ เหลืออะไรไว้ให้จำลูกจ้างต้องรู้ สำนักงาน​ประกัน​สังคม​มีคำตอบ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิด 5 โรงเรียนประจำที่สอบเข้ายากที่สุดในไทย อันดับ 1 สมัครกี่คน รับกี่คน?เผยรายได้ "อาชีพขอทาน" ในไทย..รายได้ไม่ธรรมดา สูงกว่า พนง.ออฟฟิศ ซ่ะอีก!อำเภอที่เสี่ยงพบทุ่นระเบิดมากที่สุด อันดับที่หนึ่งของประเทศไทยครูเกษียณปี 2569 โรงเรียนไหนเยอะที่สุด เปิดข้อมูลล่าสุด พร้อมข้อจำกัดที่ต้องรู้5 แบรนด์ต่างประเทศที่เคยบุกตลาดไทย ก่อนถอนตัวกลับประเทศ เหลืออะไรไว้ให้จำค่าไฟ 200 หน่วยแรก 3 บาท คิดจริงในบิลอย่างไร? เปิดสูตรคำนวณค่าพลังงาน ค่าบริการ Ft และ VAT พร้อมตัวอย่างยอดจ่ายจริง
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ธรรมะสวัสดี
ธรรมะจากเพลง"ไม่รักดีกว่า"ของZ9ธรรมะจากเพลง"องครักษ์พิทักษ์ใจ" โดย โจอี้ ภูวศิษฐ์ธรรมะประจำวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569นิทานธรรมะเตือนใจ: เรื่อง "ก้อนหินแห่งความกังวล"
ตั้งกระทู้ใหม่