หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เด็กเริ่มพูดเมื่อไร ช้าแค่ไหนควรพาไปตรวจ


เขียนโดย nattawat25800

คำตอบสั้น ๆ คือ เด็กส่วนใหญ่มักเริ่มพูดคำที่มีความหมายได้แถวอายุ 1 ขวบ ไม่จำเป็นต้องรอถึง 2–3 ขวบ แต่คำว่า “เริ่มพูด” ของแต่ละครอบครัวอาจหมายถึงคนละอย่าง บางคนหมายถึงเสียง “มามา” ที่ลูกพูดเล่น ๆ ขณะที่บางคนหมายถึงการเรียกแม่อย่างตั้งใจ หรือพูดเป็นประโยคสั้นได้แล้ว

ก่อนจะมีคำแรก เด็กกำลังฝึกสื่อสารมาตั้งแต่ช่วงแรกเกิด ทั้งการสบตา ยิ้ม ส่งเสียง หันหาเสียงคนคุ้นเคย เลียนแบบสีหน้า ชี้สิ่งของ และส่งเสียงอ้อแอ้ พัฒนาการเหล่านี้สำคัญไม่แพ้จำนวนคำ เพราะแสดงว่าเด็กกำลังเรียนรู้ว่าการสื่อสารเป็นการโต้ตอบกันระหว่างคนสองคน

ช่วงอายุ 3–12 เดือน เด็กมักเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ เล่นเสียงซ้ำ เช่น “บา-บา” หรือ “มา-มา” และใช้ท่าทางมากขึ้น บางครั้งเสียงที่ฟังเหมือนคำยังไม่ได้มีความหมายจริง จนเมื่อเด็กพูดเสียงเดิมโดยมองหรือเรียกคนคนนั้นอย่างชัดเจน จึงนับได้ว่าเริ่มเป็นคำที่มีความหมาย

ประมาณ 12 เดือน เด็กจำนวนมากเริ่มเรียกพ่อ แม่ หรือผู้ดูแลด้วยชื่อเฉพาะได้ บางคนมีคำง่าย ๆ เพิ่มอีกเล็กน้อย เช่น ไป เอา หมา หรือบอล ส่วนเด็กบางคนยังไม่พูดออกมาเป็นคำชัด แต่เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ หันตามชื่อ มองตามสิ่งที่ผู้ใหญ่ชี้ และใช้ท่าทางบอกความต้องการได้ ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกันทั้งหมด ไม่ควรดูเพียงจำนวนคำอย่างเดียว

ราว 15 เดือน เด็กมักเริ่มมีคำจริงอยู่สองสามคำ นอกเหนือจากคำเรียกพ่อแม่ พอถึง 18 เดือน เด็กส่วนใหญ่จะพยายามพูดอย่างน้อยประมาณสามคำขึ้นไป และเริ่มทำตามคำสั่งขั้นตอนเดียวที่ไม่ต้องมีท่าทางประกอบ เช่น “เอาบอลมาให้แม่” หรือ “วางแก้วตรงนี้”

เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ เด็กมักเริ่มนำคำอย่างน้อยสองคำมาต่อกัน เช่น “เอาน้ำ” “แม่อุ้ม” หรือ “ไปเที่ยว” นอกจากนี้ยังควรชี้อวัยวะตามที่ถาม ใช้ท่าทางได้หลากหลายขึ้น และเข้าใจคำพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น แม้การออกเสียงบางคำจะยังไม่ชัดหรือคนอื่นฟังไม่เข้าใจทั้งหมดก็ยังพบได้ในวัยนี้

ช่วง 3 ขวบ เด็กมักคุยโต้ตอบสั้น ๆ ได้ ถามคำถามง่าย ๆ และใช้ประโยคประมาณสามถึงห้าคำ จากนั้นภาษาและความชัดเจนจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามวัย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นแนวทางสำหรับติดตามพัฒนาการ ไม่ใช่เส้นตายที่เด็กทุกคนต้องทำได้ตรงวันเกิดพอดี

เด็กบางคนพูดช้ากว่าเพื่อนเล็กน้อยแต่ยังพัฒนาต่อเนื่อง ขณะที่เด็กอีกคนอาจพูดเป็นคำได้เร็ว แต่การเข้าใจภาษา การสบตา หรือการโต้ตอบกลับยังมีปัญหา จึงไม่ควรตัดสินว่าเด็กปกติหรือผิดปกติจากการนับคำเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรดูร่วมกัน ได้แก่

เด็กหันเมื่อเรียกชื่อหรือเมื่อได้ยินเสียงหรือไม่

เด็กสบตา ยิ้มตอบ และสนใจเล่นกับคนอื่นหรือไม่

เด็กชี้เพื่อขอของ หรือชี้เพื่อชวนให้ผู้ใหญ่ดูสิ่งที่ตัวเองสนใจหรือไม่

เด็กเข้าใจคำพูดง่าย ๆ และทำตามคำสั่งได้หรือไม่

เด็กพยายามเลียนแบบเสียง ท่าทาง หรือคำพูดหรือไม่

จำนวนคำและวิธีสื่อสารค่อย ๆ เพิ่มขึ้นหรือหยุดนิ่ง

ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญหากเด็กใกล้ 1 ขวบแล้วยังไม่ค่อยส่งเสียง ไม่ใช้ท่าทาง ไม่หันหาเสียง หรือไม่ตอบสนองเมื่อเรียกชื่อ รวมถึงกรณีอายุประมาณ 16–18 เดือนแล้วยังไม่มีคำที่มีความหมาย หรือถึง 18 เดือนแล้วยังไม่พยายามพูดคำอื่นนอกจากคำเรียกพ่อแม่

หากอายุ 2 ขวบแล้วยังไม่นำคำสองคำมาต่อกัน หรือดูเหมือนไม่เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ ก็ควรรับการประเมินเช่นกัน ที่สำคัญที่สุดคือ หากเด็กเคยพูดหรือเคยทำทักษะบางอย่างได้แล้วกลับทำไม่ได้ สูญเสียคำพูด การสบตา หรือความสนใจทางสังคม ไม่ว่าจะเกิดในวัยใด ควรพาไปพบแพทย์โดยไม่ต้องรอดูไปก่อน

การประเมินมักไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องการพูด แพทย์อาจตรวจพัฒนาการด้านอื่นและแนะนำให้ตรวจการได้ยิน เพราะเด็กที่ได้ยินไม่ชัดอาจยังตอบสนองต่อเสียงดังหรือเสียงบางชนิดได้ ทำให้ผู้ดูแลไม่ทันสังเกตปัญหา นอกจากนี้การพูดช้าอาจเกี่ยวข้องได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่ความแตกต่างตามธรรมชาติ ปัญหาการได้ยิน การเคลื่อนไหวของอวัยวะที่ใช้พูด ความผิดปกติทางภาษา ออทิสติก ไปจนถึงพัฒนาการล่าช้าด้านอื่น การประเมินจึงมีไว้เพื่อหาวิธีช่วยที่เหมาะสม ไม่ใช่เพื่อติดป้ายเด็กทันที

สำหรับเด็กที่เกิดก่อนกำหนด แพทย์อาจพิจารณาพัฒนาการโดยใช้อายุแก้ไขในช่วงแรกของชีวิต ส่วนเด็กที่เติบโตในครอบครัวสองภาษา ไม่จำเป็นต้องหยุดภาษาใดภาษาหนึ่ง เพราะการได้ยินสองภาษาไม่ได้เป็นสาเหตุของความผิดปกติทางภาษาโดยตัวมันเอง เวลาประเมินควรนับคำที่เด็กใช้ได้จากทุกภาษารวมกัน และผู้ดูแลควรพูดภาษาที่ตนเองถนัดและเป็นธรรมชาติที่สุดกับเด็ก

ระหว่างอยู่บ้าน วิธีส่งเสริมภาษาที่ได้ผลไม่จำเป็นต้องเป็นการนั่งท่องศัพท์ ให้พูดกับลูกระหว่างกิจวัตร เช่น อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว หรือเดินเล่น บอกชื่อสิ่งที่ลูกกำลังมองและต่อยอดจากคำของลูก หากลูกพูดว่า “รถ” ผู้ใหญ่อาจตอบว่า “ใช่ รถสีแดงกำลังวิ่ง” เด็กจะได้ยินแบบประโยคที่ยาวขึ้นโดยไม่รู้สึกว่าถูกสอบ

การอ่านหนังสือภาพซ้ำ ๆ ช่วยให้เด็กเชื่อมโยงคำกับภาพได้ดี ลองถามคำถามที่ตอบง่ายหรือให้เลือก เช่น “เอาแมวหรือหมา” แล้วเว้นเวลาให้เด็กคิดและตอบ จะตอบด้วยคำ เสียง หรือการชี้ก็ควรรับฟังก่อน ไม่จำเป็นต้องบังคับให้พูดตามทุกครั้ง เพราะแรงกดดันอาจทำให้การพูดกลายเป็นเรื่องไม่น่าสนุก

หน้าจอหรือวิดีโออาจมีเสียงและคำศัพท์มาก แต่ไม่สามารถทดแทนการสนทนาที่ผู้ใหญ่สังเกตสีหน้า รอคำตอบ และปรับสิ่งที่พูดตามความสนใจของเด็กได้ ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผู้ดูแลวางโทรศัพท์แล้วคุย เล่น หรืออ่านหนังสือร่วมกัน จึงมีคุณค่ากว่าการเปิดสื่อให้ดูเพียงลำพัง

ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบลูกกับพี่น้องหรือเด็กบ้านอื่นทุกวัน แต่ก็ไม่ควรปลอบตัวเองว่า “เดี๋ยวสามขวบก็พูดเอง” หากมีสัญญาณน่ากังวล การขอคำปรึกษาเร็วช่วยให้ตรวจพบปัญหาการได้ยินหรือพัฒนาการได้ไว และเด็กสามารถได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสมในช่วงที่สมองกำลังเรียนรู้ภาษาอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น หากถามว่าเด็กเริ่มพูดตอนกี่ขวบ คำตอบที่ใกล้เคียงที่สุดคือประมาณ 1 ขวบ เริ่มมีคำจริง ช่วง 1 ขวบครึ่งควรมีคำเพิ่มขึ้น และราว 2 ขวบเริ่มต่อคำสั้น ๆ ได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าการจับวันหรือท่องจำนวนคำ คือการดูว่าเด็กเข้าใจ สื่อสาร โต้ตอบ และก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากพ่อแม่รู้สึกไม่สบายใจ การพาไปประเมินไม่ใช่เรื่องเร็วเกินไป และไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหาชัดเจนก่อน

เนื้อหาโดย: nattawat25800
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
nattawat25800's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 20 ครั้ง
เขียนโดย nattawat25800
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรือง5 อุทยานที่สวยที่สุดในไทยเปิดแนวทางเลขเด็ด "อาจารย์หนู" งวดวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569เลขมงคล เพชรกล้า "เด็กชายนำโชค" 1/8/6910 กุศโลบายแปลกๆของคนไทยทำไมเสาไม้ใต้เวนิสยังไม่ผุรู้หรือไม่? ไม่ใช่แค่ไทยที่กินข้าวเหนียว! เปิดรายชื่อ9ประเทศที่นิยมกิน "ข้าวเหนียว"เสียงระเบิดที่ดังที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเปิดที่มา “30 บาทรักษาทุกโรค” เปลี่ยนคนไข้อนาถาเป็นผู้มีสิทธิการรักษาจุดกำเนิดไฟฟ้าครั้งแรกในสยามใส่มาตั้งนาน เพิ่งรู้! ทำไมรองเท้า Converse ถึงต้องมี "รูเล็ก ๆ 2 รู" อยู่ข้างเท้า?ย้อนวัย "แท้งค์น้ำปูนในโรงเรียน" ความทรงจำเย็นฉ่ำที่เด็กยุคก่อนไม่มีวันลืม!
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
จุดกำเนิดไฟฟ้าครั้งแรกในสยาม5 อุทยานที่สวยที่สุดในไทยเสียงระเบิดที่ดังที่สุดในประวัติศาสตร์โลกประเทศที่คนนิยมกินแมลงจากไทยมากที่สุด อันดับที่หนึ่งของโลก5 อาชีพธรรมดา แต่สร้างรายได้สูงในประเทศไทยบิล มอร์แกน ชายผู้รอดชีวิต ก่อนขูดลอตเตอรี่ถูกรางวัล 2 ครั้ง
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
10 กุศโลบายแปลกๆของคนไทยจุดกำเนิดไฟฟ้าครั้งแรกในสยามเสียงระเบิดที่ดังที่สุดในประวัติศาสตร์โลก5 วัตถุดิบหายากที่ทั้งแปลกและสะท้อนวิถีวัฒนธรรมจากทั่วโลก
ตั้งกระทู้ใหม่