หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทำความเข้าใจความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย

เขียนโดย nantana

 

เวลาพูดถึงเรื่องการเมือง บ้านเรามักจะมีคำที่ได้ยินกันบ่อยๆ อย่างการเมืองแบบอุปถัมภ์ ฟังดูเหมือนเป็นศัพท์เทคนิคชวนงง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่วนเวียนอยู่รอบตัวเรามานานมาก เหมือนเพื่อนบ้านที่รู้จักกันมายาวนาน คนรุ่นพ่อแม่เราคุ้นเคยกับคำว่า ฝากเนื้อฝากตัว หรือการมีคนคอยดูแล ซึ่งถ้าจะให้อธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด ระบบนี้ก็คล้ายกับเครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีคนสองฝ่ายมาเจอกัน ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้มีบารมี มีทรัพยากร หรือมีอำนาจ ส่วนอีกฝ่ายเป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นทุนทรัพย์ โอกาสในหน้าที่การงาน หรือความเดือดร้อนบางอย่างที่อยากให้คนที่มีบารมีช่วยเคลียร์ให้

หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์แบบนี้คือคำว่า ต่างตอบแทน มันไม่ใช่เรื่องของความรักหรือความเมตตาที่ให้กันเปล่าๆ แต่มันคือการแลกเปลี่ยน ผู้มีบารมีหรือที่หลายคนเรียกกันว่า เจ้าพ่อ หรือ ผู้ใหญ่ใจดี ก็จะได้ฐานเสียง ได้ความจงรักภักดี และได้เครือข่ายคนไปหนุนหลังเวลาต้องการทำอะไรสักอย่าง ส่วนผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือก็จะได้สิ่งที่ตัวเองขาดไป เรียกว่าเป็นการพึ่งพากันไปมาจนกลายเป็นระเบียบปฏิบัติที่ฝังรากลึกในโครงสร้างสังคมของเรา

เราลองมองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ใกล้ตัว ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการไปช่วยงานแต่ง งานศพ การส่งซองทำบุญ หรือการช่วยหางานให้ลูกหลาน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ระดับการอนุมัติโครงการหรือการอนุมัติงบประมาณ ทุกอย่างมักจะมีเรื่องของความเกรงใจและการตอบแทนน้ำใจพ่วงมาด้วย พอนานวันเข้ามันก็กลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองที่คนในพื้นที่รู้สึกว่า ถ้าไม่เลือกฝั่งนี้ ก็อาจจะเข้าถึงทรัพยากรตรงนั้นไม่ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันสร้างความเหลื่อมล้ำโดยไม่รู้ตัว เพราะคนที่มีสายป่านยาวกว่าหรือเข้าถึงตัวผู้มีอำนาจได้ไวกว่า ก็มักจะได้รับโอกาสมากกว่าคนธรรมดาที่ไม่ได้รู้จักใคร

ข้อเสียที่น่ากังวลที่สุดคือการที่สังคมเราเริ่มมองความสัมพันธ์แบบนี้ว่าเป็นเรื่องปกติ จนบางครั้งเราลืมไปว่าสิทธิขั้นพื้นฐานหรือบริการสาธารณะที่ควรได้รับอย่างเท่าเทียม อาจถูกหยิบมาอ้างว่าเป็นบุญคุณที่ผู้มีอำนาจหยิบยื่นให้ แทนที่จะเป็นหน้าที่ของรัฐหรือกลไกของแผ่นดินที่ควรดูแลประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง มันทำให้เกิดวัฒนธรรมการเลือกปฏิบัติและทำให้ระบบตรวจสอบทำงานได้ยากขึ้น เพราะเมื่อมีความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยว ทุกอย่างก็มักจะถูกทำให้กลายเป็นเรื่องลุแก่ความเกรงใจแทนที่จะเป็นเรื่องของความถูกต้อง

การเมืองแบบอุปถัมภ์ไม่ได้หายไปไหนง่ายๆ เพราะมันฝังตัวแน่นอยู่ในความรู้สึกว่า เราต้องมีคนช่วยดูแลถึงจะอยู่รอด แต่โลกวันนี้กำลังเปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า ทำไมเราต้องฝากชีวิตไว้กับคนบางคน ทำไมเราไม่สร้างระบบที่ทุกคนยืนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องไปคอยก้มหัวพึ่งพาใคร การเปลี่ยนมุมมองความสัมพันธ์จากระบบอุปถัมภ์มาเป็นระบบที่ให้ค่ากับกติกาและความเท่าเทียม อาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่ก็น่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน

เนื้อหาโดย: nantana
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
nantana's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 21 ครั้ง
เขียนโดย nantana
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
นิ้วกลางเป็นภาษาสากลจริงไหมความหิวเป็นเหตุ!! หนุ่มหยิบครีมหมักผมที่เมียทิ้งไว้ในตู้เย็นมากิน เพราะคิดว่าเป็นไอศกรีม เกือบสิ้นชื่อ 😌10 หมู่บ้านร้างในประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนอาศัย แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้างสวนสนุกในตำนานของไทย ที่ถูกยกให้เป็นสถานที่น่ากลัวมาจนถึงปัจจุบันเลขมงคล หวยงวด 1 สิงหาคม 2569 ถอดรหัสชุดเลข 2 ตัว 3 ตัววันเสาร์มหาโชคสูตรคำนวณหาแนวทาง งวด 1/8/69ทำไมเครื่องหมายดอลลาร์ถึงใช้ตัว S? ไม่เป็นตัว D?10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำเจลาโตกับไอศครีมต่างกันอย่างไร?4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุดมหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ10 สัตว์ที่มีอวัยวะเพศยาวที่สุดในโลก อันดับหนึ่งยาวกว่าความสูงของคนทั้งตัว
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
การตลาดแบบข่าวแย่ ๆ ทำไมยิ่งโดนด่า บางแบรนด์ยิ่งดัง?เจลาโต้มีต้นกำเนิดที่ไหน? รู้จักไอศกรีมสไตล์อิตาเลียนที่ครองใจคนทั่วโลกทำไมไก่ถึงรู้ว่าเช้าแล้ว? ความจริงที่ไม่ได้เป็นเพราะเห็นพระอาทิตย์ก่อนใครทำไมเหรียญมีกลิ่นติดมือ
ตั้งกระทู้ใหม่