กินอาหารวันละมื้อเดียวของนักธุรกิจระดับโลกช่วยประหยัดเวลาหรือส่งผลเสียต่อร่างกายกันแน่
ช่วงนี้เห็นกระแสข่าวเกี่ยวกับแนวทางการใช้ชีวิตของนักธุรกิจและเศรษฐีระดับโลกหลายคนที่ออกมายอมรับว่าตัวเองเลือกกินอาหารเพียงแค่วันละมื้อเดียว บางคนทำเพื่อลดเวลาในการขบคิดเรื่องเมนูอาหารในแต่ละวัน บางคนบอกว่าช่วยให้สมองปลอดโปร่งโฟกัสงานได้นานขึ้น
อ่านแล้วก็ชวนให้สงสัยเหมือนกันว่าการใช้ชีวิตรูปแบบนี้มันกลายเป็นเทรนด์ที่น่าทำตามหรือเป็นแค่เรื่องเฉพาะบุคคลกันแน่ หลายคนที่พอเห็นข่าวแบบนี้ก็เกิดความสนใจเพราะชีวิตคนทำงานในยุคนี้ดูเหมือนเวลาจะน้อยลงไปทุกที การต้องตัดสินใจเลือกอาหารเช้า กลางวัน
เย็น กลายเป็นภาระทางความคิดที่บางครั้งก็ดูสิ้นเปลืองพลังงานสมองโดยใช่เหตุ หากใครคนไหนสามารถตัดวงจรนี้ออกไปได้ก็ดูเหมือนว่าจะมีเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นได้อีกเยอะเลยทีเดียว ซึ่งคนที่เลือกใช้ชีวิตแบบนี้มักให้เหตุผลว่าการกินวันละครั้งช่วยลดอาการง่วงนอน
ช่วงบ่ายเพราะไม่ต้องรับมือกับความง่วงที่เกิดจากการกินมื้อเที่ยงหนักๆ ทำให้พวกเขาสามารถทำงานต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้นโดยไม่มีการพะวงเรื่องความหิวหรือเวลาพักเที่ยง เรื่องนี้มองได้หลายมุมเหมือนกัน ฝ่ายที่สนับสนุนก็มักจะยกเรื่องความชัดเจนของสมาธิและการ
จัดการเวลามาเป็นตัวตั้ง ถือว่าเป็นการฝึกวินัยและลดตัวแปรที่ทำให้เสียเวลาในแต่ละวันลงได้จริง ในทางกลับกันก็มีกลุ่มคนที่มองว่าร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำแบบนั้นตลอดเวลา การอดอาหารเป็นเวลานานเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึง
สภาวะอารมณ์ที่อาจจะเหวี่ยงหรือหงุดหงิดง่ายขึ้น ถ้าไม่ได้เตรียมตัวหรือปรับสภาพร่างกายให้ชินก่อน กลุ่มนี้อาจจะมองว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนหนึ่งคนอาจไม่ได้ผลดีกับอีกคนก็ได้ นักโภชนาการเองก็มีความเห็นที่น่าสนใจว่าการกินอาหารมื้อเดียวต้องอาศัยการ
วางแผนสารอาหารที่เข้มข้นมาก เพราะถ้าร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนจากการกินแค่ครั้งเดียว ผลที่ตามมาในระยะยาวก็อาจจะมีปัญหาด้านสุขภาพอย่างอื่นแทนที่ความสะดวกสบายที่ได้รับมา ซึ่งหลายคนที่ลองทำดูจริงๆ ก็พบว่าช่วงแรกนั้นทรมานมาก ทั้งอาการวิงเวียน
ศีรษะหรือน้ำตาลตก หากใครไม่ได้ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็อาจจะเห็นผลเสียชัดกว่าผลดี สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีตารางงานแน่นเอี๊ยดเหมือนผู้บริหารเหล่านั้น การกินมื้อเดียวอาจไม่ใช่ทางเลือกที่จำเป็นนัก เราอาจจะใช้วิธีอื่นในการประหยัดเวลาการตัดสินใจเรื่อง
อาหาร เช่น การวางแผนเมนูอาหารล่วงหน้าทั้งสัปดาห์หรือการเตรียมวัตถุดิบไว้ก่อน ซึ่งก็น่าจะช่วยลดภาระทางความคิดได้พอๆ กันโดยที่ไม่ต้องทรมานร่างกายจนเกินไป เรื่องนี้คงไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าแบบไหนถูกหรือผิด เพราะสุดท้ายแล้วเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนไม่
เท่ากัน แรงกดดันในการทำงานก็ต่างกัน การลองสังเกตตัวเองว่าร่างกายรับไหวไหมและผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มกับความเหนื่อยล้าที่ต้องแบกรับหรือเปล่า น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับตัวเรามากกว่าการเดินตามรอยใครเพียงเพราะเขาเป็นคนดังหรือนักธุรกิจที่ประสบความ
สำเร็จ ลองแลกเปลี่ยนมุมมองกันดูได้ครับว่าสำหรับคนทำงานอย่างเราๆ แล้วถ้าให้เลือก จะยอมแลกสุขภาพหรือความสบายเพื่อให้ได้เวลาคืนมาสักชั่วโมงในแต่ละวันหรือเปล่า
ปฏิทินจีนเทียบปฏิทินไอ้ไข่ งวด 1 ต.ค. 2569 เลขไหนน่าสนใจ
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
จากยาพิษโบราณสู่อาณาจักรหมื่นล้าน: มหากาพย์ “อัลมอนด์” พืชเศรษฐกิจที่สร้างแคลิฟอร์เนีย
5 คณะที่เรียนจบมาแล้ว มีอาชีพรองรับมากกว่าที่คิด
สรุปข้อดี-ข้อเสีย การทำสัญญาจ้างงานแบบ Freelance
คุณนุชออกโรงชี้แจง ปมมีภาพถ่ายร่วมสัมภาษณ์ “หนุ่ม กรรชัย” ยอมรับผิด พร้อมขอโทษทุกฝ่าย
รู้หรือไม่? เปิดรายได้พนักงานส่งพัสดุของแต่ละแอป วันหนึ่งได้เท่าไร
ชานมไข่มุกแพ้ เปิด น้ำมะนาวฟัก เครื่องดื่มไต้หวันที่ต่างชาติลองแล้วติดใจ
5 เมนูอาหารไทยโบราณที่หาทานยาก ชื่อคุ้นหู แต่คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยชิม
โรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดในไทย
5 ต้นไม้มงคลยอดฮิต เสริมโชคและแต่งบ้านได้
มัดรวมจับเลขชน สัตว์นำโชค 1 ตุลาคม 2569
เปิด 5 สินค้าส่งออกของลาวที่คนไทยอาจคาดไม่ถึง หนึ่งในนั้นทำเงินเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์
AI กำลังเปลี่ยนตลาดงาน เปิด 5 สาขามหาวิทยาลัยที่ไทยต้องการบุคลากรในอีก 5 ปี



