หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ไขข้อข้องใจทําไมเส้นเลือดใต้ผิวหนังถึงดูเป็นสีฟ้า

เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง

หลายคนคงเคยสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างในขณะที่ลองมองดูที่ข้อมือหรือหลังมือ เราจะเห็นแนวยาวที่เป็นเส้นสีเขียวอมฟ้าพาดผ่านใต้ผิวหนังอย่างชัดเจน

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเราก็ทราบกันดีว่าเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเรานั้นมีสีแดงสดเมื่อได้รับออกซิเจน และมีสีแดงคล้ําเมื่อออกซิเจนต่ํา หลายคนจึงเกิดความสงสัยว่าความสีฟ้าที่เห็นนั้นมาจากไหน

หรือเป็นเพราะเลือดในเส้นเลือดดําของเราเป็นสีฟ้าจริงๆ หรือเปล่า วันนี้เราจะมาไขปริศนานี้กันด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เข้าใจง่ายเพื่อล้างความเข้าใจผิดเดิมๆ ที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินมานาน

ความจริงประการแรกคือเลือดในร่างกายมนุษย์ไม่มีวันเปลี่ยนเป็นสีฟ้าไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดแดงที่นําเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงส่วนต่างๆ หรือหลอดเลือดดําที่นําเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ

เลือดทั้งหมดมีความเป็นสีแดงเสมอ ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือระดับความเข้มของสีที่เกิดจากการจับตัวของออกซิเจนกับเม็ดเลือดแดง หากเลือดมีออกซิเจนสูงจะมีสีแดงสด และหากเลือดมีออกซิเจนต่ําจะมีสีแดงเข้มจนเกือบดํา

แต่ไม่ว่าจะเป็นเลือดแบบไหนก็ไม่เคยปรากฏเป็นสีฟ้าในสถานะปกติของร่างกายมนุษย์

ปรากฏการณ์ที่เรามองเห็นเส้นเลือดเป็นสีฟ้าเกิดจากการทํางานของแสงที่ตกกระทบลงบนผิวหนังของเรา แสงสีที่เรามองเห็นในชีวิตประจําวันคือแสงขาวซึ่งประกอบด้วยแสงหลายความยาวคลื่นรวมกัน เมื่อแสงเดินทางผ่านผิวหนังของเราลงไป

มันจะถูกดูดซับและกระเจิงออกในทิศทางที่ต่างกัน แสงสีแดงมีความยาวคลื่นที่ยาวกว่าจึงสามารถทะลุทะลวงผ่านผิวหนังและชั้นไขมันลงไปได้ลึกกว่าและถูกหลอดเลือดดูดซับไปได้มากกว่า

ในขณะที่แสงสีฟ้ามีความยาวคลื่นสั้นกว่าและมีพลังงานสูงกว่า ทําให้มันไม่สามารถเดินทางผ่านผิวหนังลงไปได้ลึกเท่ากับแสงสีแดง

แสงสีฟ้าส่วนใหญ่จะถูกชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือหลอดเลือดสะท้อนกลับขึ้นมาสู่ดวงตาของเราได้ดีกว่าแสงสีอื่น เมื่อดวงตาของเรารับภาพนั้นเข้ามา สมองจึงแปลผลว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นสีฟ้าหรือเขียวอมฟ้า

ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือสีแดงของเลือดที่อยู่ลึกลงไปภายใต้ชั้นเนื้อเยื่อที่ทําหน้าที่เป็นตัวกรองแสงตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องความแตกต่างของระดับสีผิวแต่ละบุคคล

หากคนที่มีผิวขาวมากจะเห็นเส้นเลือดได้ชัดเจนและมีโทนสีที่ต่างออกไปเมื่อเทียบกับคนที่มีเม็ดสีผิวเข้มกว่า

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนตอกย้ําให้เห็นว่าการรับรู้เรื่องสีของเราถูกกําหนดโดยการกระเจิงของแสงมากกว่าสีที่แท้จริงของสิ่งที่อยู่ด้านใน

การมองเห็นสีของเส้นเลือดจึงเป็นเพียงเรื่องของทัศนศาสตร์หรือการเดินทางของแสงผ่านเนื้อเยื่อที่บังเอิญทําให้ภาพที่ตาของเราเห็นมีความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงทางชีวภาพ

เมื่อรู้แบบนี้แล้วเราก็สามารถคลายความสงสัยได้ว่าร่างกายของเราไม่ได้มีความผิดปกติแต่อย่างใด และสีฟ้าที่เราเห็นก็ถือเป็นเรื่องปกติทางกายภาพที่เกิดขึ้นในเชิงแสงล้วนๆ

ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในระบบไหลเวียนโลหิตของเราแต่อย่างใด นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าบางครั้งดวงตาของเราก็อาจจะหลอกให้เราเข้าใจผิดได้หากไม่ได้นําความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาช่วยวิเคราะห์และทําความเข้าใจ

ให้ถูกต้อง

เนื้อหาโดย: วัน ๆ หาแต่เรื่อง
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
วัน ๆ หาแต่เรื่อง's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 14 ครั้ง
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
กดให้คะแนน หรือกดติดตาม เพื่อเป็นกำลังใจและไม่พลาดบทความใหม่ทุกวัน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เมืองที่หนาวที่สุดในโลกมารู้จัก “ตะขบยักษ์” ผลไม้พื้นบ้านลูกโต รสหวาน ปลูกง่ายย้อนรอยประวัติศาสตร์ ทุ่งนาบางกะปิสู่ย่านธุรกิจสําคัญ10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำเหรียญ 10 มูลค่า 1 ล้านบาทผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า "ปี 2027 จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์"5 อันดับของสะสมแปลก ๆ ของธรรมดาที่บางชิ้นมีมูลค่าพุ่งถึงหลักล้าน!ทำไม "ทรายจากทะเลทราย" ถึงเอามาสร้างตึกสร้างบ้านไม่ได้108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียงสืบอ่าวลึกบุกล็อกหนุ่มค้ายาคาบ้าน ยึดยาบ้า-ถุงแบ่งขายเพียบ ส่งดำเนินคดี4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุดเมืองโทรอนโตเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดในโลก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สุขภาพ
การออกกำลังกาย: กุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่แข็งแรงและชีวิตที่มีความสุขทําไมหน้ากากอนามัยต้องมีสีฟ้าอยู่ด้านนอกและสีขาวอยู่ด้านในทำไมแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อจึงนิยมใช้ความเข้มข้น 70%จากหลอดฉีดยาแก้วสู่แบบใช้ครั้งเดียว จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการแพทย์
ตั้งกระทู้ใหม่