ขากอม หรือขาโก่ง เกิดจากอะไร?
คำว่า “ขากอม” เป็นคำเรียกทั่วไปที่หมายถึง ขาโก่ง หรือภาวะที่ขาทั้งสองข้างโค้งออกด้านนอก (Bow Legs หรือ Genu Varum) สังเกตได้จากเมื่อยืนเท้าชิดกันแล้ว หัวเข่าทั้งสองข้างยังไม่แตะกัน
ภาวะนี้พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากกระดูกขายังเจริญไม่เต็มที่ เด็กส่วนใหญ่ขาจะค่อย ๆ กลับมาตรงขึ้นเองเมื่ออายุประมาณ 2–3 ปี โดยไม่ต้องรักษา
อย่างไรก็ตาม หากอายุเกิน 3 ปีแล้วขายังโก่งมากขึ้น โก่งเพียงข้างเดียว หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
ขากอมเกิดจากอะไร?
ขากอมในเด็กอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามวัย แต่บางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของกระดูก เช่น
- การขาดวิตามินดีและแคลเซียมจนเกิดโรคกระดูกอ่อน (Rickets)
- ความผิดปกติของแผ่นเจริญกระดูก
- โรคแบลันต์ (Blount disease)
- การบาดเจ็บของกระดูก
- โรคทางพันธุกรรมบางชนิด
นอกจากนี้ เด็กที่มีน้ำหนักตัวมากตั้งแต่อายุน้อยอาจมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของแนวกระดูกขาเพิ่มขึ้นได้
โรคแบลันต์เป็นความผิดปกติบริเวณแผ่นเจริญกระดูกส่วนบนของกระดูกหน้าแข้ง ลักษณะขาโก่งอาจดูคล้ายภาวะตามวัยในช่วงแรก แต่มีแนวโน้มโก่งมากขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น ส่วนโรคกระดูกอ่อนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูก เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส หรือวิตามินดี จึงจำเป็นต้องให้แพทย์ตรวจแยกสาเหตุ ไม่ควรซื้อวิตามินหรือแคลเซียมให้เด็กรับประทานเพื่อรักษาเอง
อาการแบบไหนควรพาไปตรวจ?
ผู้ปกครองอาจสังเกตแนวขาของเด็กขณะยืนและเดินบนพื้นราบ โดยไม่ต้องฝืนดัดขา สัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์ ได้แก่
- อายุเกิน 3 ปีแล้วขายังโก่งชัดหรือโก่งมากขึ้น
- ขาโก่งเพียงข้างเดียว หรือสองข้างโก่งไม่เท่ากัน
- เดินกางขา เดินไม่มั่นคง หรือสะดุดล้มบ่อยผิดสังเกต
- มีอาการปวดเข่า ปวดข้อเท้า หรือเมื่อยขา
- รูปร่างของขาเปลี่ยนแปลงเร็ว
- ผู้ปกครองกังวลว่าแนวขาหรือการเดินของเด็กต่างจากเด็กวัยเดียวกันอย่างชัดเจน
เด็กเล็กที่มีขาโก่งตามพัฒนาการมักไม่มีอาการปวด และยังสามารถเดินหรือเคลื่อนไหวได้ตามวัย แต่ไม่ควรใช้เพียงการมองจากภาพถ่ายหรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นเพื่อวินิจฉัย เพราะรูปร่างและจังหวะพัฒนาการของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน
หากปล่อยไว้นานจะเกิดอะไรขึ้น?
หากเป็นขาโก่งจากพัฒนาการตามวัย แนวขามักค่อย ๆ ดีขึ้นเอง แต่ถ้าเกิดจากโรคและไม่ได้รับการดูแล แนวการรับน้ำหนักของข้อเข่าอาจผิดปกติ
เมื่อโตขึ้น เด็กอาจมีอาการปวดเข่า ปวดข้อเท้า หรือเมื่อยขาได้ ความผิดปกติที่คงอยู่นานอาจเพิ่มแรงกดต่อข้อบางส่วน ทำให้กระดูกอ่อนข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อมในอนาคต
แพทย์ตรวจและรักษาอย่างไร?
แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินแนวกระดูกขณะเด็กยืนหรือเดิน ในบางรายอาจต้องเอกซเรย์เพื่อดูแนวกระดูกและประเมินความรุนแรง
หากเป็นภาวะขาโก่งตามพัฒนาการ มักใช้วิธีติดตามอาการเป็นระยะ เพราะส่วนใหญ่สามารถดีขึ้นเองได้โดยไม่ต้องรักษา
หากเกิดจากโรคกระดูกอ่อน แพทย์จะรักษาตามสาเหตุและแก้ไขภาวะขาดวิตามินดีหรือแคลเซียม ส่วนกรณีที่กระดูกโก่งมากหรือมีโรคที่ส่งผลต่อการเจริญของกระดูก อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์พยุงขาหรือผ่าตัดจัดแนวกระดูกเมื่อมีข้อบ่งชี้
ไม่ควรดัดขาหรือนวดแรง ๆ
ผู้ปกครองไม่ควรดัดขา นวดแรง ๆ ใช้อุปกรณ์รัดขาเอง หรือใช้ยาพื้นบ้านรักษา เพราะวิธีเหล่านี้ไม่ช่วยให้กระดูกกลับมาตรง และอาจทำให้เด็กเจ็บหรือได้รับบาดเจ็บ
สิ่งสำคัญคือสังเกตว่าแนวขาค่อย ๆ ดีขึ้นตามวัยหรือไม่ หากขายังโก่งหลังอายุ 3 ปี โก่งไม่เท่ากัน หรือมีอาการปวดและเดินผิดปกติ ควรพาเด็กไปตรวจ การประเมินตั้งแต่เริ่มพบความผิดปกติจะช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลได้เหมาะสม และลดโอกาสเกิดปัญหากับข้อเข่าและการเดินในอนาคตค่ะ
อ้างอิงเพิ่มเติม:
ประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก
AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ก.ย.69
อำเภอที่เสี่ยงพบทุ่นระเบิดมากที่สุด อันดับที่หนึ่งของประเทศไทย
ร้านค้าควรรับมืออย่างไรเมื่อโครงการก่อสร้างบังทางเข้า
ความลับใต้สายน้ำ: ทำไม “สมบัติทองคำ” ใต้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่มีใครแตะต้องได้
เปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสน
EV Bus ฟรีในลำพูนช่วยลดค่าน้ำมันได้เท่าไร
ทำไมสายเดี่ยวหลุดไหล่จึงดูมีเสน่ห์แบบไม่ตั้งใจ
ทำไมฟองนมติดปากถึงเป็นโมเมนต์ที่น่ามอง
มีแฟนแล้วทำไมยังอยากช่วยตัวเอง
เห็นทุกครั้งแต่แทบไม่เคยสนใจ หลักกิโลเมตรข้างถนนมีไว้ทำอะไร
ทำไมท่าจับจี้สร้อยคอจึงดึงดูดสายตา
ประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก






