วิธีอ่านพงศาวดารไทยให้สนุก ถอดรหัสไดอารี่การเมืองของชนชั้นนำผู้ชนะ
เวลาคนเราพูดถึงคำว่าพงศาวดาร ภาพในหัวของหลายคนมักจะเป็นหนังสือปกแข็งหนาเตอะ วางฝุ่นเกาะอยู่ในมุมลึกสุดของห้องสมุดโรงเรียน พร้อมด้วยภาษาโบราณที่อ่านแล้วต้องกำพาราเซตามอลไว้ในมือแน่นๆ แถมยังถูกจับยัดใส่สมองให้ท่องจำปีพ.ศ.กับชื่อพระมหากษัตริย์ยาวเหยียดเพื่อไปกากบาทในห้องสอบ พอโตมาหน่อยถึงเพิ่งรู้ว่าไอ้ที่ท่องๆ ไปนั้น บางทีมันก็ไม่ได้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือบางเรื่องก็เว่อร์วังอลังการจนนึกว่ากำลังอ่านนิยายแฟนตาซีภาคต่อ
พงศาวดารคืออะไรกันแน่ เอาภาษาชาวบ้านเลยนะ มันคือสมุดไดอารี่ของชนชั้นนำ เป็นบันทึกความทรงจำแบบออฟฟิเชียลที่คนชนะเป็นคนเขียน หรืออย่างน้อยก็เป็นคนสั่งให้เขียน ดังนั้นเวลาเราเปิดอ่าน เรากำลังอ่านเวอร์ชั่นที่ถูกคัดกรองมาแล้วว่าคนฝั่งเราคือพระเอกสุดหล่อ ส่วนอีกฝั่งคือตัวร้ายที่ชั่วช้าเลวทรามแบบหาที่ติไม่ได้ มันไม่มีหรอกไอ้ความเทาๆ แบบมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ฝั่งเราทำอะไรก็ดูมีเหตุผล มีบุญญาธิการ ฟ้าดินเป็นใจ ฝนตกก็ตกให้ถูกที่ ฟ้าผ่าก็ผ่าใส่ศัตรู ส่วนฝั่งนู้นทำอะไรก็ผิดผี เป็นกาลกิณีไปซะหมด
วิธีอ่านให้สนุกคือต้องถอดแว่นตาแห่งความเชื่อมั่นในความจริงแท้ออกก่อน แล้วใส่แว่นตาของการเป็นนักจับผิดแบบเนียนๆ แทน เวลาเจอท่อนที่บอกว่ากษัตริย์องค์นี้มีบุญญาธิการมาก ตอนเกิดมามีแผ่นดินไหว ท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ หรือมีของวิเศษโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน ให้เราอมยิ้มมุมปากแล้วคิดซะว่านี่คือการทำพีอาร์ยุคโบราณ สมัยนั้นไม่มีโซเชียลมีเดีย ไม่มีแฮชแท็กให้ปั่นเทรนด์ การจะบอกเล่าความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์ มันก็ต้องพึ่งอภินิหารนี่แหละ ยิ่งอลังการเท่าไหร่ คนก็ยิ่งเกรงขามเท่านั้น
พอเราเริ่มมองเห็นความพยายามในการสร้างความชอบธรรม เราจะเริ่มสนุกกับการจับโป๊ะ บางทีอ่านๆ ไปเจอการบรรยายว่ากษัตริย์องค์ก่อนหน้าซึ่งเพิ่งถูกโค่นล้มไปนั้น เป็นคนติดเหล้าเมายา ไม่สนการบ้านการเมือง ทำร้ายประชาชนสารพัด แหม พออ่านปุ๊บก็รู้ปั๊บเลยว่าคนเขียนกำลังจะบอกอะไร เขาแค่กำลังบอกว่าการรัฐประหารหรือการยึดอำนาจที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นเป็นการทำเพื่อชาติบ้านเมือง เป็นการกวาดล้างคนชั่ว เพื่อเชิดชูคนดีขึ้นมาแทน พล็อตเรื่องคุ้นๆ ไหม เหมือนละครหลังข่าวที่เราดูกันทุกวันเป๊ะ ตัวร้ายต้องเลวบริสุทธิ์ พระเอกจะได้มีความชอบธรรมในการจัดการ
นอกจากเรื่องการเมืองในราชสำนักแล้ว พงศาวดารยังซ่อนความตลกร้ายของการทำสงครามไว้ด้วย เวลากองทัพฝ่ายเราไปตีเมืองอื่น มักจะใช้คำว่าไปปราบปรามความกระด้างกระเดื่อง ไปสั่งสอนให้รู้สำนึก แต่พอฝ่ายอื่นมาตีเมืองเราบ้าง เราจะใช้คำว่าพวกมันมารุกราน มาทำลายความสงบสุข ภาษาที่ใช้มันสะท้อนให้เห็นเลยว่าคนเขียนกำลังยืนอยู่ฝั่งไหนและอยากให้คนอ่านรู้สึกยังไง มันเป็นการเล่นกับคำแบบมีชั้นเชิง ยิ่งถ้าอ่านเทียบกับบันทึกของฝั่งศัตรูในเหตุการณ์เดียวกันนะ รับรองว่าบันเทิง เพราะเรื่องเดียวกันแท้ๆ แต่เล่ากันไปคนละทิศคนละทาง เหมือนผัวเมียทะเลาะกันแล้วไปเล่าให้เพื่อนฟัง
ความตลกอีกอย่างคือเรื่องจำนวนทหารและเวลา ฝ่ายเรามีทหารหลักหมื่น ฝ่ายศัตรูมาเป็นแสนเป็นล้าน เอาจริงๆ นะ สมัยนั้นประชากรทั้งภูมิภาคนี้รวมกันยังไม่รู้จะถึงล้านหรือเปล่า การเกณฑ์คนมาเป็นแสนเป็นล้านนี่มันต้องใช้เสบียงอาหารมหาศาลขนาดไหน การเดินทางผ่านป่าดงดิบสมัยก่อนไม่ใช่เรื่องง่าย แค่ไข้ป่ากินก็ตายไปครึ่งกองทัพแล้ว ตัวเลขพวกนี้มันคือการข่มขวัญ คือการบอกว่าศัตรูยิ่งใหญ่มากนะ แต่ฝ่ายเราเก่งกว่า ชนะมาได้ด้วยความสามารถและบุญบารมีล้วนๆ เวลาเจอตัวเลขเวอร์ๆ ให้หารสิบหรือหารร้อยไปเลยเพื่อความสมจริง
พงศาวดารไม่ใช่บันทึกทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว แต่มันเป็นงานวรรณกรรมที่มีจุดประสงค์ทางการเมืองซ่อนอยู่เต็มไปหมด มันคือการเขียนอดีตเพื่อรับใช้ปัจจุบันของคนเขียน การหยิบมันมาอ่านในฐานะหนังสือประวัติศาสตร์เพียงมิติเดียวจึงเป็นการทำร้ายตัวเองอย่างรุนแรง เราต้องอ่านมันในฐานะวรรณกรรมการเมืองที่สะท้อนความคิด ความกลัว และความทะเยอทะยานของคนในยุคนั้น
การอ่านพงศาวดารให้สนุกคือการเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนเขียน พยายามเดาว่าเขาเขียนประโยคนี้ขึ้นมาทำไม เขาต้องการเอาใจใคร หรือเขากำลังกลัวอะไรอยู่ ทำไมบางเรื่องถึงถูกขยายความซะยืดยาว แต่บางเรื่องที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญกลับเขียนสั้นๆ แค่สองสามบรรทัด การเว้นช่องว่างเหล่านี้แหละคือพื้นที่ให้คนอ่านยุคหลังได้ใช้จินตนาการและการวิเคราะห์มาเติมเต็ม อ่านไปตั้งคำถามไป สนุกกว่าการท่องจำเพื่อไปสอบเป็นไหนๆ
ลองคิดตามดูสิว่า ถ้าเราเป็นนักเขียนในยุคที่ไม่มีสิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์ผู้มีอำนาจ การจะบ่นเรื่องสภาพสังคมหรือการเมืองก็ต้องใช้การเขียนเลียบๆ เคียงๆ ใช้เรื่องราวของคนอื่นมาเล่าแทน บางทีการบรรยายความโหดร้ายของศัตรู อาจจะเป็นการแอบด่าคนใกล้ตัวแบบเนียนๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้ ความสนุกมันอยู่ตรงที่เราได้สวมบทบาทเป็นนักสืบ คอยแกะรอยหาเจตนาที่ซ่อนอยู่หลังตัวอักษรโบราณพวกนี้
พงศาวดารคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน มนุษย์ก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการแย่งชิงอำนาจ การสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง และการด้อยค่าคู่แข่ง เรื่องราวในอดีตมันก็วนลูปกลับมาให้เห็นในรูปแบบใหม่ๆ เสมอ แค่เปลี่ยนหน้าตาตัวละคร เปลี่ยนฉากหลัง แต่พล็อตเรื่องหลักก็ยังเหมือนเดิม การอ่านพงศาวดารแบบรู้เท่าทัน จึงเป็นการติดอาวุธทางความคิดที่ดีเยี่ยม ทำให้เราไม่หลงเชื่อเรื่องราวที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาง่ายๆ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะถูกเล่าโดยคนโบราณ หรือคนที่กำลังนั่งแถลงข่าวผ่านจอทีวีในตอนนี้
ไฟป่าในสเปนคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 12 ราย และมีผู้สูญหายอีก 23 ราย!
หมู่บ้านที่แปลกที่สุดในโลก! ถนนเส้นเดียวทอดยาวกว่า 9 กิโลเมตร
จังหวัดที่เลี้ยงไก่มากที่สุด มีจำนวนไก่มากเป็นอันดับหนึ่งของไทย
10 อันดับคณะหมอลำที่ดังที่สุดในประเทศไทย พร้อมค่าจ้างโดยประมาณ
เมืองที่ไม่เคยมีกลางวันเลย จริงหรือไม่?
เจาะลึกเลขอัญเชิญ "ท้าวเวสสุวรรณ" และศาสตร์เกณฑ์เลขมหาเทพผู้พิทักษ์ขุมทรัพย์ งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
ปรงภูเขา ไม้ดึกดำบรรพ์กลางป่า พืชโบราณที่ควรชมแต่ไม่ควรแตะ
ทำไม “คนโสด” จึงกลายเป็นตลาดใหญ่ที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้
10 รถจักรยานยนต์ยอดนิยมยุค 90 ที่คนไทยยังจำได้
เปิดสถิติเลขท้าย 2 ตัว/3 ตัว ที่ออกบ่อยที่สุดในรอบ 10 ปี
5 ประเทศอาเซียนที่มีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุด ประเทศไหนอยู่อันดับ 1
5 ผลไม้ป่าหายากของไทยหลายชนิดเป็นผลไม้โบราณที่ออกผลเพียงปีละครั้ง
คืนที่คนกว่า 2 ล้านคนนัดกัน "บุก Area 51" — จากมุกใน Facebook สู่เหตุการณ์ระดับโลก...สุดท้ายเกิดอะไรขึ้น?
กยศ.เผย 10 อันดับ “ลูกหนี้ดีเด่น” สถานศึกษาที่มีอัตราชำระหนี้ดีที่สุดของประเทศ
เมืองที่ไม่เคยมีกลางวันเลย จริงหรือไม่?
จังหวัดที่เลี้ยงไก่มากที่สุด มีจำนวนไก่มากเป็นอันดับหนึ่งของไทย
ไฟป่าในสเปนคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 12 ราย และมีผู้สูญหายอีก 23 ราย!
เปิดย่อยธุรกิจ "ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ" ใกล้บ้านคุณ... ทำไมเปิดติดๆ กัน 3 ร้าน แต่ยังไม่เจ๊ง?
พุทราช็อกโกแลต VS พุทรานมสด ต่างกันอย่างไร? รู้จักพุทราสองสายพันธุ์ยอดนิยมที่กำลังมาแรง
ไขข้อข้องใจ... ทำไม "บันไดเลื่อน" ตามห้างต้องมีขนแปรงสีดำอยู่ข้างล่าง? ห้ามเอาเท้าไปขัดเล่นเด็ดขาด!
จังหวัดที่เลี้ยงไก่มากที่สุด มีจำนวนไก่มากเป็นอันดับหนึ่งของไทย
เมืองที่ไม่เคยมีกลางวันเลย จริงหรือไม่?