หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

คำสอนของบัฟเฟตต์

เขียนโดย machete007

 

เมื่อไม่นานมานี้ เซม เกด ซึ่งเป็นนักศึกษา MBA ที่กำลังจะจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์เจีย ได้มีโอกาสพาเพื่อนนักศึกษาเข้าพบและพูดคุยกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ และต่อไปนี้คือสาระบางส่วนของการตอบคำถามที่ถูกนำมาขึ้นในบล็อก (blog) ส่วนตัวของเขาที่เว็บไซต์ www.buffettspeak.blogspot.com

 

เซม : ทำไมคุณจึงซื้อ หุ้นเบิร์กไชร์ฮาทาเวย์ ซึ่งเป็นบริษัทสิ่งทอที่กำลังตกต่ำในปี พ.ศ. 2505

 

บัฟเฟตต์ : ราคาหุ้นในขณะนั้นอยู่ที่ 7/8 เหรียญ แต่บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียน 10–11 เหรียญต่อหุ้น ขณะเดียวกันถึงบริษัทจะขาดทุน แต่ก็ได้ทยอยปิดโรงงานจาก 12 แห่งเหลือเพียง 2 แห่ง ทำให้มีกระแสเงินสดออกมาใช้ได้มาก นี่เป็นกรณีของการลงทุนในบริษัทที่มีกิจการย่ำแย่แต่มีทรัพย์สินมาก ซึ่งถือเป็นการลงทุนแบบ “ก้นบุหรี่” ในช่วงแรกๆ ของการลงทุนของผม ต่อมาผมได้ซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มจนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และใช้มันเป็นบริษัทโฮลดิ้ง (holding) ถือหุ้นอื่นๆ มาจนถึงทุกวันนี้ที่หุ้นเบิร์กไชร์ฮาทาเวย์มีราคาหุ้นละหลายหมื่นเหรียญ และทำให้ผมกลายเป็นคนที่รวยเป็นอันดับสองของโลก

 

เซม : กรณีการซื้อหุ้นของ See' Candy ในปี พ.ศ. 2515 เป็นกรณีของการซื้อธุรกิจที่มียี่ห้อที่แข็งแกร่งของ See Candy ซึ่งขายลูกกวาดและช็อกโกแลต แล้วสามารถขึ้นราคาสินค้าได้บ่อยๆ โดยลูกค้าไม่หันไปซื้อยี่ห้ออื่น

 

บัฟเฟตต์ : เมื่อผมจะลงทุน ผมจะถามคำถามข้อหนึ่ง นั่นคือ “คุณจะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะสามารถขึ้นราคาสินค้าได้" และนี่คือกรณีแรกๆ ที่ผมเริ่มเปลี่ยนแนวการลงทุนจากแบบก้นบุหรี่มาเป็นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่มียี่ห้อโดดเด่น กิจการมีคุณภาพดีมาก ในราคาหุ้นที่ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับการลงทุนก่อนหน้านั้น

 

เซม : เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นอเมริกันมีหุ้นราคาต่ำกว่าพื้นฐานมากมาย คุณคิดว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นอีกไหม

 

บัฟเฟตต์ : โอกาสที่น่าสนใจมากๆ นั้น มาจากการสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์ว่า คนนั้นจะตกใจจนตัวสั่นด้วยความกลัวหรือตื่นเต้นด้วยความโลภ และสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับว่าพวกเขาจะมี IQ เท่าไร ตัวผมเองนั้นร่ำรวยขึ้นได้โดยการมองหากำไรที่แข็งแกร่งของบริษัท 50 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นเหตุการณ์เฉพาะ มันเป็นเพียงเรื่องของการฉกฉวยประโยชน์จากพฤติกรรมมนุษย์ มันเป็นเรื่องของคนที่มองหาโอกาส ขณะที่คนอื่นกำลังตื่นตกใจจากความกลัวหรือตื่นเต้นจากความโลภ

 

จากคำถามนี้ สรุปง่ายๆ น่าจะเป็นว่าบัฟเฟตต์มองว่ามีโอกาสในการทำกำไรมากมายจากตลาดหุ้น ซึ่งก็ยังมีอยู่เสมอ ถ้าเราสามารถแยกตัวเองออกมาจากอารมณ์ต่างๆ

 

เซม : เรื่องของการลงทุนในต่างประเทศนั้น คำถามคือ คุณสนใจสถานการณ์ของประเทศที่คุณจะลงทุนหรือไม่นอกจากเรื่องของบริษัทเอง

 

บัฟเฟตต์ : ผมสนใจคือตัวอย่างเมื่อสองสามปีก่อนที่ผมกำลังดูหุ้นพลังงาน 2 ตัวคือ PetroChina ของจีน กับ Yucos ของรัสเซีย ซึ่งผมเลือก PetroChina เพราะว่าราคาหุ้นตัวนี้ถูกมาก ทั้งบริษัทมีมูลค่าตลาดเพียง 35 พันล้านเหรียญ คือประมาณ 1 ใน 4 ของหุ้น Exxon แต่มีกำไรเท่ากับ 80% ของ Exxon แต่สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อก็คือ เมื่อผมอ่านรายงานประจำปี และพบว่าประธานบริษัทของ PetroChina สัญญาว่าจะจ่ายปันผล 45% ของกำไร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากในธุรกิจนี้ ถ้าเป็นในสหรัฐอเมริกา บริษัทควรมีมูลค่าตลาดถึง 85 พันล้านเหรียญ ดังนั้นผมเลือก Petro-China หลังจากนั้นในเดือนกรกฎาคม ก็ปรากฏว่าเจ้าของ Yucos ซึ่งเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในรัสเซีย ได้ถูกประธานาธิบดีวราดิเมียร์ ปูติน สั่งจับ โทษฐานที่ไปคิดแข่งกับวราดิเมียร์ ปูติน แล้วผมก็พบว่า PetroChina รักษาคำพูด โดยการจ่ายปันผล 45% แล้วคิดละเอียดเป็นทศนิยมหลายตำแหน่ง ในขณะที่ในรัสเซียนั้นสถานการณ์การเมืองย่ำแย่มาก

 

 

จากคำถามข้อนี้ บัฟเฟตต์ได้พูดถึงกลยุทธ์การเลือกการลงทุนในกิจการว่า เขาจะแบ่งบริษัทออกเป็น 3 กลุ่ม โดยจะมีถาดใส่เอกสาร 3 ใบ ใบแรกคือถาด In ซึ่งจะเป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจ มีอนาคตที่สดใส ใบที่สองคือถาด Out หรือบริษัทที่ไม่ดี ไม่น่าสนใจลงทุน และถาดที่สามคือ Too hard ซึ่งแปลว่ายากเกินไปที่เขาจะเข้าใจ ซึ่งในกลุ่มหลังนี้มีมากเสียจนเขาพูดเล่นๆ ว่าต้องมีถังขยะใบใหญ่ๆ เอาไว้ทิ้ง นั่นคือ เขาแนะนำว่า เราควรเลือกหุ้นลงทุนน้อยตัวมาก เช่น ในชีวิตนี้ควรคิดว่าเรามีโอกาสที่จะลงทุนในหุ้นเพียง 20 ตัว ซึ่งจะทำให้เราระมัดระวังและศึกษาอย่างละเอียดก่อนที่จะลงทุน

 

เซม : นอกจากความสามารถของผู้บริหารและเรื่องของการดูข้อมูลทางด้านการเงินแล้ว ปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจได้เร็วมากในการลงทุน

 

บัฟเฟตต์ : ผมมีเครื่องกรองในการลงทุน 4 ข้อ

เครื่องกรองที่ 1 : เราสามารถเข้าใจธุรกิจที่จะลงทุนไหม มันจะเป็นอย่างไรในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ยก ตัวอย่างเช่น Intel กับหมากฝรั่ง แต่ผมจะ ลงทุนเฉพาะในสิ่งที่ผมรู้จักดี เช่น โค้ก

เครื่องกรองที่ 2 : บริษัทมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน ที่ยั่งยืนหรือไม่ นั่นเป็นเหตุให้ผมไม่ซื้อ กิจการที่เป็นแฟชั่น เช่น ของเล่นเด็ก แต่ จะซื้อนํ้าอัดลมและหมากฝรั่งที่มียี่ห้อและมีความได้เปรียบที่คนอื่นแข่งไม่ได้

เครื่องกรองที่ 3 : บริษัทมีฝ่ายจัดการที่เราสามารถไว้วางใจได้หรือไม่

เครื่องกรองที่ 4 : ราคาหุ้นสมเหตุผลไหม

 

และนั่นก็คือความคิดเห็นบางส่วนที่บัฟเฟตต์พูดกับนักศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทําเป็นครั้งคราว และเป็นกลยุทธ์ที่ออกจากปากเขาเอง ดังนั้นมันจึงเป็นของแท้

 

__________________

เนื้อหาโดย: machete007
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
machete007's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 26 ครั้ง
เขียนโดย machete007
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: machete007
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
หมู่บ้านที่แปลกที่สุดในโลก! ถนนเส้นเดียวทอดยาวกว่า 9 กิโลเมตร“นักดำน้ำอิ่มตัว” อาชีพเสี่ยงตายใต้ทะเลลึก ที่แลกชีวิตกับรายได้หลักล้าน10 อันดับคณะหมอลำที่ดังที่สุดในประเทศไทย พร้อมค่าจ้างโดยประมาณ108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง10 ไม้เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศไทย พร้อมราคารับซื้อโดยประมาณ10 รถจักรยานยนต์ยอดนิยมยุค 90 ที่คนไทยยังจำได้อย่าเห็นแก่ของถูก! เผย 3 ลักษณะ "น้ำปลา" ที่ต้องหลีกเลี่ยงมนุษย์ถ้ำในอดีต วันหนึ่งทำอะไรกันบ้าง เมื่อยังไม่มีเทคโนโลยี?เจาะลึกเลขอัญเชิญ "แม่ทำเนียน" และ 10 อันดับเลขเด็ดมหาชนยอดนิยมสูงสุด งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 25695 ประเทศอาเซียนที่มีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุด ประเทศไหนอยู่อันดับ 110อันดับมหาเศรษฐีเมืองไทยที่รวยที่สุดเปิดวาร์ป 10 ประเทศที่ "ประชากรชาย" เยอะที่สุดในโลก... ผู้หญิงน้อยจนน่าใจหาย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เขตของกรุงเทพมหานคร ที่มีสภาพเป็นพื้นที่ชนบทมากที่สุด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด การเงิน
คนส่วนใหญ่หมดเงินกับอะไรโดยไม่รู้ตัว? 10 รายจ่ายเล็ก ๆ ที่รวมกันแล้วอาจแพงกว่าที่คิดกว่าจะเลี้ยงลูกจนเรียนจบ ต้องใช้เงินกี่ล้าน? ลองกดเครื่องคิดเลขแล้วได้คำตอบที่หลายบ้านคาดไม่ถึงขายดีจนขาดทุน เกิดขึ้นได้อย่างไร? กรณีศึกษาจาก "ร้านเนื้อแท้" ของบังโตทำไม “คนโสด” จึงกลายเป็นตลาดใหญ่ที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้
ตั้งกระทู้ใหม่