หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เช็กให้เข้าใจ กินน้ำตาลแค่ไหนเสี่ยงเบาหวาน และอาการแบบไหนควรพบแพทย์

เขียนโดย TEN OUT OF TEN

 

กินน้ำตาลแค่ไหนถึงเป็นเบาหวาน แล้วเบาจืดคืออะไร

คำถามว่า กินน้ำตาลเยอะแค่ไหนถึงเป็นเบาหวาน เป็นเรื่องที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะเวลาถือชาเย็น กาแฟหวาน ๆ น้ำอัดลม หรือขนมหวานอยู่ในมือ แล้วเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ ว่าแก้วนี้จะทำให้เราเป็นเบาหวานไหม

คำตอบที่ต้องพูดให้ชัดก่อนคือ เบาหวานไม่ได้เกิดจากการกินน้ำตาลหนึ่งแก้วแล้วเป็นทันที และไม่มีตัวเลขง่าย ๆ แบบกินน้ำตาลเกินกี่ช้อนแล้ววันรุ่งขึ้นกลายเป็นเบาหวานทันที

โรคเบาหวาน โดยเฉพาะ เบาหวานชนิดที่ 2 มักเกิดจากหลายปัจจัยสะสมกัน ทั้งพันธุกรรม น้ำหนักตัว ไขมันในช่องท้อง การไม่ค่อยขยับตัว อายุ การนอน ความเครียด และรูปแบบการกินในระยะยาว

แต่นั่นไม่ได้แปลว่าน้ำตาลไม่เกี่ยว น้ำตาลเกี่ยวแน่นอน โดยเฉพาะน้ำตาลจากเครื่องดื่มหวาน ขนมหวาน และอาหารแปรรูปที่กินบ่อยจนพลังงานเกิน ร่างกายอ้วนขึ้น ไขมันสะสมมากขึ้น และเซลล์เริ่มตอบสนองต่ออินซูลินแย่ลงเรื่อย ๆ จนระดับน้ำตาลในเลือดคุมไม่อยู่

เบาหวานคืออะไรแบบเข้าใจง่าย

เบาหวานคือภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเป็นเวลานาน เพราะร่างกายจัดการน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีพอ โดยตัวละครสำคัญคือ อินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยพาน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน

ถ้าอินซูลินทำงานได้ดี น้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารจะค่อย ๆ ลดลง แต่ถ้าร่างกายดื้อต่ออินซูลิน หรือผลิตอินซูลินไม่พอ น้ำตาลก็จะค้างอยู่ในเลือดมากขึ้น

เมื่อระดับน้ำตาลสูงนาน ๆ อาจกระทบหลอดเลือด เส้นประสาท ไต ตา หัวใจ และแผลที่เท้าได้ นี่คือเหตุผลที่เบาหวานไม่ใช่แค่เรื่อง “กินหวานแล้วปัสสาวะหวาน” แต่เป็นโรคเรื้อรังที่เกี่ยวกับระบบทั้งร่างกาย

กินหวานครั้งเดียวไม่ได้ทำให้เป็นเบาหวานทันที

ถ้าวันหนึ่งกินเค้ก กินชานม หรือกินขนมเยอะกว่าปกติ ร่างกายของคนทั่วไปยังสามารถหลั่งอินซูลินมาจัดการน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นได้ เราจึงไม่เป็นเบาหวานทันทีหลังมื้อหวานหนึ่งมื้อ

ปัญหาจริงคือการกินหวานบ่อยจนกลายเป็นนิสัย เช่น ดื่มน้ำหวานทุกวัน กินขนมหลังอาหารแทบทุกมื้อ เติมน้ำตาลในเครื่องดื่มมาก กินแป้งขัดสีเยอะ และขยับตัวน้อย สิ่งเหล่านี้ทำให้ร่างกายต้องรับภาระซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

เมื่อเวลาผ่านไป น้ำหนักอาจเพิ่ม ไขมันสะสม โดยเฉพาะไขมันรอบเอว เซลล์เริ่มดื้อต่ออินซูลิน ตับและตับอ่อนต้องทำงานหนักขึ้น สุดท้ายร่างกายคุมระดับน้ำตาลไม่อยู่ จึงเข้าสู่ภาวะก่อนเบาหวานหรือเบาหวานชนิดที่ 2

แล้วควรกินน้ำตาลได้ไม่เกินเท่าไร

แนวทางสุขภาพทั่วไปมักแนะนำให้จำกัด น้ำตาลอิสระ หรือน้ำตาลที่เติมลงในอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงน้ำตาลในน้ำผึ้ง น้ำเชื่อม น้ำผลไม้ และน้ำผลไม้เข้มข้น ให้ไม่เกินประมาณ 10% ของพลังงานต่อวัน และถ้าลดได้ต่ำกว่านั้นก็ยิ่งดีต่อสุขภาพในหลายด้าน

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ลดน้ำตาลอิสระให้ต่ำกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน และเสนอว่าการลดให้ต่ำกว่า 5% อาจให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มเติม โดยตัวเลขนี้มักถูกอธิบายง่าย ๆ ว่าใกล้เคียงประมาณ 25 กรัม หรือราว 6 ช้อนชาต่อวันสำหรับผู้ใหญ่บางกลุ่ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพลังงานที่ใช้จริงของแต่ละคน

แต่ปัญหาคือคนจำนวนมากไม่ได้กินน้ำตาลจากช้อนที่ตักเองอย่างเดียว น้ำตาลซ่อนอยู่ในชาเย็น กาแฟเย็น น้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง นมปรุงแต่ง ซอส ขนมปัง ซีเรียล ขนมถุง และอาหารสำเร็จรูป ทำให้บางวันเราเกินโดยไม่รู้ตัว

ชาเย็นหนึ่งแก้วอาจเกินครึ่งวันแล้ว

เครื่องดื่มหวานเป็นตัวการสำคัญ เพราะกินง่าย ดื่มเร็ว และไม่ค่อยทำให้อิ่มเท่ากับอาหารจริง ชาเย็น กาแฟเย็น น้ำอัดลม ชานมไข่มุก น้ำผลไม้ปั่น หรือน้ำหวานหลายชนิด อาจมีน้ำตาลหลายช้อนชาในแก้วเดียว

บางแก้วหวานมากจนเทียบได้กับน้ำตาลเกือบทั้งโควตาวันหนึ่ง หรือเกินไปเลยด้วยซ้ำ ถ้าดื่มทุกวันโดยไม่ลดอาหารอย่างอื่น ร่างกายจะได้รับพลังงานเกินสะสมได้ง่าย

เครื่องดื่มหวานจึงน่ากังวลกว่าขนมบางอย่าง เพราะมันไหลเข้าร่างกายเร็ว ดื่มแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นมื้อใหญ่ และหลายคนดื่มซ้ำทุกวันเหมือนเป็นกิจวัตร

วิธีง่ายที่สุดคือเริ่มจากลดระดับความหวานก่อน เช่น จากหวานปกติเป็นหวานน้อย จากหวานน้อยเป็นไม่หวาน หรือสลับเป็นน้ำเปล่า ชาไม่หวาน กาแฟไม่หวานในบางวัน ไม่จำเป็นต้องหักดิบทันที แต่ควรทำให้ต่อเนื่อง

น้ำตาลกับแป้งเกี่ยวกันอย่างไร

หลายคนคิดว่าเบาหวานเกี่ยวกับน้ำตาลทรายเท่านั้น แต่จริง ๆ แป้งก็มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดด้วย เพราะข้าว เส้น ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ขนมจีน บะหมี่ และอาหารแป้งอื่น ๆ ถูกย่อยกลายเป็นน้ำตาลกลูโคสในร่างกาย

ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกกินข้าวหรือแป้งทั้งหมด แต่ควรดูปริมาณและชนิดของแป้ง ถ้ากินข้าวขาวจานใหญ่ น้ำหวานหนึ่งแก้ว และของหวานต่ออีก ร่างกายจะได้รับคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลสูงมากในมื้อเดียว

การกินแป้งพอดี เลือกคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารมากขึ้น เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ถั่ว และผลไม้ทั้งลูก จะช่วยให้ระดับน้ำตาลขึ้นช้ากว่าอาหารที่เป็นน้ำตาลหรือแป้งขัดสีล้วน ๆ

ผลไม้ทำให้เป็นเบาหวานไหม

ผลไม้ทั้งลูกไม่เหมือนน้ำหวาน เพราะผลไม้มีใยอาหาร น้ำ วิตามิน และสารอาหารอื่น ๆ ช่วยให้กินแล้วอิ่มกว่าและน้ำตาลดูดซึมช้ากว่าน้ำผลไม้ แต่ก็ยังต้องกินในปริมาณพอดี โดยเฉพาะคนที่มีเบาหวานหรือระดับน้ำตาลสูงอยู่แล้ว

ผลไม้หวานมาก เช่น ทุเรียน ลำไย มะม่วงสุก องุ่น หรือขนุน ถ้ากินเยอะมากก็ทำให้น้ำตาลและพลังงานสูงได้เหมือนกัน ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าผลไม้ดีหรือร้าย แต่คือกินชนิดไหน ปริมาณเท่าไร และกินแทนขนมหวานหรือกินเพิ่มจากทุกอย่างเดิม

ส่วน น้ำผลไม้ แม้ดูสุขภาพดี แต่หลายครั้งน้ำตาลสูงและใยอาหารน้อยกว่าผลไม้ทั้งลูก ดื่มง่ายเกินไป เช่น น้ำส้มหนึ่งแก้วอาจมาจากส้มหลายผล แต่ถ้าให้กินส้มทั้งผลจริง ๆ เราอาจกินได้น้อยกว่านั้นมาก

เบาหวานชนิดที่ 1 ไม่ได้เกิดจากกินหวาน

เบาหวานชนิดที่ 1 เป็นคนละเรื่องกับการกินน้ำตาลเยอะโดยตรง โรคนี้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ในตับอ่อนที่ผลิตอินซูลิน ทำให้ร่างกายขาดอินซูลินและต้องได้รับการรักษาด้วยอินซูลิน

คนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ไม่ได้เป็นเพราะกินขนมเยอะหรือใช้ชีวิตผิดเสมอไป จึงไม่ควรไปโทษคนป่วยว่าเป็นเพราะกินหวานอย่างเดียว

ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 เกี่ยวกับภาวะดื้อต่ออินซูลินมากกว่า และมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว ไขมันสะสม พันธุกรรม อายุ การกิน การเคลื่อนไหว และปัจจัยชีวิตหลายอย่าง

ทำไมบางคนกินหวานมากแต่ไม่เป็นเบาหวาน

นี่เป็นคำถามที่ทำให้หลายคนสับสน บางคนกินหวานทุกวันแต่ค่าตรวจยังปกติ ขณะที่บางคนกินไม่หวานมากแต่เป็นเบาหวานได้ เหตุผลคือร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน

พันธุกรรมมีบทบาทมาก ถ้าครอบครัวมีประวัติเบาหวาน ความเสี่ยงจะสูงขึ้น แม้ไม่ได้กินหวานจัดก็ตาม อีกอย่างคือรูปร่างภายนอกไม่ได้บอกทุกอย่าง คนผอมบางคนอาจมีไขมันในช่องท้องหรือดื้อต่ออินซูลินได้

CDC ระบุว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลินไม่ได้ดูได้จากรูปร่างภายนอกเพียงอย่างเดียว และปัจจัยอย่างประวัติครอบครัว การไม่ค่อยขยับตัว ไขมันในเลือด หรือระดับน้ำตาลสูง ล้วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงได้

ในทางกลับกัน คนที่ยังไม่เป็นวันนี้ ไม่ได้แปลว่าจะไม่เป็นในอนาคต การกินหวานมากต่อเนื่องอาจค่อย ๆ สะสมความเสี่ยง แม้ช่วงแรกผลเลือดยังดูดีอยู่

สัญญาณที่ควรระวังเบาหวาน

อาการที่อาจพบได้ในเบาหวานคือ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางคืน เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ แผลหายช้า ตามัว คันตามผิวหนัง หรือมีการติดเชื้อบ่อย

แต่ปัญหาคือเบาหวานชนิดที่ 2 หลายคนไม่มีอาการชัดในช่วงแรก บางคนรู้ตัวอีกทีตอนตรวจสุขภาพ หรือมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว

ดังนั้นถ้ามีความเสี่ยง เช่น อายุมากขึ้น น้ำหนักเกิน รอบเอวมาก คนในครอบครัวเป็นเบาหวาน เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันสูง ไขมันสูง หรือไม่ค่อยออกกำลังกาย ควรตรวจระดับน้ำตาลตามคำแนะนำของแพทย์

แล้วเบาจืดมีจริงไหม

มีจริง โรคเบาจืดมีจริง แต่ไม่ใช่เบาหวาน และไม่ได้เกิดจากน้ำตาลสูงในเลือดเหมือนเบาหวาน ชื่ออาจคล้ายกันเพราะทั้งสองโรคทำให้ปัสสาวะมากและกระหายน้ำได้ แต่กลไกคนละเรื่อง

เบาจืดเกี่ยวกับการควบคุมน้ำในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ช่วยให้ไตเก็บน้ำไว้ ถ้าร่างกายสร้างฮอร์โมนนี้ไม่พอ หรือไตไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนนี้ คนป่วยจะปัสสาวะออกมามากผิดปกติ เป็นปัสสาวะใส ๆ จืด ๆ และกระหายน้ำมาก

คำว่าเบาจืดจึงมาจากปัสสาวะที่มีลักษณะเจือจาง ต่างจากเบาหวานที่ในอดีตพบว่าปัสสาวะมีน้ำตาลจนเรียกว่าหวาน

เบาหวานกับเบาจืดต่างกันอย่างไร

เบาหวานคือปัญหาน้ำตาลในเลือดสูง เพราะอินซูลินไม่พอหรือทำงานไม่ดี ส่วนเบาจืดคือปัญหาร่างกายควบคุมน้ำไม่ได้ ทำให้ปัสสาวะมากและกระหายน้ำมาก แม้น้ำตาลในเลือดอาจไม่ได้สูงเลย

คนเป็นเบาหวานอาจปัสสาวะบ่อยเพราะน้ำตาลในเลือดสูงดึงน้ำออกมากับปัสสาวะ ส่วนคนเป็นเบาจืดปัสสาวะบ่อยเพราะไตเก็บน้ำกลับไม่ได้ดีพอ

NIDDK อธิบายว่า diabetes insipidus หรือโรคเบาจืด เป็นภาวะที่ร่างกายสร้างปัสสาวะมากผิดปกติ โดยคนทั่วไปมักปัสสาวะราว 1–3 ควอร์ตต่อวัน แต่ผู้ป่วยบางรายอาจปัสสาวะมากกว่านั้นมาก ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค

อาการอาจคล้ายกันตรงหิวน้ำและปัสสาวะมาก แต่การตรวจและการรักษาต่างกันมาก ดังนั้นถ้ามีอาการปัสสาวะมากผิดปกติ กระหายน้ำมากผิดปกติ ไม่ควรเดาเองว่าเป็นเบาหวานหรือเบาจืด ควรตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และพบแพทย์

เบาจืดอันตรายไหม

เบาจืดอาจอันตรายได้ถ้าร่างกายเสียน้ำมากแล้วดื่มน้ำชดเชยไม่ทัน เพราะอาจทำให้ขาดน้ำ โซเดียมในเลือดสูง อ่อนเพลีย สับสน เวียนหัว หรือในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายต่อสมองและระบบไหลเวียนได้

ผู้ป่วยบางคนปัสสาวะมากผิดปกติทั้งกลางวันและกลางคืน ต้องลุกขึ้นมาดื่มน้ำและเข้าห้องน้ำบ่อยจนใช้ชีวิตลำบาก นอนไม่เต็มที่ และเสี่ยงขาดน้ำถ้าไม่ได้ดื่มน้ำทัน

ถ้าปัสสาวะมากผิดปกติ ปัสสาวะใสตลอดเวลา กระหายน้ำรุนแรง หรือดื่มน้ำเท่าไรก็ยังไม่หายกระหาย ควรไปตรวจ ไม่ควรแค่ลดน้ำเพราะกลัวฉี่บ่อย เพราะถ้าเป็นเบาจืดจริง การจำกัดน้ำเองอาจทำให้อันตราย

จะลดเสี่ยงเบาหวานควรทำอย่างไร

เริ่มจากลดน้ำหวานก่อน เพราะเป็นสิ่งที่ลดแล้วเห็นผลกับพลังงานรวมได้ชัด เปลี่ยนจากหวานปกติเป็นหวานน้อย ค่อย ๆ ลดระดับความหวาน ดื่มน้ำเปล่า ชาไม่หวาน หรือกาแฟไม่หวานให้มากขึ้น

ต่อมาคือจัดจานอาหารให้สมดุล ไม่ใช่กินแป้งกองใหญ่แล้วมีผักนิดเดียว ควรเพิ่มผัก โปรตีนที่ดี และเลือกแป้งในปริมาณพอดี การกินอาหารที่มีใยอาหารมากขึ้นช่วยให้อิ่มนานและน้ำตาลขึ้นช้ากว่า

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือขยับตัว กล้ามเนื้อเป็นเหมือนที่เก็บและใช้พลังงานจากน้ำตาลในเลือด การเดิน ออกกำลังกายเบา ๆ ฝึกกล้ามเนื้อ หรือแค่ลดการนั่งนาน ช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้นได้

เช็กง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันคือ ถ้าวันไหนมีน้ำหวานแล้ว ให้ลดของหวานมื้อนั้นลง ถ้ากินข้าวหรือเส้นเยอะแล้ว อาจไม่ต้องต่อด้วยน้ำผลไม้หรือขนมหวาน และถ้าดื่มเครื่องดื่มหวานทุกวัน ลองเริ่มลดเหลือบางวันก่อนก็ยังดีกว่าไม่เริ่มเลย

สรุป

ไม่มีตัวเลขง่าย ๆ ว่ากินน้ำตาลกี่ช้อนแล้วจะเป็นเบาหวานทันที เพราะเบาหวานเกิดจากหลายปัจจัยสะสมกัน ทั้งพันธุกรรม น้ำหนัก ไขมันรอบเอว การไม่ค่อยขยับตัว อายุ การนอน และรูปแบบการกินระยะยาว แต่การกินน้ำตาลมาก โดยเฉพาะจากเครื่องดื่มหวานทุกวัน เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ได้จริง

น้ำตาลไม่ใช่ศัตรูตัวเดียว เพราะแป้งขัดสี อาหารพลังงานสูง น้ำหนักเกิน และการไม่ออกกำลังกายก็มีผลมากเช่นกัน วิธีลดความเสี่ยงที่ practical ที่สุดคือ ลดน้ำหวาน กินแป้งให้พอดี เพิ่มผักและโปรตีน ขยับตัวสม่ำเสมอ และตรวจน้ำตาลถ้ามีความเสี่ยง

ส่วนเบาจืดมีจริง แต่คนละโรคกับเบาหวาน เบาจืดเกี่ยวกับการควบคุมน้ำของร่างกาย ทำให้ปัสสาวะมากและกระหายน้ำมาก โดยไม่ได้เกิดจากน้ำตาลในเลือดสูง ถ้ามีอาการปัสสาวะมากผิดปกติ หิวน้ำมาก หรือปัสสาวะกลางคืนบ่อยจนผิดสังเกต ควรไปตรวจให้ชัดว่าเป็นเบาหวาน เบาจืด หรือปัญหาอื่นกันแน่

เนื้อหาโดย: TEN OUT OF TEN
อ้างอิง:
WHO – แนวทางการลดน้ำตาลอิสระในผู้ใหญ่และเด็ก
CDC – ภาวะดื้อต่ออินซูลินและเบาหวานชนิดที่ 2
NIDDK – Diabetes Insipidus หรือโรคเบาจืด
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
TEN OUT OF TEN's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 89 ครั้ง
เขียนโดย TEN OUT OF TEN
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทยเลขมงคล "เพชรกล้า เด็กชายนำโชค" 16 สิงหาคม 2569จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขา“งวดสุดท้าย” หลวงพ่อไห้ 16 ส.ค. 69พี่บ่าว ปู่วัดสายป่า เปิดแนวทางเลขงวด 16 สิงหาคม 2569 ลุ้น 760-60-70-76 ล่าง 8510 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุดส่องบัญชีทรัพย์สิน นายก อบจ. นนทบุรี หลังถูกบุกยิงรู้จัก “อู๋จุน” จากนักเต้นคัฟเวอร์ สู่นักแสดงและยูทูบเบอร์ 10 ล้านซับเลขเด็ดจากดวงดาว งวด 16 สิงหาคม 2569 รวมเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวรุ่นพี่ ม.6 เทพฯ นนท์ สุดทน! ขอพูดบ้าง หลังเห็นกระแสโทษโรงเรียน ลั่น “คนทำไม่ปกติ อย่าโยนความผิดให้ใคร”สถิติเลขท้ายสองตัวงวดกลางเดือน 10 ปีย้อนหลัง บวกมุมมองวันพระใหญ่ปลายเดือนสิงหา งวดวันที่ 16 สิงหาคม 2569จากปลากัดบ้านๆ สู่ตลาดโลก ปลาตัวเล็กที่สร้างรายได้ให้ไทย หลายร้อยล้าน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
จากปลากัดบ้านๆ สู่ตลาดโลก ปลาตัวเล็กที่สร้างรายได้ให้ไทย หลายร้อยล้านจังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขารุ่นพี่ ม.6 เทพฯ นนท์ สุดทน! ขอพูดบ้าง หลังเห็นกระแสโทษโรงเรียน ลั่น “คนทำไม่ปกติ อย่าโยนความผิดให้ใคร”
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ภูเขาไฟพ่น “ทองคำแท้” กลางแอนตาร์กติกา! Mount Erebus ปล่อยอนุภาคทองจิ๋วเกือบร้อยกรัมต่อวัน!!รู้หรือไม่ ทองคำลอยอยู่ในอากาศ! อนุภาคทองคำขนาดจิ๋วที่ละอองลอยอยู่เหนือศรีษะเรามากกว่าหลายหมื่นตัน!“ต้นไม้แห่งชีวิต” กลางทะเลทราย! ยืนเขียวสดกว่า 400 ปี ทั้งที่รอบตัวแทบไม่มีแหล่งน้ำให้เห็นฟอสซิลคล้ายใบไม้ อายุ 1.56 พันล้านปี! ร่องรอยสิ่งมีชีวิตโบราณที่ยังติดแน่นอยู่ในก้อนหิน
ตั้งกระทู้ใหม่