เห็นงูเลื้อยเข้าบ้าน อย่าเพิ่งตกใจทุกตัว แต่ก็ไม่ควรจับเอง
เจองูในบ้านต้องกลัวทุกตัวไหม? รู้จักงูที่พบบ่อยและวิธีรับมืออย่างปลอดภัย
เมื่อเห็น งู เลื้อยผ่านบ้าน สวน หรือไร่นา หลายคนมักตกใจและคิดว่างูทุกตัวมีพิษร้ายแรง แต่ในความเป็นจริง งูที่พบในประเทศไทยมีหลายชนิด และไม่ใช่ทุกชนิดที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อคน
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ แม้งูบางชนิดจะไม่ใช่งูพิษร้ายแรง แต่ก็ยังสามารถกัดเพื่อป้องกันตัวได้ และการแยกชนิดงูด้วยสายตาเพียงอย่างเดียวอาจทำได้ยาก โดยเฉพาะกับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ
ดังนั้น หากพบงู สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การเข้าไปจับ ไล่ หรือฆ่า แต่ควรเว้นระยะ ตั้งสติ และแจ้งผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาจัดการอย่างปลอดภัย
ต่อไปนี้คือ งูที่พบได้บ่อยในประเทศไทย ซึ่งโดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรงต่อมนุษย์ แต่ยังควรระมัดระวังและไม่ควรจับเอง
1. งูทางมะพร้าว
งูทางมะพร้าว เป็นงูที่พบได้บ่อยตามสวน บ้าน และพื้นที่เกษตรกรรม ลำตัวเรียวยาว สีเขียวหรือสีน้ำตาลขึ้นอยู่กับชนิด มักอาศัยอยู่บนต้นไม้ และหากินสัตว์ขนาดเล็ก เช่น จิ้งจก กบ และแมลง
จุดเด่นของงูทางมะพร้าวคือ
-
ลำตัวยาวเรียว
-
ปีนต้นไม้เก่ง
-
มักหลบหนีเมื่อเจอคน
-
พบได้ในพื้นที่สวนหรือบริเวณที่มีต้นไม้
แม้งูชนิดนี้อาจกัดได้หากถูกรบกวน แต่โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นงูที่อันตรายร้ายแรงต่อคน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจับหรือเข้าใกล้ เพราะอาจทำให้งูตกใจและป้องกันตัวได้
2. งูปล้องทอง
งูปล้องทอง เป็นงูที่มีลวดลายสวยงาม พบได้ตามสวน พื้นที่ชุ่มน้ำ และป่าโปร่ง อาหารหลักมักเป็นกบ เขียด และสัตว์ขนาดเล็ก
ลักษณะนิสัยของงูชนิดนี้ค่อนข้างขี้ตกใจ เมื่อเจอคนมักรีบเลื้อยหนีมากกว่าจะเข้ามาทำร้าย แต่ถ้าถูกไล่ต้อนหรือถูกรบกวน ก็อาจกัดเพื่อป้องกันตัวได้เช่นกัน
สิ่งที่ควรจำคือ งูที่มีลวดลายสวยหรือสีเด่น ไม่ได้แปลว่าต้องอันตรายเสมอไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยพอให้เข้าไปจับ การเว้นระยะจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
3. งูสิง
งูสิง เป็นหนึ่งในงูที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย หลายคนตกใจเพราะงูสิงมีขนาดค่อนข้างใหญ่ บางตัวอาจยาวเกิน 2 เมตร แต่แท้จริงแล้วเป็นงูที่ช่วยกำจัดหนูได้เป็นอย่างดี
จุดเด่นของงูสิงคือ
-
เลื้อยได้รวดเร็ว
-
หากินหนูเป็นหลัก
-
ช่วยลดปัญหาหนูในบ้านและไร่นา
-
มักหลีกเลี่ยงคนมากกว่าจะเข้าปะทะ
แม้งูสิงอาจแสดงท่าทางดุเมื่อจนมุม แต่โดยปกติจะพยายามหนีมากกว่าโจมตีคน หากพบในบ้านหรือพื้นที่ใกล้คน ควรเว้นระยะและแจ้งเจ้าหน้าที่ ไม่ควรพยายามจับเอง เพราะงูขนาดใหญ่สามารถดิ้นและกัดได้แรง
4. งูเขียวพระอินทร์
งูเขียวพระอินทร์ เป็นงูสีเขียวสด พบตามต้นไม้ พุ่มไม้ และสวน หลายคนมักสับสนกับงูเขียวหางไหม้ ซึ่งเป็นงูพิษ เพราะมีสีคล้ายกัน
จุดที่ควรระวังคือ การจำแนกงูจาก “สีเขียว” เพียงอย่างเดียวอาจผิดพลาดได้ เพราะงูหลายชนิดมีสีใกล้เคียงกันมาก หากมองในระยะไกลหรือเห็นเพียงชั่วครู่ อาจแยกไม่ออกว่าเป็นงูชนิดใด
ดังนั้น หากไม่แน่ใจว่าเป็นงูเขียวพระอินทร์ งูเขียวหางไหม้ หรือชนิดอื่น ไม่ควรเข้าใกล้ ไม่ควรจับ และไม่ควรใช้ไม้เขี่ยเล่น ควรปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลจะปลอดภัยกว่า
5. งูน้ำบางชนิด
งูน้ำ พบได้ตามคลอง หนอง บึง และนาข้าว งูน้ำหลายชนิดโดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรงต่อมนุษย์ และมีบทบาทในการควบคุมประชากรปลา กบ และสัตว์น้ำขนาดเล็ก
เมื่อถูกรบกวน งูน้ำส่วนใหญ่มักว่ายน้ำหนีมากกว่าพุ่งเข้าหาคน แต่ก็ยังไม่ควรจับ เพราะงูที่ตกใจสามารถกัดได้ และบางครั้งคนทั่วไปอาจแยกไม่ออกว่างูที่เห็นเป็นงูน้ำชนิดใด
หากพบงูในบ่อปลา คลองหลังบ้าน หรือพื้นที่น้ำขัง ควรหลีกเลี่ยงการลงไปไล่เอง โดยเฉพาะในพื้นที่รกหรือมองไม่เห็นตัวงูชัดเจน
หากเจองู ควรทำอย่างไร?
ไม่ว่าจะเป็นงูชนิดใด สิ่งสำคัญคือ อย่าเข้าใกล้ อย่าจับ และอย่าพยายามฆ่า เพราะการเข้าไปประชิดตัวงูอาจทำให้งูตกใจและกัดเพื่อป้องกันตัวได้
สิ่งที่ควรทำคือ
-
ตั้งสติ
-
เว้นระยะห่างจากงู
-
พาเด็กและสัตว์เลี้ยงออกจากบริเวณ
-
อย่าใช้มือ ไม้ หรืออุปกรณ์ไปเขี่ยงู
-
หากงูอยู่ในบ้าน ให้ปิดประตูห้องไว้หากทำได้อย่างปลอดภัย
-
โทรแจ้งหน่วยกู้ภัยหรือเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญในการจับงู
การปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการจะปลอดภัยกว่าการพยายามจับงูด้วยตนเอง เพราะเจ้าหน้าที่มีอุปกรณ์และรู้วิธีลดความเสี่ยงทั้งต่อคนและต่อตัวงู
ทำไมไม่ควรตัดสินว่างูไม่มีพิษจากหน้าตา?
หลายคนเชื่อว่าสามารถดูจากสี ลวดลาย หรือรูปทรงของหัวงู เพื่อบอกว่างูมีพิษหรือไม่ แต่ในความเป็นจริง งูหลายชนิดมีรูปร่างและสีสันคล้ายกันมาก
บางชนิดไม่มีพิษร้ายแรง แต่มีลักษณะคล้ายงูพิษเพื่อช่วยป้องกันตัว ขณะที่งูพิษบางชนิดก็มีสีเรียบง่ายจนดูเหมือนไม่อันตราย
นอกจากนี้ งูตัวเดียวกันอาจดูต่างกันเมื่ออยู่ในแสงคนละแบบ เช่น อยู่ในเงามืด อยู่บนพื้นดิน หรืออยู่บนต้นไม้ ทำให้การสังเกตด้วยตาเปล่ายิ่งยากขึ้น
ดังนั้น หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ การแยกชนิดงูด้วยสายตาเพียงอย่างเดียวอาจเกิดความผิดพลาดและนำไปสู่อันตรายได้
ถ้าถูกงูกัด ควรระวังอะไร?
หากถูกงูกัด สิ่งที่ควรทำคือรีบไปโรงพยาบาลหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยแพทย์ฉุกเฉินโดยเร็ว ไม่ควรรอดูอาการนานเกินไป เพราะบางครั้งอาการอาจค่อย ๆ แสดงภายหลัง
สิ่งที่ไม่ควรทำ ได้แก่
-
ไม่ควรกรีดแผล
-
ไม่ควรดูดพิษ
-
ไม่ควรใช้สมุนไพรหรือสารแปลก ๆ ทาแผล
-
ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์
-
ไม่ควรพยายามจับงูไปด้วย หากเสี่ยงต่อการถูกกัดซ้ำ
หากทำได้อย่างปลอดภัย อาจจดจำลักษณะงู ถ่ายภาพจากระยะไกล หรือบอกพื้นที่ที่พบงูให้เจ้าหน้าที่ทราบ แต่ไม่ควรเสี่ยงเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายภาพ
งูมีประโยชน์ต่อธรรมชาติอย่างไร?
แม้หลายคนจะหวาดกลัวงู แต่ในระบบนิเวศ งูถือเป็นสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญ เช่น
-
ควบคุมประชากรหนู
-
ลดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร
-
รักษาสมดุลของห่วงโซ่อาหาร
-
เป็นอาหารของสัตว์นักล่าชนิดอื่น
หากไม่มีงู จำนวนหนูและสัตว์บางชนิดอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อทั้งเกษตรกรรม บ้านเรือน และสิ่งแวดล้อม
สรุป
ประเทศไทยมีงูหลายชนิดที่พบได้บ่อย และหลายชนิดโดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรงต่อมนุษย์ เช่น งูทางมะพร้าว งูปล้องทอง งูสิง งูเขียวพระอินทร์ และงูน้ำบางชนิด ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม การระบุชนิดงูด้วยตาเปล่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะงูบางชนิดมีลักษณะคล้ายกันมาก หากพบงู ไม่ควรเสี่ยงเข้าไปจับ ไล่ หรือฆ่าด้วยตนเอง ควรเว้นระยะห่าง พาเด็กและสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่ และแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดำเนินการ
การเรียนรู้เกี่ยวกับงูอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความหวาดกลัวที่เกิดจากความเข้าใจผิด และทำให้เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและสมดุลมากขึ้น
มาสังเกตุลักษณะงูแต่ละประเภท ที่พบได้ทั่วไป
1. งูทางมะพร้าว
งูทางมะพร้าวเป็นงูที่พบได้บ่อยตามสวน บ้าน และพื้นที่เกษตรกรรม มีลำตัวเรียวยาว สีเขียวหรือสีน้ำตาล ขึ้นอยู่กับชนิดงูชนิดนี้มักอาศัยอยู่บนต้นไม้และหากินสัตว์ขนาดเล็ก เช่น จิ้งจก กบ และแมลง
จุดเด่น
-
ลำตัวยาวเรียว
-
ปีนต้นไม้เก่ง
-
มักหลบหนีเมื่อเจอคน
แม้จะสามารถกัดได้หากถูกรบกวน แต่โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นงูพิษอันตรายต่อคน
2. งูปล้องทอง
งูปล้องทองเป็นงูที่มีลวดลายสวยงาม พบได้ตามสวน พื้นที่ชุ่มน้ำ และป่าโปร่ง อาหารหลักคือกบ เขียด และสัตว์ขนาดเล็กลักษณะนิสัยค่อนข้างขี้ตกใจ เมื่อเจอคนมักรีบเลื้อยหนีมากกว่าจะเข้ามาทำร้าย
3. งูสิง
งูสิงเป็นหนึ่งในงูที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย หลายคนตกใจเพราะงูสิงมีขนาดค่อนข้างใหญ่ บางตัวอาจยาวเกิน 2 เมตร แต่แท้จริงแล้วเป็นงูไม่มีพิษที่ช่วยกำจัดหนูได้เป็นอย่างดี
จุดเด่น
-
วิ่งและเลื้อยได้รวดเร็ว
-
หากินหนูเป็นหลัก
-
ช่วยลดปัญหาหนูในบ้านและไร่นา
แม้งูสิงอาจแสดงท่าทางดุเมื่อจนมุม แต่โดยปกติจะหลีกเลี่ยงการปะทะกับคน
4. งูเขียวพระอินทร์
งูเขียวพระอินทร์เป็นงูสีเขียวสด พบตามต้นไม้ พุ่มไม้ และสวน หลายคนมักสับสนกับงูเขียวหางไหม้ซึ่งเป็นงูพิษ เพราะมีสีคล้ายกัน ด้วยเหตุนี้ หากไม่แน่ใจว่าเป็นงูชนิดใด ไม่ควรเข้าใกล้หรือจับเอง เพราะการจำแนกจากสีเพียงอย่างเดียวอาจผิดพลาดได้
5. งูน้ำบางชนิด
งูน้ำพบได้ตามคลอง หนอง บึง และนาข้าว งูน้ำหลายชนิดไม่มีพิษร้ายแรง และมีบทบาทในการควบคุมประชากรปลา กบ และสัตว์น้ำขนาดเล็ก เมื่อถูกรบกวน ส่วนใหญ่มักว่ายน้ำหนีมากกว่าพุ่งเข้าหาคน
เช็กให้เข้าใจ กินน้ำตาลแค่ไหนเสี่ยงเบาหวาน และอาการแบบไหนควรพบแพทย์
3 คณะที่โดนรีไทร์มากที่สุดในประเทศไทย
ถ้าเจ้าของตายในห้องกับหมา หมากินร่างเจ้าของได้จริงไหม?
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
5 มือถือสเปกดีแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทย
มีอะไรอยู่ในซอกเล็บเราบ้าง ทำไมล้างมืออย่างเดียวอาจไม่พอ
ห้างสรรพสินค้าที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในประเทศไทย
งบไม่เกิน 5,000 บาท ซื้อมือถือได้ดีแค่ไหน? รุ่นคุ้มที่ยังน่าใช้ในปี 2569
ทำไมบางคนตาฟ้า บางคนตาเขียว แต่คนไทยส่วนใหญ่ตาดำ?
ลักษณะนิสัยของคนเกิดวันไหน มีดวงกับสิ่งลี้ลับ? เปิดความเชื่อตามศาสตร์โบราณ
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
อาหารที่คนไทยอาจรู้สึกเฉยๆ แต่มักเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ
ซดน้ำซุปบ่อยแค่ไหนถึงน่าห่วง ไตทำงานหนักจริงหรือไม่
ทำไมบางคนตาฟ้า บางคนตาเขียว แต่คนไทยส่วนใหญ่ตาดำ?
ทำไมคนชอบกินเหล้าผสมโซดา ทั้งที่ความแรงไม่ได้หายไปจริง ๆ






