"พื้นถนนสีแดง" ทาไว้ทำไม? จริงๆแล้วมีประโยชน์นะ
เวลาขับรถเดินทางไกลหรือผ่านเขตชุมชน หลายคนคงเคยสะดุดตากับพื้นผิวถนนที่ทาสีแดงทึบฉูดฉาดตัดกับยางมะตอยสีดำ พื้นที่เหล่านี้ไม่ใช่การปรับแต่งทัศนียภาพให้สวยงาม แต่เป็นเครื่องหมายจราจรระดับสากลที่มีไว้เพื่อเตือนภัยและรักษาชีวิตผู้ใช้รถใช้ถนนในจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุขั้นวิกฤต
ถนนสีแดงคืออะไร?
ในทางวิศวกรรมงานทาง พื้นผิวนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ผิวทางต้านทานการลื่นไถล (Anti-Skid Surfacing) ทำมาจากวัสดุสังเคราะห์พิเศษจำพวกโพลีเมอร์ผสมเม็ดทรายที่มีความแข็งแกร่งสูง มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการคือ
-
เพิ่มแรงเสียดทาน (Anti-Skid) พื้นผิวมีความสากและหยาบกว่ายางมะตอยทั่วไป ช่วยเพิ่มการยึดเกาะระหว่างยางรถยนต์กับถนน ป้องกันการลื่นไถลและช่วยย่นระยะเบรกให้สั้นลง โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกหรือถนนเปียก
-
ส่งสัญญาณเตือนด้วยภาพ (Visual Warning) สีแดงสะท้อนแสงเป็นจิตวิทยาจราจรที่กระตุ้นให้ผู้ขับขี่ตื่นตัวว่าข้างหน้าคือเขตอันตราย มักติดตั้งในจุดเสี่ยงสูง เช่น ทางโค้งหักศอก ทางลาดชัน จุดกลับรถ หรือบริเวณทางร่วมแยก
ปัจจุบันพื้นสีแดงมักถูกทาควบคู่กับเส้นทางม้าลายในเขตชุมชนหรือหน้าโรงเรียน เพื่อย้ำเตือนว่าผู้ขับขี่กำลังเข้าสู่เขตจำกัดความเร็วและเขตทางข้าม เมื่อเห็นสัญญาณนี้ควรปฏิบัติดังนี้
-
ชะลอความเร็วรถลงทันทีและกวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างถี่ถ้วน
-
หากมีคนกำลังข้ามถนน กฎหมายบังคับให้ต้องหยุดรถให้คนข้ามอย่างปลอดภัย
-
หากตรวจสอบแล้วว่าไม่มีคนข้าม จึงค่อยประคองรถผ่านไปอย่างนุ่มนวล ห้ามเร่งเครื่องแซงหรือใช้ความเร็วสูงเด็ดขาด
ข้อควรระวังเมื่อล้อสัมผัสพื้นผิวสีแดง
-
รีบยกคันเร่งและลดความเร็ว ควรผ่อนความเร็วลงตั้งแต่ก่อนถึงเขตสีแดง เพื่อให้รถทรงตัวได้อย่างมั่นคง
-
จับพวงมาลัยให้มั่นคง พื้นผิวที่สากและหยาบกว่าปกติอาจทำให้พวงมาลัยมีอาการดึงหรือสั่นไหวเล็กน้อยตามสภาพถนน
-
หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน การกระทืบเบรกหรือหักพวงมาลัยรุนแรงบนพื้นผิวที่ต่างระดับ อาจส่งผลให้ระบบควบคุมการทรงตัวของรถเสียสมดุลและเสี่ยงต่อการสูญเสียการควบคุมได้
สรุปว่าพื้นผิวสีแดงบนถนนคือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าที่คอยสะกิดให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ การเคารพสัญลักษณ์จราจรนี้ไม่เพียงช่วยปกป้องตัวผู้ขับขี่และรถจากอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้กับคนเดินถนนและผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน
เขียนโดย ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์
เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และแนวทางการใช้ชีวิตที่เท่าทันโลก
รถน้ำมันกำลังจะเป็นตำนาน เมื่อ EV ไทยโต 70% ในปีเดียว
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
ตาราง “เด่นเหนือเด่นใต้” งวด 1 ต.ค. 69 เปิดข้อมูลตามโพย เลขไหนอยู่ตรงไหน
5 สัญญาณเตือนภาวะ Burnout จากการทำงาน
หมู่บ้านของไทยมีคนไม่ถึง 100 คน เปิดข้อมูลจริง บางแห่งเหลือไม่ถึง 10 คน
นักบินไม่ได้มีหน้าที่แค่บิน เปิดเบื้องหลังอาชีพที่ต้องรับผิดชอบมากกว่า 1,500 ชั่วโมงบิน
"ถั่วแระกับถั่วเหลือง" ใช่ถั่วชนิดเดียวกันไหม? ความจริงที่หลายคนอาจไม่เคยรู้
เห็นคำว่า “ต่ออีก 2 เดือน” อย่าเพิ่งคิดว่าได้ 2,000 — ไทยช่วยไทย พลัส เล็ง 1,000 บาทใช้ ต.ค.–พ.ย.
โรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดในไทย
ทำไมบ้านเลขที่ 23–24 Leinster Gardens จึงไม่มีห้องอยู่ด้านหลัง
โรงเรียนหญิงล้วนของรัฐบาล ที่เด็กอยากเข้าเรียนที่สุด
เปิด 5 สินค้าส่งออกของลาวที่คนไทยอาจคาดไม่ถึง หนึ่งในนั้นทำเงินเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์
เปิด 5 โรงเรียนหญิงล้วนเก่าแก่ของไทย ที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ
ข้าวโอ๊ต: ประวัติศาสตร์ของธัญพืชที่ไม่มีวันตาย : จากหญ้าที่ถูกถอนทิ้ง สู่อาหารสุขภาพหมื่นล้าน
ทำไมฉี่เสือถึงกลิ่นเหมือนป๊อปคอร์นเนย?
ถอดรหัสความลับใบชา ชาเขียว ชาดำ ชาอูหลง แท้จริงมาจากต้นเดียวกัน
ใต้ผืนน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน ซ่อนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน


