หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ฤดูร้อนสุดท้าย ตอนที่ 07 ป่วยกาย

เขียนโดย Bougainvillea

-07-

ป่วยกาย

 

           การถ่ายทำหนังสั้นถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะอาการป่วยมาเยือน หลังจากครั้งสุดท้ายที่ฉันล้มหมอนนอนเสื่ออย่างจริงจังก็ตอนอายุสิบสองปี

          ฉันเป็นคนป่วยยากมาก แต่ถ้าป่วยขึ้นมาเมื่อไหร่ก็มักจะหนักและยืดเยื้อเป็นสัปดาห์ และตอนนี้ฉันก็กำลังเผชิญกับมันอีกครั้ง

          หัวของฉันปวดตุบ ๆ ราวกับมีใครกำลังใช้ค้อนทุบอยู่ข้างใน จนน่ารำคาญเสียยิ่งกว่าอะไร แค่ลุกขึ้นจากเตียง บ้านทั้งหลังก็หมุนเคว้งราวกับกำลังนั่งอยู่บนลูกข่าง ดวงตาร้อนผ่าวเหมือนมีใครก่อกองไฟไว้ในเบ้าตา ส่วนจมูกที่อุดตันก็ดื้อรั้นเสียจนต่อให้พยายามสั่งน้ำมูกออกมาเท่าไร ก็ไม่มีอะไรขยับ ราวกับท่อระบายน้ำที่ถูกอุดจนแน่นสนิท

          ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เจ้าของร่างสูงจะโผล่หน้าเข้ามาในห้อง

          “เข้าไปได้ไหม” ฉันพยักหน้า

          เขาเดินเข้ามาพร้อมแก้วน้ำอุ่นในมือ เขาลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง ก่อนจะมองฉันเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง

          “ขอโทษนะ”

          “ถ้าวันนั้นพี่ไม่ขึ้นไปข้างบนตั้งนาน” เขาหลุบตาลง

          “หรือถ้าพี่ยังมีเสื้อคลุมอยู่ เฟื่องคงไม่ต้องเปียกฝนขนาดนั้น” ฉันมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของเขา ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ

          “ไม่เป็นไร”

          “แต่ว่า-”

          “มันไม่ใช่ความผิดพี่เลย” คำพูดนั้นทำให้เขาเงียบไป ส่วนฉันกลับนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อน

          ฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจนฉันต้องรีบวิ่งหาที่หลบฝนอย่างทุลักทุเล

          สถานที่เดียวที่พอจะใช้เป็นที่พักได้ในตอนนี้คือศาลาที่พวกเราเพิ่งใช้ถ่ายหนังสั้นกันเมื่อครู่ แต่จะเรียกว่าที่หลบฝนก็ไม่เชิง เพราะศาลาไม่มีไม่มีกันสาดหรือฝาผนังสำหรับบังสายฝนที่ถูกลมพัดสาดเข้ามาจากทุกทิศทางเลย ฉันขยับตัวเข้าไปชิดเสามากขึ้น แต่ปลายแขนเสื้อก็ยังเปียกชื้นจากละอองฝนที่ปลิวเข้ามาไม่หยุด

          ฝนตกอยู่พักใหญ่กว่าจะเริ่มซาลง ฉันยืนกอดแขนตัวเองอยู่ในศาลาพลางมองละอองฝนที่ยังปลิวอยู่ในอากาศ

          เมื่อฝนหยุดลงได้สักพัก ฉันจึงเห็นคนสองคนวิ่งลงมาจากบันไดทางขึ้นยอดเขาอยู่ไกล ๆ ถึงจะมองไม่ชัดนัก เพราะความดื้อดึงที่ไม่ยอมใส่แว่นทั้งที่สายตาสั้น แต่ฉันก็จำได้ทันทีว่าเป็นลูคัสกับฝน เสื้อคลุมยีนส์ตัวสีเข้มของลูคัสถูกคลุมอยู่บนหัวของอีกฝ่าย ขณะที่ทั้งคู่รีบวิ่งลงมาตามทางเดิน

          “เฟื่อง! เป็นอะไรไหม เปียกมากหรือเปล่า” ทันทีที่มาถึงลูคัสก็ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

          “เปียกนิดหน่อย”

          “เปียกนิดหน่อยก็บ้าแล้ว แกเหมือนลูกหมาตกน้ำแล้ว” ฝนเอ่ยขึ้นก่อนจะใช้เสื้อคลุมของลูคัสซับตัวให้เฟื่อง

          “ขอโทษนะ” ลูคัสพูดพลางมองดเฟื่องด้วยสีหน้ากังวล

          “พวกเราจะรีบลงมาแล้ว แต่ฝนมันตกหนักมาก”

          “บันไดข้างบนไม่มีราวกั้นด้วย” ฝนเอ่ยเสริมขณะดึงชายเสื้อคลุมยีนส์ที่คลุมอยู่บนไหล่ให้กระชับขึ้น

          “ฉันเข้าใจ ฝนตกหนักขนาดนั้น มองทางแทบไม่เห็นเลย ถ้าฝืนลงมาตอนนั้นคงไม่ดีแน่”

          ฉันมองใบหน้าของลูคัสที่หม่นลงด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง เพราะตอนนี้รู้สึกว่าเปลือกตาหนักขึ้นราวกับมีอะไรถ่วงอยู่ตลอดเวลาทั้งที่ยังไม่ง่วง

          ฉันเข้าใจดีว่าเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของใครเลย ไม่ใช่ความผิดของเขา ไม่ใช่ความผิดของฝน และไม่ใช่แม้กระทั่งฝนห่าใหญ่ที่จู่ ๆ ก็ตกลงมาในวันนั้น บางครั้งเรื่องบางเรื่องก็เกิดขึ้นโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อมัน

          “เฟื่องดื่มน้ำขิงหน่อยไหม ป้าปิ่นบอกให้พี่เอาขึ้นมาให้” ลูคัสเอ่ยคำโกหกอีกครั้ง

          ความจริงแล้วเขาเป็นคนไปพูดหว่านล้อมป้าปิ่นที่พยายามห้ามไม่ให้เข้าใกล้คนป่วย เพราะกลัวว่าจะติดไข้ แต่สุดท้ายเธอก็ต้องยอมแพ้ให้กับลูกตื้อของเขาอยู่ดี  

          ฉันลืมตาขึ้นมองแก้วน้ำสีเหลืองอ่อนที่ถูกยื่นมาตรงหน้า กลิ่นขิงลอยขึ้นมากระทบจมูก ดูเหมทอนกลิ่นของมันจะทำให้จมูกที่กำลังตันอยู่ของฉันดีขึ้นเล็กน้อย

          “ไม่เอาได้ไหม” ฉันยังจำรสชาติขิงได้ชัดเจน ตอนเปิดใจลองกินมันครั้งแรก ความร้อนที่สุมอยู่ในลำคอยังคงทำให้ฉันหลาบจำจนถึงวันนี้

          “ไม่ได้ ป้าปิ่นกำชับพี่มาแล้ว ดื่มตอนป่วยช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้นะ”

          “มันร้อนคอ”

          “แบบนั้นสิดี”

          “เฟื่อง”

          “...”

          “ดื่มเถอะนะ”

          ฉันมองสีหน้าออดอ้อนของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับแก้วน้ำมาไว้ในมืออย่างเสียไม่ได้

ความอุ่นจากแก้วกระจายเข้าสู่ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบ เป็นความรู้สึดีอย่างบอกไม่ถูก ฉันยกมันขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย ฉันเพิ่งรู้ว่าดื่มน้ำขิงตอนป่วย ทำให้รู้สึกดีขึ้นจริงด้วย ดีที่ไม่ใช่อาการป่วยดีขึ้น แต่เป็นความรู้สึกที่เราไม่รับรสหรือกลิ่นอะไรเลย แต่พอดื่มน้ำขิงทำให้เรารับรู้อะไรได้มากขึ้น ซึ่งมันเป็นการรับรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีค่าในช่วงเวลาที่เรากำลังโหยหามัน

          “เป็นไง”

          “ดีจริง ๆ ด้วย รู้สึกเหมือนได้รับรสชาติดี ๆ ครั้งแรก ตั้งแต่ป่วยเลย” ครั้งก่อน ๆ ที่ฉันป่วย ฉันไม่ยอมดื่มน้ำขิงเลย ไม่ว่าแม่จะบังคับมากแค่ไหนก็ตาม แต่คนั้งนี้ฉันกลับรับมันมาจากเขาอย่างง่ายดาย จนฉันก็ไม่อยากเชื่อตัวเอง

          “พี่เปิดเพลงให้หน่อยได้ไหม ลำโพงอยู่บนโต๊ะน่ะ” รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคม ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นไปหยิบลำโพงที่วางอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือใกล้กับหน้าต่าง

          “โทรศัพท์ได้คืนแล้วเหรอ” คำถามของเขาทำฉันชะงักไปครู่หนึ่ง

          โทรศัพท์รออะไหล่เป็นแค่ข้ออ้างที่ใช้ยกขึ้นมากำบังความขี้ขลาดของฉัน เพราะหลังจากเหตุการณ์ที่ฉันคิดไปว่าฝนพูดต้องเกี่ยวกับฉันแน่ ๆ ฉันจึงรู้สึกอึดอัดที่จะใช้เวลาอยู่ร่วมกับฝน จึงพยายามหลบหน้ามาตลอด

          “อ๋อ ใช่”

          “เชื่อมกับเครื่องของเราก็ได้” ฉันว่าแค่นั้น ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

          “ต้องใส่รหัสน่ะ” ฉันรับรู้ได้ถึงโทรศัพท์ที่ถูกยื่นมาใกล้ใบหน้า

          “24568 ค่ะ” ฉันตอบออกไปทั้งที่ยังคงหลับตาอยู่

          “Old soul but Divine” สิ้นเสียงทุ้มที่กล่าวถึงเพลลิสต์ลูกรักของฉันก็มีเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ จนฉันต้องเปิดเปลือกตาแอบมองเขาเล็กน้อย

          “ชอบเพลงเก่า ๆ เหรอ”

          “เนื้อเพลงมันละเอียดอ่อนดี”

          “พี่ก็ชอบเหมือนกัน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะเริ่มเปิดเพลง Earth Angel ของ Connie Francis

          “ขอแชร์เพลลิสต์ให้พี่ได้ไหม” เขาเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางเสียงเพลง

          “ได้สิ” ฉันตอบเสียงแผ่วเบา เมื่อความง่วงเริ่ม

 

          ฉันกะพริบตาช้า ๆ เพื่อปรับสายตา ก่อนจะหันไปมองข้างเตียง เขายังนั่งอยู่ที่เดิม โทรศัพท์ของเขาวางอยู่บนตัก หนังสือเล่มหนึ่งถูกเปิดค้างไว้ในมือ ส่วนเพลงจากลำโพงตัวเล็กยังคงเล่นต่อไปเรื่อย ๆ

          “พี่ยังอยู่เหรอ” เขาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือทันที

          “ตื่นแล้วเหรอ”

          “อือ” ฉันเหลือบมองนาฬิกาบนผนังที่เข็มสั้นและยาวชี้ตรงเลขสิบสองพอดีราวกับจัดแจงเอาไว้แล้ว

          “อาการเป็นไงบ้าง ดีขึ้นไหม” ฉันพยักหน้าตอบกลับไป ก่อนจะลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง พลางลูบผมกระเซอะกระเซิงให้เข้าที่

          “ทำไมไม่ไปทำอย่างอื่นล่ะ”

          “ก็ไปมาแล้ว”

          “ไปมาแล้ว?”

          “พี่ไปช่วยลุงแสนเก็บผลไม้ในสวนมา นี่ได้ส้มกลับมาลูกนึงด้วย” เขาไม่พูดเปล่า ยกผลส้มลูกกลมใหญ่ขึ้นมาด้วย

          “แล้วกลับมานั่งอีกเนี่ยนะ”

          “ใช่ กลับมานั่งอีก”

          “เดี๋ยวก็เหนื่อยหรอก”

          “ไม่เหนื่อย”

          ฉันกำลังจะอ้าปากเถียงต่อ แต่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน

          “ตื่นเหรอยังลูก”

          แม่เดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารกลางวันในมือ กลิ่นข้าวต้มร้อน ๆ ลอยตามเข้ามาในห้องทันที

          “อ้าว ยังอยู่อีกเหรอเรา”

          “ครับ”

          “เราลงไปทำอย่างอื่นบ้างก็ได้ลูก ยัยเฟื่องไม่หนีไปไหนหรอก” แม่กล่าวพลางหัวเราะออกมา ทำให้เขาหัวเราะตามไปด้วย ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินออกจากห้องไป

          หลังจากกินข้าว กินยา และนอนนิ่ง ๆ อยู่บนเตียงอีกพักใหญ่ อาการปวดหัวของฉันก็เริ่มทุเลาลงพร้อมกับเหงื่อที่เริ่มออกมาตามร่างกาย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ฉันต้องการมากที่สุด

          ฉันก้าวไปที่โต๊ะอ่านหนังสือใกล้หน้าต่าง ตั้งใจจะเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาดูฟุตเทจที่ตัดต่อที่ค้างอยู่ แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับหนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่ข้างลำโพง...เมษาลาตะวัน

          ฉันหยิบมันขึ้นมาพลิกดูเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าลูคัสคงลืมทิ้งเอาไว้ตอนนั่งอ่านข้างเตียง

          “เอาไปคืนดีกว่า”

          ฉันเคาะประตูอยู่สองสามครั้งก็ไม่มีคนมาเปิด ฉันจึงก้มมองหนังสือในมือ ก่อนจะตัดสินใจเดินลงบันไดไปชั้นล่าง

          ห้องนั่งเล่นไม่มีใครอยู่

          ห้องครัวก็ว่างเปล่า

          แม้แต่สวนหลังบ้านก็ไม่เห็นเงาของเจ้าของหนังสือ

 

          ฉันเดินวนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าแม่น่าจะอยู่ที่ห้องวาดรูป

          ประตูไม้บานเล็กถูกเปิดแง้มเอาไว้ กลิ่นสีอะคริลิกจาง ๆ ลอยออกมาตามลม

          “แม่”

          “ว่าไง”

          “เห็นพี่ลูคัสไหม”

          “ออกไปในเมืองกับป้าสาน่ะ อีกสักพักคงจะกลับ”

          “มีอะไรเหรอเปล่า”

          “แค่จะคืนหนังสือพี่เขาน่ะ” ฉันตอบกลับไป ก่อนจะหันหลังกลับเดินขึ้นชั้นสองของบ้าน

เนื้อหาโดย: Bougainvillea
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Bougainvillea's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 9 ครั้ง
เขียนโดย Bougainvillea
นักเขียน-นิยาย บทความออนไลน์ นามปากกา Bougainvillea/สวนขวัญและดาวเรือง
ช่องทางติดตามอื่น ๆ
TikTok: Bougainvillea (@belloda.4)
YouTube: Raelynn Jann (https://youtu.be/0OdeIR7A3Zw?si=OFdT55sczba6xlrB)
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จงอางสีทองที่ใหญ่ที่สุดเลขชนหวยลาว 15 มิถุนายน 2569 ชุดไหนถูกพูดถึงก่อนวันออกรางวัล3 ตำบลที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทยทำไมเราถึงใจดีกับคนนอกบ้าน แต่เอาอารมณ์ร้ายไปลงกับคนในครอบครัว5 อันดับงูที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก5 คณะสุดแกร่ง เรียนจบแล้วตลาดแย่งตัว3 มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนนักศึกษาน้อยที่สุดในประเทศไทยกฎข้อห้ามเวลาเดินป่ามีไว้ทำไม เมื่อความเชื่อซ่อนบทเรียนความปลอดภัยเลขที่ถูกพูดถึงงวด 16 มิถุนายน 2569 จากวันอังคาร เดือน 6 และปี 69เลขวิ่งงวด 16 มิถุนายน 2569 จากความเชื่อวันอังคาร ชุดไหนถูกจับตาเพิ่งรู้ว่ายาหม่องไม่ได้มีดีแค่แก้ปวด! หลายคนแชร์เคล็ดลับทาตอนโดนน้ำร้อนลวกใหม่ ๆ ช่วยให้ผิวแดงน้อยลงจริงไหม?3 คณะที่เรียนยากที่สุดในระดับมหาวิทยาลัย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
จังหวัดที่มีประชากรเพศชายมากที่สุด 5 อันดับแรกของประเทศไทยกฎข้อห้ามเวลาเดินป่ามีไว้ทำไม เมื่อความเชื่อซ่อนบทเรียนความปลอดภัย5 อันดับงูที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
มนุษย์หมาป่าเป็นคำสาปจริงไหม เมื่อวิทยาศาสตร์ชี้ไปที่โรคหายากคราเคนมีจริงไหม ตำนานอสูรทะเลกับหมึกยักษ์ที่โลกเพิ่งรู้จัก"กะหรี่ปั๊บ"อิ่มท้องอร่อยกรุ่น ยิ่งสดใหม่ยิ่งอร่อยแบบละทิ้งไม่ได้เกี๊ยวหมูคำโตแสนอร่อย เกิดขึ้นได้จากประสบการณ์ฝึกฝนจากความชอบ
ตั้งกระทู้ใหม่