เลือกรับออเดอร์เดลิเวอรี่ช่วงไทยช่วยไทย พลัส อย่าดูแค่ GP ต่ำ
ค่า GP ต่ำอาจดูน่าสนใจในวันแรกที่ร้านอาหารต้องเลือกแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ แต่ยอดขายจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าธรรมเนียมอย่างเดียว โดยเฉพาะช่วงที่สิทธิไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ขยายไปถึงช่องทาง Food Delivery ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
สำหรับร้านอาหารรายเล็ก ร้านสตรีทฟู้ด หรือร้านเครื่องดื่ม สิ่งที่ต้องคิดไม่ใช่แค่ว่า “จ่าย GP เท่าไหร่” แต่ต้องดูด้วยว่าแพลตฟอร์มนั้นพาร้านไปเจอลูกค้าได้มากแค่ไหน รับออเดอร์ช่วงพีคได้ดีหรือเปล่า และเมื่อเกิดปัญหา มีคนช่วยแก้ให้ทันหรือไม่
รัฐบาลเปิดให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 โดยร้านค้ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และกิจการที่เข้าเกณฑ์สามารถสมัครตามช่องทางที่กำหนดได้ ส่วนร้านค้าที่ผ่านการพิจารณาจะรับชำระเงินผ่านแอปฯ ถุงเงินในช่วงโครงการ
จุดนี้ทำให้ Food Delivery ไม่ได้เป็นแค่ “ช่องทางเสริม” ของร้านอาหารอีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นหน้าร้านอีกหนึ่งทางในวันที่ลูกค้าอยากใช้สิทธิ สั่งง่าย และไม่อยากเดินทางไปซื้อเอง
ทำไม GP ต่ำอย่างเดียวอาจไม่พอ
ค่า GP คือหนึ่งในต้นทุนที่ร้านต้องคิดแน่นอน แต่ถ้าดูเฉพาะตัวเลขนี้ ร้านอาจพลาดภาพใหญ่กว่าเดิม
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ แพลตฟอร์มหนึ่งคิดค่าธรรมเนียมต่ำกว่า แต่มีลูกค้าน้อยกว่า ร้านอาจประหยัดต้นทุนต่อออเดอร์ได้จริง แต่ยอดขายรวมไม่ขยับมากนัก
ในทางกลับกัน แพลตฟอร์มที่มีลูกค้าใช้งานมากกว่า มีแคมเปญที่คนเห็นร้านง่ายกว่า หรือมีระบบที่ลูกค้าคุ้นมือกว่า อาจทำให้ร้านได้ออเดอร์ต่อวันมากขึ้น แม้ต้นทุนต่อออเดอร์สูงกว่าเล็กน้อย
คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ใครเก็บ GP ต่ำสุด” แต่เป็น “แพลตฟอร์มไหนทำให้ร้านมีโอกาสขายจริงมากที่สุด”
1. ฐานลูกค้าตรงกับร้านหรือไม่
ร้านข้าวแกง ร้านกาแฟ ร้านอาหารตามสั่ง ร้านเบเกอรี่ และร้านสตรีทฟู้ด อาจไม่ได้ต้องการลูกค้ากลุ่มเดียวกันทั้งหมด
ก่อนเลือกแพลตฟอร์ม ลองดูว่าลูกค้าที่ร้านอยากเจออยู่ตรงนั้นจริงไหม เช่น คนทำงานช่วงกลางวัน คนในคอนโดใกล้ร้าน ลูกค้าที่สั่งอาหารเย็น หรือกลุ่มที่ใช้สิทธิโครงการรัฐเป็นประจำ
ถ้าแพลตฟอร์มมีผู้ใช้เยอะ แต่ไม่ใช่กลุ่มที่สั่งอาหารแนวร้านเรา ยอดขายก็อาจไม่แรงเท่าที่หวัง
2. ลูกค้าเห็นร้านง่ายแค่ไหน
บางร้านเข้าร่วมแพลตฟอร์มแล้ว แต่แทบไม่มีคนเห็น เพราะอยู่ลึกในแอปฯ รูปไม่เด่น เมนูไม่ชัด หรือไม่ได้อยู่ในแคมเปญที่ลูกค้ากำลังสนใจ
สิ่งที่ควรดูคือ ร้านมีโอกาสขึ้นหน้าแนะนำหรือไม่ ลูกค้าค้นหาเจอง่ายไหม มีหมวดหมู่อาหารตรงกับร้านหรือเปล่า และแพลตฟอร์มมีเครื่องมือช่วยโปรโมตร้านแค่ไหน
สำหรับช่วงไทยช่วยไทย พลัส การมองเห็นอาจสำคัญขึ้นอีก เพราะลูกค้าหลายคนจะมองหาร้านที่ใช้สิทธิได้สะดวกและจ่ายเงินได้ไม่ยุ่งยาก
3. ระบบรับออเดอร์และจ่ายเงินนิ่งพอหรือเปล่า
ช่วงมื้อกลางวันและมื้อเย็นคือเวลาที่ร้านพลาดออเดอร์ไม่ได้ ถ้าระบบแจ้งเตือนช้า แอปล่ม หรือขั้นตอนชำระเงินติดขัด ร้านอาจเสียทั้งยอดขายและความรู้สึกของลูกค้า
เรื่องที่ควรสังเกตมีหลายจุด เช่น
- แจ้งเตือนออเดอร์เร็วหรือไม่
- ร้านกดรับออเดอร์ง่ายหรือเปล่า
- ลูกค้าชำระเงินได้ลื่นไหลแค่ไหน
- มีปัญหาช่วงคนใช้เยอะหรือไม่
- ร้านเห็นสถานะเงินและออเดอร์ชัดเจนหรือเปล่า
ยิ่งเป็นช่วงที่มีโครงการรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ความชัดของระบบยิ่งสำคัญ เพราะลูกค้ามักคาดหวังว่าการใช้สิทธิจะต้องเร็วและจบในไม่กี่ขั้นตอน
4. แพลตฟอร์มเคยรับแคมเปญใหญ่ได้ดีแค่ไหน
แคมเปญขนาดใหญ่ไม่เหมือนวันขายปกติ เพราะมีลูกค้าพร้อมกันจำนวนมาก ร้านค้าจำนวนมาก และคำถามจากทั้งฝั่งร้านกับฝั่งลูกค้า
แพลตฟอร์มที่เคยรองรับแคมเปญใหญ่ได้ดี มักได้เปรียบเรื่องระบบหลังบ้าน การจัดการร้านค้า การสื่อสารเงื่อนไข และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
สำหรับร้านอาหาร จุดนี้อาจแปลเป็นเรื่องง่าย ๆ ว่า ร้านไม่ต้องเสียเวลางมหาคำตอบเองในวันที่ออเดอร์กำลังเข้า
5. ทีมซัพพอร์ตติดต่อได้จริงไหม
ปัญหาเดลิเวอรี่เกิดได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นลูกค้ากดยกเลิก อาหารส่งผิด ไรเดอร์มาช้า ระบบจ่ายเงินมีปัญหา หรือยอดโอนไม่ตรงกับที่ร้านเข้าใจ
ทีมซัพพอร์ตจึงไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนธุรกิจ
ร้านควรดูว่าเวลามีปัญหา ติดต่อใครได้บ้าง มีช่องทางสำหรับร้านค้าโดยตรงหรือไม่ ตอบเร็วแค่ไหน และแก้ปัญหาได้จริงหรือแค่ให้รอ
สำหรับร้านเล็กที่ไม่มีทีมหลังบ้าน การมีคนช่วยตอบในเวลาสำคัญอาจช่วยลดความเสียหายได้มากกว่าการประหยัดค่า GP เพียงเล็กน้อย
ก่อนตัดสินใจ ลองเช็ก 5 คำถามนี้
- แพลตฟอร์มนี้มีลูกค้าที่เหมาะกับร้านเราจริงไหม
- ลูกค้าจะหาร้านเราเจอง่ายหรือเปล่า
- ระบบรับออเดอร์และจ่ายเงินเสถียรพอในช่วงพีคไหม
- เคยรองรับแคมเปญหรือโครงการใหญ่ได้ดีแค่ไหน
- เมื่อเกิดปัญหา มีทีมช่วยเหลือร้านได้เร็วหรือไม่
ถ้าคำตอบยังไม่ชัด การเลือกจาก GP ต่ำที่สุดอาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ระวังลิงก์ปลอมและหน้าจอปลอมช่วงโครงการรัฐ
เมื่อมีโครงการที่เกี่ยวกับสิทธิและการชำระเงิน มักมีข้อมูลจำนวนมากไหลผ่านโซเชียล ร้านค้าจึงควรใช้ช่องทางที่เป็นทางการของโครงการ แอปฯ ที่เกี่ยวข้อง และธนาคารที่ระบุไว้เท่านั้น
ไม่ควรกดลิงก์สมัครจากข้อความแปลก ๆ ไม่ส่งข้อมูลบัญชีให้คนที่อ้างว่าช่วยสมัคร และไม่เชื่อหน้าจอปลอมหรือ QR code ที่ไม่รู้ที่มา โดยเฉพาะช่วงที่ร้านกำลังรีบเข้าร่วมเพื่อให้ทันรอบใช้งาน
ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ทำให้ Food Delivery กลับมาเป็นช่องทางที่ร้านอาหารต้องคิดจริงจังมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องค่าส่งหรือค่า GP แต่เป็นเรื่องการเข้าถึงลูกค้า ความพร้อมของระบบ และโอกาสขายในวันที่ลูกค้าพร้อมใช้สิทธิ
สุดท้าย ร้านที่เลือกแพลตฟอร์มได้เหมาะกับตัวเอง อาจไม่ได้เป็นร้านที่จ่ายถูกที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นร้านที่เจอลูกค้าถูกกลุ่ม รับออเดอร์ได้ไม่สะดุด และเปลี่ยนช่วงแคมเปญให้กลายเป็นยอดขายจริงได้มากที่สุด
แหล่งที่มา: รัฐบาลไทย / เว็บไซต์โครงการไทยช่วยไทย พลัส / ThaiPublica
อ้างอิง: รัฐบาลไทย, เว็บไซต์โครงการไทยช่วยไทย พลัส, ThaiPublica
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
| นักเขียนด้านเทคโนโลยี ข่าวสาร และความรู้รอบตัว
| 700+ บทความ | เจาะลึก อ่านง่าย ใช้ได้จริง
ค่าดองสาวลาวปัจจุบัน เรียกกันเท่าไหร่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง
ลูกเรือสายการบินไหนรายได้ดีที่สุด? เปิดอันดับ Top 5 ของโลก
บาร์เลดี้กรุงเทพ TOP 5 ปี 2026 บรรยากาศ ราคา และข้อควรรู้ก่อนเที่ยว
5 มือถือสเปกดีแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทย
3 จังหวัด ที่เคยมีเมืองในตำนานจมใต้บาดาลมาก่อน
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย
ประเทศแรกที่ใช้แท็กซี่ไร้คนขับ
ทำไมรีโมททีวีต้องมีปุ่มสีแดง? ที่หลายๆคนไม่เคยกดเลย
10 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการใช้มือถือ
7 ขั้นตอนเซ็นสำเนาบัตรประชาชนให้ปลอดภัย
ทองคำขาวคืออะไร? ราคาเท่าทองคำไหม?
เมื่อการตลาดเปลี่ยนโฉมหน้าตำนาน: จากนักบุญสู่ไอคอนชุดแดง
บ้านอัจฉริยะในอนาคตจะเป็นแบบไหน?
3 จังหวัด ที่เคยมีเมืองในตำนานจมใต้บาดาลมาก่อน
เลขจากหางประทัด "บอล เชิญยิ้ม..วัดยางใหญ่ ตาพรานบุญ
7 ขั้นตอนเซ็นสำเนาบัตรประชาชนให้ปลอดภัย
ทำไมรีโมททีวีต้องมีปุ่มสีแดง? ที่หลายๆคนไม่เคยกดเลย




