คนเก่งแต่ Toxic กับคนนิสัยดีแต่ผลงานไม่ถึง หัวหน้าควรเลือกใคร
ถ้าคุณเป็นหัวหน้า คุณจะเลือกใครไว้ในทีม?
ถ้าต้องเลือกเก็บไว้เพียงคนเดียว ระหว่างคนที่ทำงานเก่งมากแต่ทำให้ทั้งทีมอึดอัด กับคนที่นิสัยดีแต่ผลงานยังไม่ถึง คำตอบอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด
ในที่ทำงานจริง คนเก่งไม่ได้มีค่าแค่จากตัวเลขผลงาน และคนนิสัยดีก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไปถ้างานของเขากลายเป็นภาระให้คนอื่นต้องตามแก้ทุกวัน
ภาพนี้เกิดขึ้นได้ในหลายทีม
คนแรกอาจเป็นคนที่ปิดงานเร็ว แก้ปัญหาเก่ง ลูกค้าจำชื่อได้ ยอดขายดี หรือเป็นคนที่หัวหน้าพึ่งได้เสมอ แต่ในเวลาเดียวกัน เขาอาจพูดแรง กดดันคนอื่น ไม่ฟังความเห็นใคร และทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกว่าทุกวันทำงานเหมือนต้องระวังตัวตลอดเวลา
อีกคนอาจไม่ใช่ดาวเด่น ผลงานยังต้องปรับ ส่งงานช้า หรือยังต้องมีคนช่วยดูซ้ำ แต่เป็นคนที่ร่วมงานง่าย รับฟัง ไม่สร้างดราม่า และทำให้บรรยากาศในทีมไม่ตึงจนเกินไป
คำถามจริงจึงไม่ใช่แค่ “ใครเก่งกว่า” แต่คือ “ใครทำให้ทีมไปต่อได้มากกว่ากัน”
สรุปเร็ว
- คนเก่งแต่ Toxic อาจสร้างผลงานสูง แต่ทำให้ทีมเสียพลังและเสียคนได้
- คนนิสัยดีแต่ผลงานไม่ถึง อาจช่วยบรรยากาศทีม แต่ถ้าไม่พัฒนาเลยก็กลายเป็นภาระ
- หัวหน้าที่ดีไม่ควรเลือกจากความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ แต่ต้องดูผลกระทบทั้งงาน คน และเวลา
- ทางออกที่แข็งแรงที่สุดคือ ทีมต้องการคนที่ “ทำงานได้” และ “ทำงานกับคนอื่นได้” พร้อมกัน
ในมุมของหัวหน้า คนเก่งแต่ Toxic มักเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด เพราะผลงานของเขามองเห็นง่ายมาก แต่ความเสียหายที่เขาทิ้งไว้ในทีมมักค่อย ๆ สะสม
เริ่มจากคนในทีมไม่กล้าพูด ประชุมเงียบลง ไอเดียใหม่หายไป คนเก่งคนอื่นเริ่มหมดใจ และบางคนเลือกลาออกแทนการอยู่ในบรรยากาศที่ทำให้ตัวเองเหนื่อยทุกวัน
งานวิจัยเกี่ยวกับ toxic workers ของ Harvard Business School มองว่าพฤติกรรม Toxic ไม่ได้กระทบแค่ตัวบุคคล แต่มีผลต่อคนรอบข้างและผลงานขององค์กรด้วย ส่วนบทความใน Harvard Business Review ก็หยิบประเด็นนี้มาอธิบายว่า การหลีกเลี่ยงคน Toxic อาจคุ้มกว่าการจ้างคนเก่งมากแต่ทำลายทีม
แต่คนนิสัยดีที่ผลงานไม่ถึงก็ไม่ใช่คำตอบที่สบายใจเสมอไป
ถ้าเขาตั้งใจเรียนรู้ รับ feedback แล้วค่อย ๆ ดีขึ้น ทีมอาจได้คนที่น่าเก็บไว้มาก แต่ถ้าผ่านไปนานแล้วยังทำงานไม่ถึงมาตรฐาน ส่งงานช้า ไม่รับผิดชอบ หรือทำให้คนอื่นต้องแบกแทนทุกครั้ง ความน่ารักอาจไม่พอจะชดเชยภาระที่ทีมต้องรับ
พูดง่าย ๆ คือ คนเก่งแต่ Toxic ทำร้ายทีมด้วยพฤติกรรม ส่วนคนนิสัยดีแต่ผลงานไม่ถึงอาจทำร้ายทีมด้วยภาระงานที่กระจายไปให้คนอื่น
จุดที่หลายคนมักพลาด คือเอา “นิสัยดี” ไปเท่ากับ “ควรเก็บไว้เสมอ” หรือเอา “ผลงานสูง” ไปเท่ากับ “แตะไม่ได้”
ในความจริง ทั้งสองแบบต้องถูกวัดด้วยคำถามชุดเดียวกัน
ก่อนเลือก ควรถามให้ชัด
- คนเก่งคนนั้น Toxic แค่สไตล์พูดตรง หรือถึงขั้นดูถูก กดดัน ทำให้คนอื่นไม่ปลอดภัยในการทำงาน
- พฤติกรรมแย่เกิดขึ้นซ้ำไหม หรือเป็นบางช่วงที่ยังแก้ได้
- ผลงานสูงของเขาคุ้มกับการที่คนอื่นหมดไฟหรือทยอยลาออกหรือไม่
- คนนิสัยดีที่ผลงานไม่ถึง มีทักษะพื้นฐานพอจะพัฒนาไหม
- เขารับ feedback หรือปัดความรับผิดชอบทุกครั้ง
- ทีมต้องใช้เวลาช่วยเขามากแค่ไหน และภาระนั้นตกกับใคร
- ถ้าให้เวลาอีก 3 เดือน มีโอกาสเห็นพัฒนาการจริงหรือไม่
ถ้าคนเก่งยอมรับปัญหาและปรับพฤติกรรมได้ เขาอาจยังเป็นคนสำคัญของทีม แต่ถ้าเขาเก่งมากแต่ไม่เคยรับผิดชอบผลกระทบที่ตัวเองสร้าง ไม่สนว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร และทำให้ทีมเสียคนซ้ำ ๆ นั่นไม่ใช่แค่ “นิสัยแรง” แต่เป็นต้นทุนระยะยาว
ในอีกด้าน ถ้าคนนิสัยดีมีทัศนคติดี เรียนรู้เร็ว และขาดแค่ทักษะบางจุด หัวหน้าอาจลงทุนกับเขาได้ แต่ถ้าเขาไม่พัฒนาเลย ไม่รับผิดชอบงานของตัวเอง และทำให้เพื่อนต้องแก้แทนเป็นประจำ ทีมก็จะเริ่มรู้สึกไม่ยุติธรรม
SHRM รายงานว่า พนักงานในวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกมีแนวโน้มอยู่กับองค์กรสูงกว่าอย่างชัดเจน ขณะที่พนักงานที่มองว่าวัฒนธรรมองค์กรแย่มีแนวโน้มมองหางานใหม่มากกว่า เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า “บรรยากาศทีม” ไม่ใช่เรื่องนุ่มนิ่ม แต่เกี่ยวกับการรักษาคนและผลลัพธ์ระยะยาวด้วย
สำหรับหัวหน้า คำตอบที่ดีอาจไม่ใช่เลือกคนเก่งหรือคนดีทันที แต่ต้องแยกให้ออกว่าอะไร “แก้ได้” และอะไร “แก้ยาก”
ทักษะงานบางอย่างฝึกได้
ระบบติดตามงานช่วยได้
การสอนงานช่วยได้
การให้ feedback ช่วยได้
แต่พฤติกรรมที่ทำร้ายคนอื่นซ้ำ ๆ ดูถูกคนอื่น ไม่รับผิด และใช้ผลงานเป็นเกราะป้องกันตัวเอง มักแก้ยากกว่า โดยเฉพาะถ้าเจ้าตัวไม่คิดว่าตัวเองมีปัญหา
จำแบบสั้น ๆ
- คนเก่งที่ปรับพฤติกรรมได้ ยังมีโอกาสไปต่อ
- คนนิสัยดีที่พัฒนางานได้ ก็น่าให้โอกาส
- คนเก่งแต่ทำร้ายทีมซ้ำ ๆ เสี่ยงทำให้ทีมพัง
- คนนิสัยดีแต่ไม่พัฒนางานเลย เสี่ยงทำให้ทีมแบก
- ทีมที่ดีต้องไม่เลือกแค่ “เก่ง” หรือ “ดี” แต่ต้องเลือกคนที่รับผิดชอบทั้งผลงานและผลกระทบต่อคนอื่น
ถ้าต้องเลือกจริง ๆ หัวหน้าหลายคนอาจเอนมาทางคนที่ยังพัฒนาได้และไม่ทำลายทีม เพราะทีมหนึ่งทีมไม่ได้อยู่ได้ด้วยฮีโร่คนเดียว แต่ต้องอยู่ได้ด้วยระบบ ความไว้ใจ และคนที่ยังอยากทำงานด้วยกันในวันพรุ่งนี้
แต่ถ้าคำตอบคือ “ทั้งสองคนยังไม่เหมาะ” ก็ไม่ใช่คำตอบที่ผิด
บางครั้งองค์กรอาจต้องยอมรับว่า คนเก่งแต่ Toxic ไม่ควรถูกให้รางวัลเพราะทำยอดได้ และคนนิสัยดีแต่ผลงานไม่ถึงก็ไม่ควรถูกปล่อยผ่านเพราะเป็นที่รักของทุกคน
คนทำงานที่ทีมควรรักษาไว้ที่สุด อาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดหรือคนที่น่ารักที่สุด แต่คือคนที่ทำงานได้จริง รับ feedback ได้ และไม่ทำให้คนอื่นต้องเสียสุขภาพใจเพื่อให้ผลงานของทีมเดินต่อ
แหล่งที่มา: Harvard Business Review / Harvard Business School / SHRM
อ้างอิง: Harvard Business Review, Harvard Business School Working Paper, SHRM
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
| นักเขียนสาระรอบตัว•วิทยาศาสตร์ใกล้ตัว•เรื่องที่คนมองข้าม
| 1000+ บทความ | 600+ Hot Topic
| เจาะลึก อ่านง่าย ใช้ได้จริง
จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขา
ทำไมกินจากหม้อถึงอร่อยกว่าตักใส่จาน
จากปลากัดบ้านๆ สู่ตลาดโลก ปลาตัวเล็กที่สร้างรายได้ให้ไทย หลายร้อยล้าน
10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุด
ทำไมเห็นของหนักบนหัวแล้วสมองชอบคิดว่ามันจะร่วง
ทำไมคำว่าเดี๋ยวเล่าถึงทำให้สมองค้าง
ก้าววืดปลายบันไดเกิดจากสมองคาดพื้นผิดจังหวะ
เลขเล็ก ๆ ที่เราไม่เคยสนใจ อาจไม่ได้เป็นแค่เลขธรรมดา
ทำไมบันไดเลื่อนปิดเครื่องถึงเดินแล้วหนักขาและโหวง
9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทย
เลือกเลขเด่นตัวเดียวก่อนกระจาย งวด 16 ส.ค. 69 — วิธีหาเลขหลักผสมสัญญาณและการคำนวณ
เลขมงคล "เพชรกล้า เด็กชายนำโชค" 16 สิงหาคม 2569
ทำไมกินจากหม้อถึงอร่อยกว่าตักใส่จาน
ทำไมเห็นของหนักบนหัวแล้วสมองชอบคิดว่ามันจะร่วง
ก้าววืดปลายบันไดเกิดจากสมองคาดพื้นผิดจังหวะ
ไข่เกิดก่อนไก่ตามหลักวิวัฒนาการ
ทำไมคำว่าเดี๋ยวเล่าถึงทำให้สมองค้าง
ทำไมดูเวลาแล้วลืมทันทีจนต้องเปิดดูซ้ำ
ตึกย่านการเงินไฟสว่างทั้งหลังตอนดึก ๆ ใครทำงานอยู่ในนั้นกันแน่?
รู้จัก "สาวไทย" ที่สื่อนอกให้ฉายา "นักบินที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์"
ชาวนาซ่อนเงินสดไว้ในทุ่งนา! หนึ่งปีต่อมา เขาขุดขึ้นมาและพบว่าเงินนั้นถูกปลวกกัดกินจนหมด
เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นกลางเที่ยวบิน! ชายคนหนึ่งทุบกระจกและพยายามเปิดประตูทางออกฉุกเฉิน เขาถูกจับกุมและอ้างว่า "ผมแค่อยากทำอย่างนั้น"