หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

โอกาสการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

โพสท์โดย doctorsopon

            AREA แถลงฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอโอกาสการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยให้กับนักลงทุนจีนที่สนใจมาลงทุนในประเทศไทย ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และ ดร.โสภณยังเป็นประธาน International Real Estate Federation, Thailand Chapter (FIABCI-Thai)

 

สิทธิของต่างชาติในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย

            สำหรับในประเทศไทย นักลงทุนต่างชาติสามารถครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในไทยได้ เช่น

            1. นำเงินเข้ามาลงทุนในกิจการต่างๆ ในมูลค่า 40 ล้านบาทขึ้นไป ก็สามารถซื้อที่ดิน (freehold) ได้ 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) ไว้อยู่อาศัยได้โดยเสรี

            2. ซื้อที่ดินแบบ freehold ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเช่า ต่างจากในเวียดนามที่อนุญาตให้เช่าได้เพียง 50 ปี ยกเว้นโครงการขนาดใหญ่จริงๆ เช่าได้ถึง 70 ปี

            3. ซื้อห้องชุดได้ 49% ของตัวอาคารชุดนั้นๆ ได้ทั่วประเทศ

            4. เช่าที่ระยะยาวได้ 99 ปี (50+49 ปี) ในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และได้ 30 ปีทั่วประเทศ แต่ถ้าเช่าเพื่อการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม เช่าได้ 50 ปีทั่วประเทศเช่นกัน

            5. สามารถจดทรัพย์อิงสิทธิ์ (Right over leasehold asset Act) เป็นกฎหมายที่ให้สิทธิ์แก่นักลงทุนหรือชาวต่างชาติในการครอบครอง ใช้ จำนอง และโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้นานถึง 30 ปี โดยมีลักษณะการทำงานคล้ายกับโฉนดที่ดิน แต่ให้หลักประกันและสิทธิ์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่แข็งแกร่งกว่าสัญญาเช่าทั่วไป ใช้สำหรับที่ดินเปล่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีโฉนดที่ดินและอาคารชุด

            6. ซื้อที่ดินเพื่อทำกิจการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุมัติได้ 5 ไร่ และ 10 ไร่ สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของผู้บริหารต่างชาติ ซึ่งอาจอยู่คนละที่ก็ได้ และอีก 20 ไร่ไว้สร้างที่อยู่อาศัยให้คนงานอยู่

 

ภาวะตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร

            ตั้งแต่มกราคม-ธันวาคม 2568 มีจำนวนโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด 265 โครงการ โดยเป็นโครงการประเภทที่อยู่อาศัยจำนวน 259 โครงการ และโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ จำนวน 6 โครงการ มีจำนวนหน่วยขายทั้งหมดที่ขายในตลาดรวมกันถึง 41,556 หน่วย มีมูลค่าการพัฒนารวมจำนวน 291,274 ล้านบาท มีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่ 7.004 ล้านบาท โดยจะพบว่าในเดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่มีจำนวนโครงการมากที่สุด 43 โครงการ ส่วนเดือนที่มีจำนวนหน่วยเปิดขายมากสุดคือเดือนพฤศจิกายนด้วยจำนวน 6,061 หน่วย (14.6%) มีมูลค่าโครงการรวม 62,818 ล้านบาท (21.6%) เนื่องจากในเดือนนี้มีการเร่งเปิดตัวโครงการก่อนสิ้นปี โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวและอาคารชุด จึงทำให้ภาพรวมของเดือนนี้มีจำนวนหน่วยขายสูงกว่าเดือนอื่นๆ ส่วนราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 มีราคาขายเฉลี่ยที่ 7.004 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ราคาเฉลี่ย 6.782 ล้านบาท (3.3%) โดยหากพิจารณาเฉพาะราคาเฉลี่ยของกลุ่มที่อยู่อาศัยจะมีราคาเฉลี่ยที่ 7.004 ล้านบาท  และถ้าเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ จะมีราคาเฉลี่ยที่ 9.981 ล้านบาท

            ถ้าสถานการณ์ยังชะลอตัวเช่นนี้ เชื่อว่าทั้งปี 2569 จะมีหน่วยเปิดใหม่ 40,000 หน่วย รวมมูลค่า 255,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าปี 2568 ที่เปิดตัว 41,490 หน่วย รวมมูลค่า 296,615 ล้านบาท จึงนับว่าปี 2569 นี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนหน่วยหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 (นับจากปี 2565) ส่วนมูลค่าหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 (นับจากปี 2566)

 

 

ภาวะตลาดในปัจจุบัน

            ณ สิ้นปี 2568 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 41,490 หน่วย ลดลงจากปี 2567 ที่เปิดตัว 61,453 หน่วย ถึง 32.5% ส่วนในด้านมูลค่า ก็หดตัวลงถึง 29.8% คือในปี 2568 เปิดตัว 290,615 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2567 เปิดตัวถึง 413,773 ล้านบาท อย่างไรก็ตามราคาเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยที่เปิดในปี 2568 กลับมีมูลค่า 7.004 ล้านบาทโดยเฉลี่ยในขณะที่ปี 2567 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 6.733 ล้านบาท แสดงว่าสินค้าใหม่มีราคาสูงกว่าเดิม ผู้มีรายได้น้อยกว่ามีความสามารถในการซื้อลดน้อลง

 

 

            ขณะนี้มีหน่วยรอขายในมือผู้ประกอบการจำนวน 221,805 หน่วย คาดว่าจะขายได้หมดในเวลา 49.8 เดือน สถานการณ์เช่นนี้มีลักษณะที่ดีขึ้นเพราะจำนวนหน่วยข้างต้นลดลงจากเกือบ 240,000 หน่วยเมื่อ 2 ปีก่อน แสดงว่าอุปทานถูกดูดซับไปมาก การเปิดตัวโครงการน้อยลง การดูดซับอุปทานเดิมมากขึ้น ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยจะกระเตื้องขึ้นได้ในอนาคต

 

 

การเปลี่ยนแปลงราคาแยกตามระดับราคา

การเปลี่ยนแปลงราคาตลาดที่อยู่อาศัย ณ สิ้นปี 2568 แยกตามประเภทบ้าน

 

            จากตารางข้างต้น ในรายละเอียดจะพบว่าราคาที่อยู่อาศัยเมื่อ 6 เดือนก่อน ราคาขายเฉลี่ยที่ประมาณ 4.612 ล้านบาท และในการสำรวจปัจจุบัน ราคาที่อยู่อาศัยเฉลี่ยที่ 4.477 ล้านบาท ซึ่งแสดงว่า ราคาที่อยู่อาศัยโดยรวมปรับตัวลดลง ประมาณ -2.9% โดยประเภทที่มีการปรับตัวลดลงมากที่สุด คือ ที่ดินจัดสรร -4.7% รองลงมา คือ อาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลง -4.1% อันดับสาม คือ อาคารชุด -3.5% และทาวน์เฮ้าส์ -2.8% ตามลำดับ ทุกประเภทมีราคาปรับตัวลดลงทั้งหมด ซึ่งหากมองภาพรวมแล้วจะเห็นได้ว่าในรอบนี้ที่อยู่อาศัยมีการปรับตัวลดลงเป็นส่วนใหญ่ แต่มีการปรับลดลงในรอบนี้ เป็นเพียงการปรับตัวลงลงเล็กน้อยเท่านั้นตามภาวะตลาด เศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง

 

            โดยภาพรวมแล้วราคาที่อยู่อาศัยมีการปรับลดลง โดยกลุ่มสินค้าที่มีการปรับลดจะเป็นสินค้าราคาทุกระดับราคา โดยเฉพาะระดับราคาถูก มีการปรับลดลงมากที่สุด คือ ระดับราคาต่ำกว่า 0.500 ล้านบาท ปรับลดลง -5.0% รองลงมา คือ ระดับราคามากกว่า 1.001-2.000 ล้านบาท ปรับลดลง  -4.0% และราคา 0.501-1.000 ล้านบาท ปรับลดลง -3.5% ส่วนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา คือ ระดับราคา <0.500 ล้านบาท ตามลำดับ การลดลงของระดับราคาในรอบนี้ มีสาเหตุจากการในรอบก่อนหน้าที่ผู้ประกอบการมีการพัฒนาสินค้าระดับราคาแพงออกมาขายอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีสินค้าคงค้างเหลือขายในตลาด เกิดการแข่งขันด้านราคา ผู้ประกอบการจึงมีการปรับระดับราคาลง พร้อมกันนี้ก็มีการจัดโปรโมชั่น ส่งเสริมการขายในช่วงปลายปีต้อนรับปีใหม่ 2568 นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ เช่น อัตราดอกเบี้ย ราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวตามอัตราเงินเฟ้อ การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการลดราคาไม่ได้มาก ทำให้ราคาเฉลี่ยมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการลดราคาลงจะเป็นสินค้าในกลุ่มระดับราคาปานกลาง ไปจนถึงระดับราคาแพง แต่ในกลุ่มสินค้าระดับราคาปานกลาง ไปจนถึงระดับราคาต่ำกลับมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น ตามลำดับ

 

อนาคตตลาดที่อยู่อาศัย

            ในขณะนี้ยังมีปัจจัยลบด้านตลาดที่อยู่อาศัย เช่น มาตรการ LTV ซึ่งก็ควรคงไว้ แต่ทำให้การซื้อยากขึ้น หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ทำให้ไม่สามารถซื้อบ้านได้ ต้นทุนธุรกิจปรับตัวเพิ่ม การเข้มงวดการอำนวยสินเชื่อ รวมทั้งการผันผวนของตลาดโลก และโอกาสอาจเกิดสงครามระหว่างประเทศมีมากขึ้น

            ปัจจัยบวกก็ยังมี เช่น อาจมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐบาลออกมาอีก ภาวะดอกเบี้ยมีทิศทางทรงตัวหรืออาจปรับลดลงบ้าง รวมทั้งยังอาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้อสังหาริมทรัพย์ดีขึ้น

 

ต่างชาตินิยมซื้อห้องชุดที่ไหน

            ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) เปิดเผยผลการสำรวจการขายห้องชุดในโครงการอาคารชุดทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่กำลังขายกันอยู่ทั้งหมดเกือบ 2,000 โครงการและพบข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ประกอบการวางนโยบายและแผนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งภาคประชาชน ดังนี้:



            ณ สิ้นปี 2568 คนต่างชาติซื้อห้องชุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถึง 6,160 หน่วยซึ่งถือเป็น “บ้านมือหนึ่ง” จากบริษัทผู้ประกอบการพัฒนาที่ดิน สูงสุดตั้งแต่เกิดโรคระบาดโควิด-19 เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา โดยซื้อเป็นสัดส่วนถึง 23.5% ในแง่ของจำนวนหน่วยขายห้องชุดในมือของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินที่ขายได้ทั้งหมดในปี 2568 และมีมูลค่าการขายโดยรวมสูงถึง 29,793 ล้านบาท หรือราว 26.6% ของมูลค่าห้องชุดทั้งหมดที่ยังอยู่ในมือของผู้ประกอบการและขายได้ในปี 2568

            อย่างไรก็ตามก่อนหน้าโรคระบาดโควิด-19 ปรากฏว่าต่างชาติซื้อห้องชุดมากกว่าในปัจจุบัน โดยในปี 2562 คนต่างชาติซื้อถึง 6,558 หน่วย (มากกว่าจำนวนที่ซื้อในปี 2568) แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 12.1% ของจำนวนห้องชุดในมือของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินทั้งหมดที่ขายในปีดังกล่าว และในแง่มูลค่าที่คนต่างชาติซื้อ ก็มีมูลค่าสูงถึง 30,516 หน่วย (สูงกว่าตัวเลขในปี 2568) แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 14.6% ของมูลค่าห้องชุดที่อยู่ในมือของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินที่ขายได้ในปีดังกล่าว  ห้องชุดที่ขายในปี 2562 ขายให้แก่คนต่างชาติในสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก ผู้ซื้อคนไทยเองยังมีอยู่มาก เพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจของชาติยังไม่ได้ตกต่ำลงเช่นในปัจจุบัน จะสังเกตได้ว่าคนต่างชาติซื้อห้องชุดในราคาเฉลี่ยที่สูงกว่าคนไทย เช่นในปีล่าสุด (ปี 2568) ต่างชาติซื้อในราคา 4.836 ล้านบาท แต่คนไทยซื้อเฉลี่ยในราคา 4.087 ล้านบาท หรือสูงกว่า 18%



            ทำเลที่ต่างชาติสนใจซื้อมากที่สุดในด้านของมูลค่าที่ซื้อในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็คือในเขตใจกลางเมือง (Central Business District: CBD) ที่มีรวมกันถึง 2,015 หน่วย โดยต่างชาติซื้อถึง 44.2% ของหน่วยขายห้องชุดทั้งหมดในปี 2568 ในทำเลดังกล่าว ทั้งนี้มูลค่าที่ต่างชาติซื้อรวมกันเป็นเงิน 16,596 ล้านบาท (526.9 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือราว 32.7% ของมูลค่าการซื้อขายห้องชุดทั้งหมดในทำเลดังกล่าว ทั้งนี้ราคาเฉลี่ยที่ต่างชาติซื้อในเขตใจกลางเมืองคือ 8.236 ล้านบาท หรือ 261,460 เหรียญสหรัฐ

            ในมูลค่าที่ต่างชาติซื้อห้องชุดทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวม 29,793 ล้านบาท (945.8 ล้านเหรียญสหรัฐ) ปรากฏว่ามาซื้อในเขตใจกลางเมืองรวมกันถึง 55.7% การนี้แสดงว่าต่างชาตินิยมซื้อห้องชุดในเขตใจกลางเมืองมากที่สุด ทั้งนี้เพราะต่างชาติคงมาทำธุรกิจและพักอาศัยในเขตใจกลางเมืองที่มีสาธารณูปโภคครบครันโดยเฉพาะทางด่วนและรถไฟฟ้า  ยิ่งกว่านั้นใจกลางเมืองยังเป็นแหล่งจับจ่ายและแหล่งบันเทิงสำคัญ ทำให้การใช้ชีวิตในใจกลางเมืองได้รับความสะดวกมากขึ้น

            ทำเลรัชดา-ลาดร้าว ก็มีต่างชาติซื้อห้องชุดมากเป็นอันดับที่ 1 ในแง่จำนวนหน่วย คือมีต่างชาติซื้อถึง 2,089 หน่วย จาก 2,603 หน่วย หรือ 80.3% ซึ่งแสดงว่าเป็นการซื้อเกินโควตาที่ 49% ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจใช้บริษัทนอมินีในการซื้อ หรือซื้อขายผ่านคนไทย ในทำเลนี้ผู้ซื้อชาวจีนน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดเพราะมีชุมชนชาวจีนอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ห้วยขวาง รัชดาภิเษก เป็นต้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าสินค้าห้องชุดในพื้นที่นี้เปิดขายให้กับนักลงทุนต่างชาติเป็นสำคัญ

            สำหรับมูลค่ารวมที่ต่างชาติซื้อห้องชุดในทำเลรัชดา-ลาดพร้าวนั้น ซื้อมากถึง 7,144 ล้านบาท หรือ 226.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 72.2% ของสัดส่วนมูลค่าห้องชุดทั้งหมดในทำเลนี้ แต่ทั้งนี้สินค้าห้องชุดที่ซื้อมีราคาเฉลี่ยเพียง 3.42 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นการซื้อในราคาที่ถูกกว่าราคาเฉลี่ยของคนไทยด้วยซ้ำไป ทั้งนี้อาจถือได้ว่าเป็นการแข่งขันกันซื้อกับผู้บริโภคคนไทยนั่นเอง
            นอกจากนี้ทำเลเด่นที่ต่างชาติสนใจซื้อห้องชุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก็คือ ทำเลอ่อนนุช-สุวรรณภูมิ ที่ต่างชาติซื้อห้องชุดไป 778 หน่วย หรือ 26.2% ของห้องชุดทั้งหมดในทำเลนี้ รวมมูลค่า 2,919 ล้านบาท (92.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือ 32.8% ของห้องชุดทั้งหมดในทำเลนี้ ส่วนราคาที่ซื้อเฉลี่ยหน่วยละ 3.752 ล้านบาท (119,111 เหรียญสหรัฐ)

            อีกทำเลหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงกันก็คือ ทำเลบางนา-เทพารักษ์ ที่มีต่างชาติซื้อรวมกันถึง 689 หน่วยหรือ 20.7% ของทั้งหมดในทำเลนี้  รวมมูลคาที่ซื้อ 1,498 ล้านบาท (47.6 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทั้งนี้ราคาที่ซื้อค่อนข้างถูกคือ 2.174 ล้านบาทต่อหน่วย หรือ 69,016 เหรียญสหรัฐเท่านั้น  ทั้งทำเลอ่อนนุช-สุวรรณภูมิ และทำเลบางนา-เทพารักษ์ เป็นทำเลที่ต่อเนื่องจากถนนสุขุมวิท (เขตวัฒนาและเขตคลองเตย) ซึ่งเป็นทำเลที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ และเข้าเมืองได้ง่ายด้วยรถไฟฟ้า รวมทั้งเดินทางไปท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิได้สะดวก จึงทำให้ทั้งสองทำเลนี้มีชาวต่างชาติสนใจเป็นจำนวนมาก

 

ขลบุรีและพัทยาวันนี้

            ชลบุรีถือเป็นจังหวัดอันดับสองรองจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพราะเป็นศูนย์กลางการบริหาร การท่องเที่ยว การอุตสาหกรรม และอื่นๆ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชลบุรีโดยเฉพาะพัทยาจึงโดดเด่นกว่าจังหวัดอื่น

 

แผนที่ 1,842 โครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรี

 

            จังหวัดชลบุรีมีจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยมากที่สุดรองจากเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้น โดยมีถึง 1,842 โครงการที่กำลังขายอยู่ ณ สิ้นปี 2568  โดยแบ่งเป็นอำเภอเมือง 426 โครงการ บางแสน 247 โครงการ ศรีราชา 222 โครงการ แหลมฉะบัง 91 โครงการ บ่อวิน 150 โครงการ พัทยาฝั่งติดทะเล (ตะวันตกของถนนสุขุมวิท) 284 โครงการ พัทยาฝั่งเนินเขา (ตะวันออกของถนนสุขุมวิท) 303 โครงการ และสัตหีบอีก 120 โครงการ

 

โครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรีแยกตามทำเล

 

            แม้ว่าอำเภอเมืองจะมีจำนวนโครงการมากที่สุด แต่

            1. หน่วยขายที่มีมากที่สุดอยู่ที่พัทยาฝั่งทะเล (ตะวันตกของถนนสุขุมวิท) ซึ่งมี 94,038 หน่วย รองลงมาจึงเป็นเขตอำเภอเมืองชลบุรี ซึ่งมี 61,201 หน่วย อันดับที่ 3 ก็คืออำเภอศรีราชา มีจำนวน 37,966 หน่วย ทั้งนี้อำเภอสัตหีบมีจำนวนน้อยสุดคือ 10,019 หน่วย

            2. อย่างไรก็ตามหากนับจำนวนหน่วยที่ยังเหลือขายอยู่ปรากฏว่าที่เขตอำเภอเมืองมีหน่วยเหลือขายมากที่สุดจำนวน 11,376 หน่วย รองลงมาจึงเป็นแถวพัทยาฝั่งทะเล (ตะวันตกของถนนสุขุมวิท) จำนวน 8,550 หน่วย และพัทยาฝั่งเนินเขา (ตะวันออกของถนนสุขุมวิท) จำนวน 4,749 หน่วย  ที่เหลือขายน้อยที่สุดคือแถวสัตหีบที่เหลืออยู่เพียง 636 หน่วย

            3. พัทยาฝั่งทะเลมีมูลค่าของหน่วยรอขายอยู่มากที่สุดถึง 49,261 ล้านบาท ทั้งนี้เพราะราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยสูงกว่าที่อื่นๆ คือประมาณ 3.934 ล้านบาทต่อหน่วย บริเวณพัทยาฝั่งเนินเขาก็มีมูลค่าของหน่วยเหลือขายสูงถึง 32,425 ล้านบาท มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 3.813 ล้านบาทต่อหน่วย

            4. พื้นที่ที่ขายดีที่สุดก็คือแถวแหลมฉะบังที่เดือนหนึ่งขายได้ 3.1% ของหน่วยขายทั้งหมดในพื้นที่ และสำหรับหน่วยที่เหลือจะใช้เวลาอีกราว 32.3 เดือนก็จะขายได้หมด  ส่วนที่ขายได้ต่อเดือนต่ำสุดคือแถวบ่อวิน ขายได้เดือนละ 1.7% ของหน่วยขายทั้งหมดในพื้นที่ และต้องใช้เวลาขายอีก 58.7 เดือนจึงจะหมด

 

ประเภทที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรี

 

            สินค้าหลักที่ขายในจังหวัดชลบุรีก็คือห้องชุดพักอาศัย โดยมี 150,841 หน่วย จากทั้งหมด 304,294 หน่วย หรือ 50% รองลงมาก็คือทาวน์เฮาส์จำนวน 73,428 หน่วย และบ้านเดี่ยว จำนวน 42,818 หน่วย  ตามด้วยบ้านแฝด และตึกแถว  หน่วยขายที่ขายได้แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นห้องชุด จำนวน 135,902 หน่วย จาก 264,773 หน่วย หรือ 51% ของทั้งหมด และแน่นอนว่าหน่วยรอขายกลุ่มใหญ่ที่สุดก็คือห้องชุด จำนวน 14,939 หน่วย จาก 39,521 หน่วย หรือ 38% ของทั้งหมด แสดงว่าห้องชุดมักขายได้เร็วกว่าสินค้าอื่นๆ โดยเดือนหนึ่งขายได้ 2.9% ส่วนทาวน์เฮาส์ขายได้ 1.8% และบ้านเดี่ยวขายได้ 1.9% ของจำนวนหน่วยทั้งหมดต่อเดือน ดังนั้น ห้องชุดจึงจะขายได้หมดภายในเวลา 34.1 เดือนในขณะที่ค่าเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยทั้งหมดจะขายหมดในเวลา 41.1 เดือน

 

จำนวนหน่วยที่สามารถขายได้ในจังหวัดชลบุรี

 

            ในจังหวัดชลบุรีในปี 2568 สามารถขายได้ 11,632 หน่วย รวมมูลค่า 49,678 ล้านบาท โดยมีราคาเฉลี่ยที่ขายได้หน่วยละ 4.099 ล้านบาท แสดงวาขายได้ราว 23% ของจำนวนหน่วยที่ขายได้ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลขายได้ประมาณ 50,472 หน่วย ทั้งนี้ สินค้าที่ขายได้มากที่สุดคือห้องชุดจำนวน 7,830 หน่วย รวม 33,186 ล้านบาท หรือเป็น 67% ของจำนวนหน่วยและมูลค่าที่ขายได้ทั้งหมดในจังหวัดชลบุรี  โดยห้องชุดยังมีหน่วยขายรอขายอีกไม่เกิน 17.6 เดือน ในขณะที่สินค้าอื่นขายได้น้อยกว่ามาก เฉลี่ยแล้วต้องใช้เวลาอีก 30.7 เดือน สถานการณ์จึงยังน่าห่วงใย

            ผลการสำรวจในรายละเอียดพบว่า

            1. ในเขตอำเภเมืองชลบุรี สินค้าที่มีมากที่สุดก็คือทาวน์เฮาส์ โดยเฉพาะในระดัรบราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 3,006 หน่วย แต่ขายได้เพียง 232 หน่วยเท่านั้น ส่วนสินค้าที่ขายดี ได้แก่ห้องชุด โดยเฉพาะห้องชุดราคา 1-2 ล้านบาทที่มี 2,464 หน่วยและขายได้ 595 หน่วย

            2. ในเขตบางแสน ชลบุรี สินค้าที่มีมากที่สุดก็คือทาวน์เฮาส์ โดยเฉพาะในระดัรบราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 1,078 หน่วย แต่ขายได้เพียง 88 หน่วยเท่านั้น ส่วนสินค้าที่ขายดี ได้แก่ห้องชุด โดยเฉพาะห้องชุดราคา 1-2 ล้านบาทที่มี 673 หน่วยและขายได้ 333 หน่วย

            3. ในอำเภอศรีราชา ชลบุรี สินค้าที่มีมากที่สุดก็คือห้องชุด โดยเฉพาะในระดัรบราคา 1-2 ล้านบาท จำนวน 1,239 หน่วย แต่ขายได้เพียง 346 หน่วยเท่านั้น ส่วนอันดับสอง ได้แก่ทาวน์เฮาส์ โดยเฉพาะในราคา 1-2 ล้านบาทเช่นกันที่มี 688 หน่วยและขายได้ 127 หน่วย  อำเภอนี้มีตลาดขนาดเล็กของที่อยู่อาศัย

            4. ในเขตบางแสน ชลบุรี สินค้าที่มีมากที่สุดก็คือทาวน์เฮาส์ โดยเฉพาะในระดัรบราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 854 หน่วย แต่ขายได้เพียง 93 หน่วยเท่านั้น ส่วนสินค้าที่ขายดี ได้แก่ห้องชุด โดยเฉพาะห้องชุดราคา 1-2 ล้านบาทที่มี 808         หน่วยและขายได้ 323 หน่วย  ส่วนสินค้าอื่นมีจำนวนน้อยมาก

            5. ในพื้นที่บ่อวิน ชลบุรี สินค้าที่มีมากที่สุดก็คือทาวน์เฮาส์ โดยเฉพาะในระดัรบราคา 1-2 ล้านบาท จำนวน 2,773 หน่วย แต่ขายได้ 304 หน่วย ในพื้นที่นี้ไม่มีห้องชุดเลย สินค้าอื่นที่สำคัญก็คือบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด โดยกลุ่มหลักอยู่ในระดับราคา 3-5 ล้านบาทเป็นสำคัญ

            6. พัทยาฝั่งทะเล (ตะวันตกของถนนสุขุมวิท) มีสินค้าหลักแทบทั้งหมดคือห้องชุด ทั้งนี้ห้องชุดที่มีขายมากที่สุดก็คือในระดับราคา 3-5 ล้านบาท (4,740 หน่วย ขายได้ 1,481 หน่วย) รองลงมาคือระดับราคา 5-7 ล้านบาท (3,837 หน่วย ขายด้ 1,834 หน่วย) สินค้าที่มีราคาเกิน 10 ล้านบาท มีอยู่ประมาณ 1,200 หน่วยเท่านั้น ไม่ได้มากมายเช่นในจังหวัดภูเก็ต

            7. ที่ฝั่งภูเขาของพัทยา (ตะวันออกของถนนสุขุมวิท) สินค้าหลักคือบ้านเดี่ยว โดยมีจำนวน 2,436 หน่วย ขายไปแล้ว 435 หน่วย โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดคือระดับราคา 5-7 ล้านบาท (569 หน่วย ขายได้แล้ว 156 หน่วย) ที่มีราคาเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไปมี 951 หน่วย และขายได้รวม 169 หน่วยเท่านั้น การขายเป็นไปค่อยข้างช้า

            8. สัตหีบ ทั้งนี้เป็นตลาดขนาดเล็กๆ สินค้าสำคัญก็คือบ้านเดี่ยว 552 หน่วย ส่วนห้องชุดมีเพียง 180 หน่วย โดยบ้านเดี่ยวกลุ่มใหญ่สุดมีราคา 3-5 ล้านบาท (204 หน่วย ขายได้ 55 หน่วย) และราคา 2-3 ล้านบาท (จำนวน 190 หน่วย ขายได้ 18 หน่วย) สำหรับตลาดห้องชุด มีขนาดเล็ก เพียง 180 หน่วย และกลุ่มหลักขายในราคาค่อนข้างสูงคือ 7-10 ล้านบาท จำนวน 98 หน่วย ขายได้แล้ว 34 หน่วย

            โดยสรุปแล้วตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรีค่อนข้างชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะโรงงานใหญ่ๆ ย้ายตัวออกไปประเทศอื่น ทำให้คนงานตกงาน โรงงานจีนก็ไม่ค่อยได้จ้างคนไทยเช่นแต่ก่อน  ส่วนในพื้นที่ท่องเที่ยวเช่นพัทยา ก็ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง อนาคตของพัทยาโดยรวมยังดีกว่าพื้นที่อื่นๆ

 

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต

            จากผลการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยล่าสุด ณ ปี 2569 โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) พบว่าอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตเติบโตเป็นอย่างมาก

 

แผนที่ 1: จำนวนโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต 777 โครงการ

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส


            ภูเก็ตเป็นเมืองที่มีขนาดตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้น ทั้งนี้นับจากมูลค่าสินค้าอสังหาริมทรัพย์ที่ยังรอขายอยู่ในปัจจุบัน ณ ปี 2569 ซึ่งมีอยู่รวมกัน 194,545 ล้านบาท ในขณะที่ชลบุรี มีจำนวนหน่วยรอขายสูงสุดรองจากเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพราะมีอยู่ถึง 39,521 หน่วย แต่มูลค่ารอการขายมี 160,000 ล้านบาท อาจกล่าวได้ว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตราคาเฉลี่ยสูงถึง 12.921 ล้านบาท ในขณะที่ในจังหวัดชลบุรี ราคาเฉลี่ยเป็นเงิน 4.048 ล้านบาท ในแง่จำนวนหน่วยรอขายภูเก็ตยังเป็นรองจากเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ชลบุรี ระยอง และเชียงใหม่

            ณ สิ้นปี 2568 ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์สสำรวจโครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวน 777 โครงการทั่วเกาะภูเก็ตพบว่า 47% อยู่ในอำเภอถลาง 38% อยู่ในอำเภอเมืองและ 15% อยู่ในอำเภอกระทู้ มีจำนวนรวมกัน 88,997 หน่วย ขายไปแล้ว 62,132 หน่วย และเหลือขายอยู่ 9,463 หน่วย ทั้งนี้อัตราการขายได้ต่อเดือนคือ 4.4% ซึ่งถือว่าสูงกว่าในกรุงเทพมหานคร และหากไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ก็จะใช้เวลาขายอีกประมาณ 22.8 เดือนหรือเกือบ 2 ปี ในขณะที่อุปทานในกรุงเทพมหานคร ต้องใช้เวลาขายอีกประมาณ 4 ปี

            สินค้าอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตประกอบด้วยบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว อาคารชุดเพื่อการอยู่อาศัย ที่ดินจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัย อาคารชุดตากอากาศ และวิลล่า โดยรวมแล้วสินค้าเหล่านี้ขายได้แล้วถึง 83% สินค้าที่ขายได้เร็วที่สุดก็คือห้องชุดพักอาศัยโดยเดือนหนึ่งขายได้ 6.1% (ไม่นับที่ดินจัดสรรซึ่งมีอยู่น้อยมาก) รองลงมาเป็นวิลล่าที่ขายได้เดือนละประมาณ 4.5% สินค้าอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตจึงถือว่าขายดีกว่าในกรุงเทพมหานคร

            สินค้าหลักในภูเก็ตคือห้องชุดตากอากาศ มีจำนวนมากคือ 38,613 หน่วย แต่มีมูลค่าสูงถึง 321,036 ล้านบาท หรือ 48% ของมูลค่ารวมทั้งหมด ส่วนวิลล่าที่มีรวมกัน 6,563 หน่วย ขายแล้ว 3,949 หน่วยและยังเหลืออยู่ 2,614 หน่วย มีมูลค่ารวมถึง 207,568 ล้านบาท หากคิดจากจำนวนหน่วยวิลล่ามีสัดส่วนเพียง 7% และหากคิดในแง่มูลค่า วิลล่ามีสัดส่วนในตลาดสูงถึง 31%

            ในด้านหนึ่งมูลค่าของสินค้าตากอากาศ คือห้องชุดตากอากาศและวิลล่ามีจำนวนรวมกัน 50% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด ในขณะที่มีมูลค่ารวมกันถึง 79% ของสินค้าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด  แสดงว่าภูเก็ตเป็นแหล่งรวมของสินค้าที่เน้นขายหรือให้เช่าแก่ชาวต่างชาติเป็นสำคัญ  ในอีกด้านหนึ่ง สินค้าประเภทที่อยู่อาศัยสำหรับคนท้องถิ่นหรือคนไทยต่างถิ่นที่ย้ายเข้ามาทำงานในภูเก็ต กลับมีสัดส่วนน้อยมาก เช่น บ้านเดี่ยวมีเพียง 7% เช่นเดียวกับบ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ก็มีเพียง 12% ส่วนห้องชุดพักอาศัย แม้มีสัดส่วน 21% ของจำนวนหน่วย แต่มีมูลค่าเพียง 7% ของมูลค่าการพัฒนาเท่านั้น

            ในมูลค่าการพัฒนาทั้งหมด 671,860 ล้านบาทนั้น ปรากฏว่า ที่ขายในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทนั้นมีอยู่เพียง 151,720 ล้านบาทเท่านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 23% สินค้าส่วนใหญ่มีราคาสูงกว่านี้ โดยสินค้าที่มีราคาตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป มีรวมกันถึง 241,572 ล้านบาท หรือ 36% ของทั้งหมด ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าสินค้าอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตมีลักษณะพิเศษที่เน้นชาวต่างชาติหรือผู้มีรายได้สูงในประเทศไทยเอง ไม่ใช่เป็นเมืองสำหรับคนไทยโดยตรง

 

ตารางที่ 2: โครงการอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต เรียงตามระดับราคา

 

ตารางที่ 3: เปรียบเทียบห้องชุดพักอาศัยกับห้องชุดตากอากาศในภูเก็ต


 

            ในขณะที่ห้องชุดพักอาศัยมีมูลค่ารวมกันเพียง 48,992 หน่วย ห้องชุดตากอากาศมีมูลค่าสูงถึง 321,036 ล้านบาท หรือมากกว่ากันถึงเกือบ 7 เท่า ห้องชุดพักอาศัยทั่วไปมีราคาขายสูงสุดไม่เกิน 10-15 ล้านบาท แต่กลุ่มใหญ่ที่สุดขายในราคา 2-3 ล้านบาทเท่านั้น ราคาเฉลี่ยเพียง 2.562 ล้านบาท ในขณะที่ห้องชุดตากอากาศมีราคาเฉลี่ย 8.314 ล้านบาท  มีราคาเกิน 100 ล้านบาทถึง 90 หน่วย รวมมูลค่า 13,004 ล้านบาท ขายแล้ว 54 หน่วย ยังเหลือรอผู้มาซื้อจำนวน 36 หน่วยเท่านั้น  สินค้าประเภทอาคารชุดตากอากาศมักอยู่ตามชายทะเลเป็นสำคัญ

            เมื่อเจาะลึกไปที่อำเภอถลาง ซึ่งเป็นอำเภอที่มีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สูงสุดในจังหวัดภูเก็ต (เทียบกับอำเภอเมืองและอำเภอกระทู้) จะพบว่าในอำเภอนี้มีการพัฒนาห้องชุดตากอากาศมากเป็นพิเศษถึง 222,892 ล้านบาท หรือ 69% ของทั้งหมด  ระดับราคาที่มีการพัฒนามากที่สุดก็คือ ราคา 7-10 ล้านบาท โดยมีมูลค่า 43,751 ล้านบาท และมีราคาเฉลี่ยที่ 8.212 ล้านบาท ขายได้แล้ว 79%  ส่วนระดับราคา 100 ล้านบาทขึ้นไปนั้นมีจำนวนน้อยเพียง 68 หน่วย มูลค่า 12,784 ล้านบาท เฉลี่ยหน่วยละ 188 ล้านบาท

 

ซื้อห้องชุดในไทยเทียบกับจีน

            ห้องชุดในอาคารชุดหรือคอนโดมีเนียมในประเทศไทยและจีนก็มีสภาพคล้ายๆ กัน แต่การเปิดให้ต่างชาติซื้ออาจมีเงื่อนไขที่ต่างกันมาก เราควรพิจารณา

            1. เงื่อนไขของผู้ซื้อนั้นในเบื้องต้นผู้ซื้อต่างชาติต้องอยู่อาศัยในประเทศที่จะซื้อก่อนซื้อหรือไม่ ปรากฏว่าในกรณีประเทศไทย ไม่จำกัด แต่ที่จีนถ้าเราจะซื้อ เราต้องอยู่อาศัยในจีนมาแล้วประมาณ 1-2 ปี จึงจะมีคุณสมบัติที่จะซื้อได้ ผมเคยไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเซียะเหมิน แต่อยู่ไม่ถึงปี ก็ซื้อไม่ได้ เป็นต้น

            2. ในด้านราคา ปรากฏว่าในกรณีประเทศไทย ไม่มีข้อจำกัด ซื้อได้ทุกราคา ผลการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่าต่างชาติซื้อห้องชุดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปี 2568 นั้น ปรากฏว่า 14% ซื้อในราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท อีก 26% ซื้อในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท และอีก 26% ซื้อในราคา 3-5 ล้านบาท สรุปแล้วสองในสาม (66%) ซื้อในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท  แต่ที่จีนถึงแม้ไม่ได้กำหนด แต่ปรากฏว่าห้องชุดในเมืองใหญ่ๆ ของจีนมีราคาตารางเมตรละ 200,000 – 300,000 บาท และขนาดขั้นต่ำของห้องชุดในจีนก็ราว 50-60 ตารางเมตร ก็แสดงว่าราคาที่ต่างชาติซื้อต้องมีราคาประมาณ 10-20 ล้านบาทขึ้นไป  แต่ที่ไทย คนจีนมาซื้อคนไทยได้เลย

            3. จำนวนที่ซื้อได้ ที่ไทยก็ไม่จำกัด แต่ปกติไม่เกิน 49% ตามกฎหมาย แต่ในจีนปรากฏว่า คนต่างชาติซื้อได้แค่ 1 หน่วยเท่านั้น

            4. สำหรับวัตถุประสงค์ที่ซื้อก็ปรากฏว่าในไทยไม่ระบุ แต่ในจีนระบุชัดว่าซื้อห้องชุดในจีนไปอยู่อาศัยของผู้ซื้อได้เท่านั้น

            5. ซื้อห้องชุดไปเก็งกำไรได้ไหม ในไทยสามารถทำได้โดยเสรี แต่ในประเทศจีนไม่ได้

            6. ซื้อไปปล่อยเช่ารายวันได้ไหม ที่ไทยทำไม่ได้ตามกฎหมายแต่ในทางปฏิบัติก็ปรากฏว่ามีอาคารชุดมากมายที่ทำกัน แต่ในจีนห้าม

            7. ระยะเวลาการครอบครอง ถ้าเราซื้อห้องชุดในไทย เราครอบครองได้ตลอดไป จนกว่าอาคารจะพังซึ่งอาจจะกินเวลาเป็นร้อยปี แต่ในจีน ครอบครองได้ 70 ปี

            8. กรณีอาคารถูกรื้อหรือพังไป ในไทยถึงแม้อาคารจะพังไป แต่ตัวที่ดิน เจ้าของร่วมทั้งหลายยังถือเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนั้นร่วมกัน แต่ในจีนครบ 70 ปีแล้วก็หมดสิทธิครอบครอง

            9. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในไทย ถ้าเป็นที่อยู่อาศัยหลังแรกที่ราคาเกิน 50 ล้านบาทของราคาประเมินราชการ ก็ต้องเสียภาษีเพียง 0.02% (ล้านละ 200 บาท) ของราคาประเมินราชการ ซึ่งมักจะต่ำกว่าราคาตลาดเป็นอย่างมาก แต่ในจีน ต้องเสียภาษีถึง 1.2% ของราคาตลาดตามอายุที่เหลืออยู่ (จากไม่เกิน 70 ปี)

            10. ภาษีรายปีจากการให้เช่าห้องชุด ในไทยไม่มีแล้ว เพราะรวมอยู่ในภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรายปีแล้ว แต่ในจีน สมมติว่าเราซื้อห้องชุดแล้ว ต่อมาย้ายกลับประเทศ หากให้เช่า ผู้ให้เช่าจะต้องเสียภาษีสูงถึง 12% ของค่าเช่าที่เก็บได้

            11. ภาษีกำไรจากการขายต่อ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Capital Gain Tax ในไทยปรากฏว่าแทบจะไม่เสียยกเว้นกรณีภาษีธุรกิจเฉพาะที่ครอบครองมาในระยะเวลา 5 ปี ที่เกินนั้นก็ยิ่งเสียเล็กน้อยมาก แต่ในจีน กำไรจากการขายห้องชุด ต้องเสียภาษีขั้นต่ำ 30% และเป็นขั้นบันไดไปถึง 60%

 

ผู้เขียน

ดร. โสภณ พรโชคชัย
林 俊 秋
Dr.Sopon Pornchokchai

 

            ดร.โสภณ เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในงานประเมินค่าทรัพย์สิน โดยได้รับเชิญให้ไปบรรยายด้านอสังหาริมทรัพย์ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอกทั้งในประเทศและต่างประเทศ เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ ESCAP, UN-Habitat, World Bank และองค์กรนานาชาติอื่น ดร.โสภณ สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตสาขาที่ดินและที่อยู่อาศัยจาก Asian Institute of Technology (AIT) ได้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการประเมินค่าทรัพย์สินจาก LRTI - Lincoln Institute of Land Policy และหลักสูตรการพัฒนาที่อยู่อาศัยจาก Katholieke Universeit Leuven (Belgium)
 

            ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิประเมินค่า-นายหน้าแห่งประเทศไทย ผู้อำนวยการโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย นายกสมาคม FIABCI ประเทศไทย และสมาคมผู้ซื้อบ้าน ผู้แทนสมาคม International Association of Assessing Officers ในไทย เป็นสมาชิก Global Valuation Forum ของ the Appraisal Foundation (USA) และรองประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย
 

            งานสำรวจวิจัยชิ้นสำคัญ คือ การค้นพบสลัมจำนวน 1,020 แห่ง (พ.ศ.2528) การสร้างแบบจำลอง CAMA (Computer Assisted Mass Appaisal) เพื่อการประเมินค่าทรัพย์สิน (ปี.2533) การพยากรณ์บ้านว่างอย่างถูกต้องจำนวน 300,000 หน่วย (ปี 2538, 2541) การศึกษาการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (ปี 2543) และการสร้างแบบจำลองในการประเมินมูลค่าที่ดิน (ปี 2545) การวางมาตรฐานวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินเวียดนาม (ที่ปรึกษากระทรวงการคลัง เวียดนาม ปี 2549) การเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลัง อินโดนีเซีย (ปี 2551) โครงการเวนคืน ธนาคารโลก ณ กรุงจาการ์ตา (ปี 2553) โครงการที่ปรึกษากระทรวงการคลัง กัมพูชา (2555) การสำรวจอสังหาริมทรัพย์อาเซียน (2558) โครงการศึกษานครทั่วโลก (2558) การย้ายสวนสัตว์กรุงเทพฯ (2562) และการประเมินค่าเขื่อน 28 แห่งในลาว (2567)

 

Email: sopon@area.co.thsopon@trebs.ac.th

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://www.area.co.th/t/10165
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
doctorsopon's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 11 ครั้ง
โพสท์โดย doctorsopon
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ลิงก์ไลฟ์สดไวรัล Lina Miaa ระวังของปลอม กดพลาดเสี่ยงเสียบัญชีโหมดเครื่องบินมีไว้ทำไม?สหรัฐฯ โจมตีจุดยิงขีปนาวุธอิหร่าน ระหว่างหยุดยิงยังเปราะบาง10 อำเภอของไทยที่ไม่มีห้างใหญ่ แต่คนท้องถิ่นกลับใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขไขข้อสงสัย! ทะเบียนบ้านไม่มี "เจ้าบ้าน" ได้ไหม? ส่องข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่เจ้าของบ้านควรรู้เมืองชายแดนที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ปลากัดอันตูตา ปลากัดป่าบอร์เนียวตัวใหญ่ สายอมไข่ที่นักเลี้ยงหลงเสน่ห์อาเบะลาออกหลังถูกจับข้อหาทำร้ายลูก คำถามที่ญี่ปุ่นยังถกกันราชกิจจาฯ ออกเกณฑ์ห้ามขายแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษา มีผล 26 พ.ค. 2569 (วันนี้)เจาะรหัสลับ "แปลปกสลากฯ" ประจำวันที่ 1 มิ.ย. 69สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 1/6/69การสู้รบปะทุขึ้นในภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
การสู้รบปะทุขึ้นในภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกราชกิจจาฯ ออกเกณฑ์ห้ามขายแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษา มีผล 26 พ.ค. 2569 (วันนี้)อาหารเมดิเตอร์เรเนียน: เคล็ดลับสุขภาพดีที่ธรรมชาติสร้างสรรค์อาเบะลาออกหลังถูกจับข้อหาทำร้ายลูก คำถามที่ญี่ปุ่นยังถกกัน5 ทะเลสัตหีบน่าเที่ยวปี 2026 น้ำใส เดินทางง่าย ใกล้กรุงเทพฯ5 นิสัยเล็ก ๆ ที่ทำให้น้ำหนักขึ้นง่าย แก้ก่อนร่างกายเริ่มฟ้อง
กระทู้อื่นๆในบอร์ด บ้าน คอนโด ที่ดิน
ส่องไอเดียแต่งบ้านสไตล์ "ตู่ ภพธร" ที่อบอุ่น ชิค และเหนือกาลเวลาตลาดอสังหาริมทรัพย์เดือนมีนาคมเนลสัน หลี่: ราคาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงฟื้นตัวอย่างรวดเร็วราคาประเมินค่าก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2569 (มีนาคม 2569)
ตั้งกระทู้ใหม่