สวยัมภูนาถ มหัศจรรย์แห่งศรัทธาและการเดินทาง
สวยัมภูนาถ (Swayambhunath) (อักษรเทวนาครี: स्वयम्भू स्तूप; ภาษาเนวารี: स्वयंभू; หรือเรียกว่า Swayambhu Great Stupa, Swayambu หรือ Swoyambhu) เป็นศาสนสถานโบราณที่ตั้งอยู่บนยอดเขาในหุบเขากาฐมาณฑุ ทางทิศตะวันตกของกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ชื่อในภาษาทิเบตและสันสกฤตของสถานที่แห่งนี้มีความหมายว่า “เกิดขึ้นเอง” หรือ “ผุดขึ้นเองโดยธรรมชาติ” เนินเขาที่ตั้งของสถูปแห่งนี้ถือเป็นสถานที่แสวงบุญมาแต่โบราณ และเชื่อกันว่าเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าปฐมกาล หรือ อาทิพุทธะ (Adi-Buddha)
สำหรับชาวพุทธทั่วโลก สถูปแห่งนี้ได้รับการเคารพบูชาในฐานะหนึ่งในสถูปที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดในโลก โดยเชื่อว่าเคยเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในอดีตหลายพระองค์ ได้แก่ พระโกนาคมนพุทธเจ้า (Koṇāgamana Buddha), พระกกุสันธพุทธเจ้า (Kakusandha Buddha) และพระกัสสปพุทธเจ้า (Kassapa Buddha) ด้วยคุณค่าอันโดดเด่นระดับสากล สวยัมภูนาถจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979
สำหรับชาวเนวาร์ (Newari) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในพื้นที่ การปฏิบัติศาสนกิจประจำวัน ณ สวยัมภูมีความสำคัญอย่างยิ่ง และถือเป็นหนึ่งในสามสถานที่แสวงบุญทางพุทธศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ส่วนสำหรับชาวทิเบตและผู้ศรัทธาในพุทธศาสนานิกายทิเบต สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญรองลงมาจากพุทธนาถ (Boudha) เท่านั้น
ศิลปะและสัญลักษณ์ส่วนใหญ่ของสวยัมภูนาถ ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาวัชรยานของชาวเนวาร์ ทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางแห่งความเคารพศรัทธาของชาวพุทธหลายนิกาย และยังได้รับความเคารพจากชาวฮินดูอีกด้วย สถูปแห่งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของความกลมกลืนทางศาสนา โดยมีทั้งเทวสถานฮินดูและเทพเจ้าฮินดูรวมอยู่ภายในพื้นที่พุทธสถานโบราณแห่งนี้ ชาวพุทธและชาวฮินดูนับพันต่างมาเยือนร่วมกันอย่างกลมกลืนทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้ บริเวณวัดและเนินเขาแห่งนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิงจำนวนมาก จึงได้รับฉายาว่า “วัดลิง” (The Monkey Temple)
ประวัติศาสตร์
ตำนาน
ตามคัมภีร์สวยัมภูปุราณะ (Swayambhu Purana) ในยุคทอง หุบเขากาฐมาณฑุเคยเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพญานาคในตำนาน เช่น กรรโกฏกะ (Karkotaka), ตักษกะ (Takshaka) และกุลิกะ (Kulika) รวมทั้งเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ฤๅษี โยคี เทพเจ้า เทพธิดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ มาชำระล้างและประกอบพิธีในน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
วันหนึ่ง พระวิปัสสีพุทธเจ้า (Vipassī Buddha) ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าในกัปก่อน ได้เสด็จมายังทะเลสาบและหว่านเมล็ดบัวลงไป เมล็ดนั้นเติบโตเป็นดอกบัวพันกลีบ และเปล่งแสงสว่างนิรันดร์ในรูปแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ (Jyotirupa) โดยมีพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ ได้แก่ พระไวโรจนะ (Vairocana), พระอักโษภยะ (Akshobhya), พระรัตนสัมภวะ (Ratnasambhava), พระอมิตาภะ (Amitābha) และพระอโมฆสิทธิ (Amoghasiddhi) ปรากฏอยู่ในแต่ละทิศของแสงสีต่าง ๆ
เมื่อพระศิกิ ตถาคต (Shikhi Tathagata) และต่อมาคือพระวิศวภู ตถาคต (Viswobhu Tathagata) ได้ทราบเรื่องดอกบัวและแสงศักดิ์สิทธิ์นี้ ก็เสด็จมาสักการะจากยอดเขารอบ ๆ
ต่อมา พระมัญชุศรีพุทธเจ้า (Buddha Manjushri) ได้เสด็จมายังทะเลสาบ และทรงพิจารณาว่าควรระบายน้ำออกจากทะเลสาบเพื่อให้ผู้คนสามารถเดินทางมาสักการะแสงศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ พระองค์จึงใช้ดาบวิเศษอันไม่มีวันแตกหักฟันภูเขาให้น้ำไหลออกจากหุบเขา และสร้างทะเลสาบอื่น ๆ ขึ้นใกล้เคียงเพื่อให้พญานาคทั้งหลายมีที่อยู่อาศัยใหม่
หลังจากนั้น พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า และพระกัสสปพุทธเจ้าก็ได้มาสักการะแสงที่เกิดขึ้นเองนี้ ซึ่งเรียกว่า “สวยัมภู” (Swayambhu) หมายถึง “สิ่งที่เกิดขึ้นเอง”
พระกัสสปพุทธเจ้าได้เสด็จกลับไปยังเมืองกาสีในอินเดีย และทรงเทศนาเกี่ยวกับแสงศักดิ์สิทธิ์นี้ พร้อมส่งกษัตริย์แห่งแคว้นเกาดะ (เบงกอล) นามว่า ประจันฑเทวะ (Prachandadev) ให้เดินทางมายังหุบเขาเพื่อสักการะ พระองค์มีความประสงค์จะสร้างมหาสถูปเพื่อปกป้องแสงศักดิ์สิทธิ์นี้ จึงสร้างสถูปครอบไว้ ทำให้มองเห็นเพียงองค์สถูปอันยิ่งใหญ่เท่านั้น จากนั้นพระองค์ได้บวชเป็นพระภิกษุและวางรากฐานพิธีกรรมต่าง ๆ รอบมหาสถูปแห่งนี้
ประวัติศาสตร์โบราณและยุคกลาง
ตามคัมภีร์ต่าง ๆ เช่น สวยัมภูปุราณะ พระโคตมพุทธเจ้า (Gautama Buddha) เคยเสด็จมาสักการะและแสดงธรรม ณ สถูปแห่งนี้
ในบรรดาผู้ฟังธรรม มีพระนางหริติ (Hariti) เทวีผู้พิทักษ์พระธรรมอันดุร้าย ซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อพระพุทธเจ้าว่าจะปกป้องมหาสถูปสวยัมภู วิหารต่าง ๆ วัฒนธรรมพุทธ และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี วัดของพระนางจึงถูกสร้างไว้ใกล้กับสถูปหลักของสวยัมภู
ภายหลังจากจักรพรรดิอโศกมหาราช (Emperor Ashoka) ทรงหันมานับถือพุทธศาสนาหลังสงครามกาลิงคะ พระองค์ได้เสด็จไปยังลุมพินีซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า และเชื่อกันว่าในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล พระองค์ได้เสด็จมายังสวยัมภูนาถพร้อมกับพระอุปัชฌาย์อุปคุปตภิกษุ พระมเหสีจักรพรรดินีติษยรักษา และพระธิดาเจ้าหญิงจารุมตี ซึ่งอภิเษกกับเจ้าชายเนปาลชื่อเทวปาละ และได้สร้างวัดต่าง ๆ ในบริเวณนี้
ต่อจากนั้น กษัตริย์ราชวงศ์ลิจฉวี (Licchavi) ได้สร้างสถูปเพิ่มเติมบนเนินเขาแห่งนี้ ตามบันทึกในคัมภีร์ Gopālarājavaṃśāvalī กษัตริย์วฤษเทวะ (Vṛsadeva) ซึ่งเป็นปู่ทวดของกษัตริย์มาณเทวะ (Mānadeva) ได้บูรณะสถานที่แสวงบุญแห่งนี้หลายครั้ง โดยมีหลักฐานจากศิลาจารึกที่ระบุว่าพระองค์ทรงสั่งการให้ดำเนินงานในปี ค.ศ. 640
ผู้แสวงบุญสำคัญอื่น ๆ ที่เคยมายังสถูปแห่งนี้ ได้แก่ พระนาคารชุน (Nāgārjuna) ปรมาจารย์มหายานจากอินเดียใต้ ซึ่งพำนักอยู่บนเนินเขานานถึง 12 ปี อาจารย์วสุพันธุ (Vasubandhu) ที่มาแสวงบุญและพำนักอยู่จนสิ้นชีวิต รวมถึงศานตรักษิตะ (Śāntarakṣita) และปัทมสัมภวะ (Padmasambhava) ซึ่งเคยมาประกอบพิธีกรรมระหว่างการเดินทางไปทิเบตและอินเดีย
ในศตวรรษที่ 15 พระภิกษุชาวพุทธอินเดียชื่อ ศารีบุตร (Śāriputra) เจ้าอาวาสแห่งพุทธคยา (Bodh Gaya) ได้เป็นผู้นำการบูรณะสถูปครั้งใหญ่ เนื่องจากในเวลานั้นสภาพทรุดโทรมมาก โดยได้รับความช่วยเหลือจากกษัตริย์แห่งราชวงศ์มัลละ (Malla)
กษัตริย์ฮินดูหลายพระองค์ก็เคยมาสักการะสถานที่แห่งนี้ รวมถึงพระเจ้าประตาป มัลละ (Pratap Malla) กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจแห่งกาฐมาณฑุ ผู้สร้างบันไดทางทิศตะวันออกในศตวรรษที่ 17
มาร์ปา โลซาวา (Marpa Lotsawa) อาจารย์ของมิลเรปะ (Milarepa) โยคีชื่อดังของทิเบต รวมถึงลามะชาวทิเบตจำนวนมาก ต่างเดินทางมาสักการะสวยัมภูอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
สถูปได้รับการบูรณะครั้งใหญ่สมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2010 ซึ่งเป็นการบูรณะครั้งใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1921 โดยมีการลงทองใหม่ด้วยทองคำหนัก 20 กิโลกรัม การบูรณะครั้งนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์สมาธินิงมะแห่งแคลิฟอร์เนีย และเริ่มต้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2008
อย่างไรก็ตาม สวยัมภูนาถได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเนปาลเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2015
สถาปัตยกรรม
ตามแนวคิดของพุทธศาสนาวัชรยาน สวยัมภูเป็นสัญลักษณ์ของ “ความว่าง” (Void) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของจักรวาล
โดมทรงครึ่งวงกลมของสถูปตั้งอยู่เหนือทางเดินเวียนประทักษิณ และล้อมรอบด้วยพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิทั้งห้าพระองค์
องค์สถูปประกอบด้วยฐานทรงโดม และด้านบนเป็นโครงสร้างทรงลูกบาศก์ที่วาด “พระเนตรแห่งพระพุทธเจ้า” (Eyes of Buddha) มองออกไปทั้งสี่ทิศ
เหนือโครงสร้างทรงลูกบาศก์ขึ้นไปเป็นวงแหวนทองสัมฤทธิ์ชุบทอง เรียกว่า Trayodashabhuvana หรือ “สิบสามขั้น” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทน 13 ขั้นตอนก่อนถึงพระนิพพาน
สถานที่แห่งนี้มีทางขึ้นหลายทาง ได้แก่
* บันไดยาวที่ขึ้นตรงสู่ลานหลักของวัดจากด้านตะวันออกบนยอดเขา
* ถนนสำหรับรถยนต์ที่วนขึ้นเขาจากด้านใต้ไปยังทางเข้าทิศตะวันตกเฉียงใต้
* และบันไดอีกสายหนึ่งที่มีผู้ใช้ไม่มาก ซึ่งเชื่อมไปยังทางเข้าทิศตะวันตกเฉียงใต้เช่นกัน
สิ่งแรกที่ผู้มาเยือนจะเห็นเมื่อขึ้นถึงยอดบันไดคือ “วัชระ” (Vajra) หรือสายฟ้าเพชร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางพุทธศาสนาวัชรยาน
คัมภีร์สวยัมภูปุราณะ
สวยัมภูปุราณะ (อักษรเทวนาครี: स्वयम्भू पूराण) เป็นคัมภีร์พุทธศาสนาที่กล่าวถึงกำเนิดและพัฒนาการของหุบเขากาฐมาณฑุ โดยอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่เคยเสด็จมายังกาฐมาณฑุ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าองค์แรกและองค์ที่สองในพระพุทธศาสนาอีกด้วย
เขียนโดย sonpor
เมืองที่เงินเดือนน้อยแต่อยู่สบายที่สุดในประเทศไทย
6 ประเทศที่ไม่มีกลางวัน
จังหวัดที่คนอยากย้ายออกมากที่สุด” คือจังหวัดไหน?
ก่อนเปลี่ยนรถ ลองดูค่าใช้จ่าย 3 ปี EV ไฮบริด น้ำมัน แบบไหนคุ้มกว่า
คณะไหนมีนักศึกษาลาออกกลางทาง มากที่สุด?
สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/5/69
คณะที่เรียนจบยากที่สุดในประเทศไทย
มหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณมากที่สุดในประเทศไทย
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 16/5/69
เงินเดือน 30,000 อยู่จังหวัดไหน สบายกว่ากรุงเทพฯมาก
วิเคราะห์เลขเด่น แม่น้ำหนึ่ง 16/5/69
เปิดโผ มหาวิทยาลัยที่เด็กต่างชาตินิยมเรียนที่สุด ในไทยปี 2569
ไขคำตอบ "ลูกเห็บ"มาจากไหน และจริงๆ กินได้ไหม?
เมื่อก่อนประเทศไทยเคยมีคำว่า ป.7 และ ม.8
ทำไมต้องดอกบัว? เปิดความหมายดอกไม้แห่งพุทธบูชา และเทรนด์พับดอกบัวถ่ายรูปยอดฮิต
"ชิชาร์รอน" ตำนานหนังหมูกรอบจากสเปน กับเรื่องเล่าสุดแปลกของหมูเกาหลัง
ทำไมหน้าต่างเครื่องบินต้อง "กลม"? เปิดเหตุผลวิศวกรรมลับที่แลกมาด้วยบทเรียนราคาแพง!
ปลาชั้นสูงจากทะเล ก้างน้อย เนื้อหวาน ทำอาหารง่าย เหมาะสำหรับทุกมื้อ
















