แพทย์เตือน 5 เมนูยอดฮิต เสี่ยงสุขภาพระยะยาว
เขียนโดย rollwithus
สวัสดีชาวโพสต์จังกันทุกคน วันนี้อยากชวนคุยเรื่องที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด คืออาหารที่เรากินซ้ำ ๆ ทุกวันนี่แหละ เพราะอาการอย่างปวดท้อง อ่อนเพลีย หรือบวมน้ำที่หลายคนเจอ มันไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีเหตุผล ส่วนใหญ่มีรากมาจากพฤติกรรมการกินที่เราทำจนชินโดยไม่รู้ตัว
เอาจริง ๆ นะ หลายคนไม่ได้ตั้งใจทำร้ายสุขภาพตัวเองเลย แต่ชีวิตมันรีบ เหนื่อย แล้วก็ต้องเลือกความสะดวกก่อนเสมอ สุดท้ายอาหารง่าย ๆ ที่หยิบกินทุกวันนี่แหละ กลายเป็นตัวสะสมปัญหาแบบเงียบ ๆ โดยที่เราไม่ทันสังเกต
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับอาหารแช่แข็งในร้านสะดวกซื้อ เป็นเมนูที่ช่วยชีวิตในวันที่ไม่มีเวลา แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีโซเดียมสูงมาก องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่บะหมี่บางยี่ห้อให้โซเดียมเกินครึ่งของปริมาณที่ควรได้รับแล้ว กินติดกันบ่อย ๆ ไตต้องทำงานหนักขึ้น และอาการบวมหรือความดันที่เริ่มสูงก็อาจตามมา
ชาไข่มุกและกาแฟเย็นใส่นมข้นหวาน เป็นความสุขเล็ก ๆ ของหลายคน แต่ข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่าเครื่องดื่มหวานหนึ่งแก้วอาจมีน้ำตาลสูงถึงประมาณ 20–30 ช้อนชา ขึ้นอยู่กับสูตรและขนาดแก้ว ทั้งที่ร่างกายควรได้รับน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ผมว่าอันนี้หลายคนพลาดตรงที่คิดว่าแค่วันละแก้วไม่เป็นไร แต่ถ้าดื่มต่อเนื่องทุกวัน ปริมาณน้ำตาลสะสมต่อเดือนจะสูงมากแบบที่ร่างกายรับภาระไม่ไหว
อาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม ถึงจะหอมและอร่อย แต่ตรงส่วนไหม้มีสารกลุ่ม PAHs และ HCAs ซึ่งมีงานวิจัยหลายชิ้น รวมถึงข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ชี้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็ง ถ้ากินเป็นประจำโดยไม่ระวัง ร่างกายก็ต้องจัดการกับสารเหล่านี้ซ้ำ ๆ จนเกิดภาระสะสม

ไส้กรอก ลูกชิ้นทอด และของแปรรูป เป็นของกินที่หาซื้อง่ายและคุ้นเคย แต่มีการใช้ไนเตรทและไนไตรท์เพื่อถนอมอาหาร องค์การอนามัยโลกผ่านหน่วยงาน IARC ได้จัดให้เนื้อแปรรูปอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งระดับ Group 1 ตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งหมายถึงมีหลักฐานชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งในมนุษย์ แม้ไม่ได้แปลว่ากินแล้วจะเป็นทันที แต่การสะสมระยะยาวคือประเด็นที่ต้องระวัง

ขนมขบเคี้ยวและเบเกอรี่บางชนิดที่มีไขมันทรานส์ ถึงแม้ประเทศไทยจะมีการประกาศควบคุมไขมันทรานส์ตั้งแต่ปี 2562 แล้ว แต่ก็ยังพบในสินค้านำเข้าบางประเภท ไขมันชนิดนี้เพิ่มไขมันเลว (LDL) และลดไขมันดี (HDL) โดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยจากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน

ที่หลายคนเข้าใจผิดคือ คิดว่ากินนิดเดียวไม่เป็นไร แต่ร่างกายไม่ได้ลืม มันแค่สะสมเงียบ ๆ แล้วไปโผล่ตอนตรวจสุขภาพเป็นตัวเลขที่เราไม่อยากเห็น ผมว่าเรื่องนี้น่ากลัวตรงที่มันไม่แสดงผลทันที เลยทำให้เราประมาทไปเรื่อย ๆ
ไม่ได้บอกให้เลิกกินทั้งหมด เพราะชีวิตต้องมีความสุขบ้าง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือความถี่ ลองสลับมากินอาหารปรุงเองบ้างสัปดาห์ละ 2–3 วัน หรือเลือกเมนูที่โซเดียมและน้ำตาลต่ำลง แค่นี้ร่างกายก็เริ่มตอบสนองดีขึ้นแล้ว
สุดท้ายลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า สิ่งที่เรากินทุกวันตอนนี้ มันกำลังดูแลร่างกายเรา หรือกำลังสะสมปัญหาไว้รอวันแสดงผล?
อ้างอิง: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/healthy-diet
เขียนโดย rollwithus
เบื้องหลัง Poltergeist หนังผีปี 1982 เรื่องไหนจริง เรื่องไหนเป็นตำนาน
แม่น้ำที่ใสสะอาดและมีคุณภาพน้ำดีที่สุด ที่ไหลผ่านเขตแดนของประเทศไทย
พนักงานกะดึกร้านสะดวกซื้อ ทำอะไรบ้างตอนคนส่วนใหญ่หลับ
มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากเป็นอันดับหนึ่ง
เปิดเหตุผล ทำไมเรา "ไหว้ครู" ในเดือนมิถุนายน
"เมฆยักษ์" ปกคลุมท้องฟ้านครนายก สวยแปลกตาจนคนแห่แชร์ ที่แท้คือ "เมฆอาร์คคัส"
คณะที่คนสมัครมากสุดใน TCAS69 ไม่ใช่แพทย์ อันดับจริงน่าคิดกว่าที่คาด
รู้จักงูเห่าน้ำแอฟริกา งูพิษที่ไม่ได้เป็นแค่งูน้ำธรรมดา
มารู้จัก "หัวท้าวยายม่อม" พืชพื้นบ้านที่ซ่อนแหล่งแป้งชั้นดีของขนมไทย
ราคาทอง 10 มิ.ย. ลงแรง 2,300 บาท เช็กก่อนซื้อขายวันนี้
จังหวัดที่มีห้องว่างในโรงแรมมากที่สุด มีจำนวนผู้เข้าพักน้อยที่สุดในไทย
ปลาทะเลที่หาได้ยากที่สุด ที่พบในทะเลไทย
ท่าเรือที่ทันสมัยที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย




