“เปิด 5 คณะ ที่ตลาดเริ่มอิ่มตัว ใครเรียนอยู่ต้องรู้ทางรอดตั้งแต่วันนี้”
เขียนโดย rollwithus

สวัสดีชาวโพสต์จังกันทุกคน เรื่องการเลือกเรียนต่อมันไม่ใช่แค่เรื่อง “ชอบ” อย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะพอเลือกพลาด มันไม่ได้จบแค่เสียเวลา 4 ปี แต่บางคนต้องแบกหนี้อย่าง กยศ. ต่ออีกเป็นสิบปี ซึ่งตัวเลขล่าสุดจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา มีผู้กู้สะสมมากกว่า 6 ล้านรายแล้ว
ผมว่าเรื่องนี้หลายคนรู้ แต่ไม่ค่อยอยากคิดตอนเลือกเรียน เพราะตอนนั้นมันยังไม่เห็นภาพชัดว่า “เรียนจบแล้วจะไปอยู่ตรงไหนของตลาดแรงงาน”
ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานปี 2569 ระบุชัดว่า อัตราการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่จบสายทั่วไปหรือไม่มีทักษะเฉพาะทางเสริม ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีงาน” แต่เป็น “งานไม่ตรงกับคน”
เริ่มจากกลุ่ม มนุษยศาสตร์หรือศิลปศาสตร์ในสาขาที่ไม่ปรับตัว หลายคนเลือกเพราะคิดว่าเรียนสบาย แต่พอออกมาจริง งานที่ใช้แค่ทักษะพื้นฐาน เช่น แปลภาษาเบื้องต้น หรือเขียนบทความทั่วไป กลับถูก AI เข้ามาแทนที่แทบหมดแล้ว
เอาจริง ๆ นะ ตอนนี้เครื่องมืออย่าง AI แปลภาษาได้แทบจะเรียลไทม์แล้ว ถ้าไม่มีภาษาที่สามที่ลึกจริง หรือไม่มีสกิลเฉพาะทางเพิ่ม โอกาสแข่งขันมันแทบไม่เหลือ
ต่อมาคือ รัฐศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ในสายทฤษฎี ปัญหาคลาสสิกเลยคือ คนเรียนเยอะ แต่งานรองรับน้อย โดยเฉพาะงานราชการที่เปิดรับจำกัดในแต่ละปี อย่างการสอบ ก.พ. ที่มีผู้สมัครหลักแสน แต่รับจริงไม่ถึงหมื่น
ผลคือคนจำนวนมากต้องเบนสายไปทำงานอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าไม่เตรียมตัวตั้งแต่เรียน มันจะกลายเป็นช่วงรอยต่อที่เสียเวลาไปฟรี ๆ
ถัดมาคือ บริหารธุรกิจในสาขาทั่วไป อันนี้ต้องพูดตรง ๆ ว่า “ล้นตลาด” ระดับหนัก เพราะแทบทุกมหาวิทยาลัยเปิดสอน และมีบัณฑิตจบใหม่ปีละหลายหมื่นคน
ในขณะที่ฝั่งบริษัท โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ กลับมองหาคนที่มีทักษะเฉพาะ เช่น Data Analysis, Digital Marketing หรือการใช้เครื่องมือ Martech ซึ่งมันลึกกว่าการเรียนแบบกว้าง ๆ มาก
อีกกลุ่มที่เห็นชัดคือ นิเทศศาสตร์หรือสื่อสารมวลชนแบบดั้งเดิม โลกเปลี่ยนเร็วมาก จากที่เคยต้องเรียนเพื่อเป็น “คนทำสื่อ” ตอนนี้ใครก็เป็นครีเอเตอร์ได้ผ่านมือถือเครื่องเดียว
ที่หลายคนเข้าใจผิดคือ คิดว่าเรียนสายนี้แล้วจะได้เปรียบ แต่ความจริงคือ ถ้าไม่ทำคอนเทนต์เอง ไม่เข้าใจแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ YouTube ก็แทบจะสู้คนที่เรียนรู้เองไม่ได้เลย
สุดท้ายคือ สายงานธุรการหรือเอกสาร อันนี้โดนระบบอัตโนมัติกินพื้นที่ไปเยอะมากแล้ว ตั้งแต่โปรแกรมจัดการเอกสาร ไปจนถึง AI ที่ช่วยจัดหมวดหมู่และตอบอีเมลแทน
ตำแหน่งระดับเริ่มต้นที่เคยใช้คนจำนวนมาก ตอนนี้ถูกลดลงอย่างเห็นได้ชัดในหลายองค์กร โดยเฉพาะบริษัทที่ปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ
ต้องบอกตรงนี้แบบแฟร์ ๆ ว่า ไม่มีคณะไหน “แย่” แต่สิ่งที่ต่างคือ “ความเสี่ยง” ถ้าเรียนแบบเดิมโดยไม่เสริมอะไรเลย โอกาสเหนื่อยตอนหางานมันสูงขึ้นจริง
ผมมองว่าทางรอดมันไม่ได้อยู่ที่เปลี่ยนคณะ แต่อยู่ที่เปลี่ยนวิธีเรียน ใครที่ยังเรียนอยู่ ถ้าเริ่มหาสกิลเสริมตั้งแต่ปี 1–2 ไม่ว่าจะเป็นภาษา Data หรือทักษะดิจิทัล โอกาสจะพลิกเกมยังมีเยอะมาก
คำถามคือ ตอนนี้คุณกำลังเรียนเพื่อ “เอาใบปริญญา” หรือกำลังเรียนเพื่อ “เอาตัวรอดในตลาดจริง” กันแน่?
แหล่งที่มา
รายงานสถานการณ์การจ้างงานและทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ปี 2569 (กระทรวงแรงงาน)
บทวิเคราะห์ความต้องการแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
สถิติบัณฑิตจบใหม่และอัตราการว่างงานจำแนกตามสาขาวิชา (สำนักงานสถิติแห่งชาติ)
บทความวิเคราะห์ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานไทย (ศูนย์วิจัยธนาคารชั้นนำ)
เขียนโดย rollwithus
5 อันดับโรงเรียนรัฐบาลคุณภาพสูง เรียนดีได้ ไม่ต้องจ่ายแพง
5 อันดับอาหารไทยเริ่มหายไป แต่คนไทยยังคิดถึงที่สุด
สวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ผักที่หากินยากที่สุดในไทย
10 อันดับโรงเรียนที่สอบเข้ายากที่สุดในไทย เด็กเก่งเท่านั้นที่รอด
3จังหวัดที่ยากจนที่สุดในไทย
คลองที่ใช้คนขุดที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
5 จังหวัดที่คนโสดเยอะที่สุดในไทย อยู่แล้วเหงาหรืออยู่แล้วแฮปปี้?
5 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวสวยที่สุดในไทย ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต
“6 อาชีพเงินดีในไทย ไม่ต้องจบสูงก็มีรายได้หลักหมื่น–แสน”
แอร์ไม่เย็น? เผย 3 “สาเหตุที่หลายบ้านมองข้าม” พร้อม 5 วิธีทำให้แอร์เย็นเร็วและประหยัดไฟ
“หนึ่งในสวนสัตว์ ที่ใหญ่ที่สุด” ในประเทศไทย
ชิคิงามิ ไสยศาตร์เหนือจินตนาการ
ตู้คีบตุ๊กตา ทำไมเข้าข่ายการพนัน การวิเคราะห์เชิงลึกทางกฎหมายและจิตวิทยา
จังหวัดไม่ติดทะเล แต่มี “เกาะ” ซ่อนอยู่
ตัวละครเอกสัญชาติไทย ที่ถูกสร้างและออกฉายโดยค่ายดิสนีย์


