"ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์" บิดาการเมืองไทยสมัยใหม่
ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักเศรษฐศาสตร์สำคัญคนหนึ่งของประเทศไทย ท่านเป็นทั้งอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังเคยเป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทย ในช่วงชีวิตของท่านเคยผ่านเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดในประเทศโดยเฉพาะครั้งเหตุการณ์ทางการเมืองเรียกร้องประชาธิปไตย ในเดือนตุลาคม 2516
ดร.ป๋วย เกิดวันที่ 9 มีนาคม 2459 ที่ตลาดน้อย เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพฯ บิดาชื่อนายซา เป็นชาวจีนอพยพ มารดาชื่อนางเซาะเซ้ง สำเร็จการศึกษาแผนกภาษาฝรั่งเศส จากโรงเรียนอัสสัมชัญพระนคร ในปี พ.ศ. 2476 และได้รับการคัดเลือกให้เป็นครูสอนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ระหว่างนั้นก็ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และในปี 2480 ได้ปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต ดร.ป๋วย เริ่มอาชีพใหม่โดยเป็นล่ามให้แก่อาจารย์ฝรั่งเศสในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่ออายุได้ 23 ปี ได้สอบแข่งขันจนได้รับทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อทางเศรษฐศาสตร์และการคลังที่ ลอนดอน สคูล ออฟ อีโคโนมิกส์ ของมหาวิทยาลัยลอนดอนประเทศอังกฤษจนจบปริญญาเอก
ในช่วงที่ศึกษาที่อังกฤษนี้ ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ซึ่ง ดร.ป๋วย และคนไทยในอังกฤษได้เข้าร่วมปฏิบัติงานเป็นเสรีไทย ดร.ป๋วยเองได้ลักลอบเข้าประเทศเพื่อปฏิบัติงานในประเทศไทยด้วย
ในปี พ.ศ. 2492 เข้ารับราชการในกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ต่อมาในปี 2496 ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของสภาพเศรษฐกิจแห่งชาติ และดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ 7 เดือน ก่อนถูกปลดจากเพราะเหตุการณ์ทางการเมือง ต่อมาในปี 2499 ได้เข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจการคลังประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษระหว่างนี้ได้มีส่วนช่วยให้ไทยขายดีบุกและยางพาราแก่อังกฤษและประเทศในยุโรปได้มากขึ้น เมื่อไทยได้เข้าเป็นสมาชิกสภาดีบุกระหว่างประเทศ ดร.ป๋วย ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนไทย ได้รับเลือกเป็นประธานสภาดีบุกระหว่างประเทศ
เมื่อปี 2501 ดร.ป๋วย ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และในปี 2502 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกตำแหน่งหนึ่ง ในปลายปีเดียวกันได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งดำรงตำแหน่งยาวนาน ถึง 12 ปี ขณะที่เป็นผู้ว่าการแบงค์ชาติได้สร้างความมั่นคงแก่ระบบธนาคารพาณิชย์ โดยสามารถรักษาเสถียรภาพเงินตราทำให้เงินบาทได้รับความเชื่อถือทั้งในและนอกประเทศและทำให้มีการค้าขายลงทุนเพิ่มขึ้น มีการขายสาขาออกไปสู่ภูมิภาค
ในปี 2507 ได้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ปฏิรูปงานสำคัญ 2 ด้าน คือ การปรับปรุงหลักสูตรปริญญาตรี และการผลิตอาจารย์ เป็นผลให้จำนวนอาจารย์ประจำคณะซึ่งมีเพียง 4 คน กระทั่งในปี 2518 มีอาจารย์เพิ่มขึ้นเป็น 90 คน และได้เริ่มหลักสูตรปริญญาโทสอนเป็นภาษาอังกฤษ และริเริ่มโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร สิ่งที่ ดร.ป๋วย ย้ำอยู่เสมอคือ “ความเป็นธรรมในสังคม และยึดหลักธรรมคืออำนาจมิใช่ ‘อำนาจธรรม’ เห็นได้จากข้อเขียนและจดหมาย นายเข้ม เย็นยิ่ง และบันทึกประชาธรรมโดยสันติวิธี”
กระทั่งวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ดร.ป๋วยเผชิญกับเหตุการณ์ทางการเมือง เมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกบุกนักศึกษาถูกฆ่าและตัวดร.ป๋วยเองถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องออกจากเมืองไทยไปอยู่ประเทศอังกฤษ สเตฟาน คอลินยองส์ (Stefan Collingnon) นักวิชาการร่วมสมัยชาวเยอรมัน ได้กล่าวยกย่อง ดร.ป๋วยว่าเป็น “บิดาของเมืองไทยสมัยใหม่” (Founding Father of Modern Thailand) ในฐานะผู้วางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ในปี พ.ศ. 2508 ดร.ป๋วยได้รับ รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะและได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในปี พ.ศ. 2558
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
ห้างสรรพสินค้าไทยที่หรูหรามาก จนหลายคนไม่กล้าเข้าไปเพื่อใช้บริการ
รถจักรยานสัญชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบัน
5 ขนมไทยคุ้นปาก ทำไมยังอยู่ในใจคนไทยทุกยุค
เที่ยวญี่ปุ่นให้สบายใจขึ้น มารยาทเล็ก ๆ ที่นักท่องเที่ยวควรรู้
พญานาคอยู่ที่ไหนตามความเชื่อโบราณ ทำไมจึงผูกกับสายน้ำ
ประเทศที่เหมาะสำหรับอยู่อาศัยมากที่สุด สำหรับคนไทยหลังวัยเกษียณ
ทำไมออนเซ็นจึงอยู่คู่ชีวิตคนญี่ปุ่นมาหลายร้อยปี
วัดที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย
ถั่วแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร เลือกกินให้ได้ประโยชน์มากขึ้น
ทำไมพังพอนถึงกล้าสู้กับงูเห่า ทั้งที่ไม่ได้กันพิษได้ทุกอย่าง
บั้นปลายชีวิตไม่ยึดติด ขอใช้ชีวิตในบ้านสวน
หลอดไฟแบรนด์ไทยที่โด่งดังที่สุด เป็นที่รู้จักทั่วประเทศมากที่สุด

