ที่ไหนใน กทม. ที่ต่างชาตินิยมซื้อห้องชุดมากที่สุด
ในขณะนี้ต่างชาติมีบทบาทในการซื้อห้องชุดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ไทยพึงมีมาตรการป้องกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนไทยก่อนจะสายเกินไป
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) เปิดเผยผลการสำรวจการขายห้องชุดในโครงการอาคารชุดทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่กำลังขายกันอยู่ทั้งหมดเกือบ 2,000 โครงการและพบข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ประกอบการวางนโยบายและแผนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งภาคประชาชน ดังนี้:
ณ สิ้นปี 2568 คนต่างชาติซื้อห้องชุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถึง 6,160 หน่วยซึ่งถือเป็น “บ้านมือหนึ่ง” จากบริษัทผู้ประกอบการพัฒนาที่ดิน สูงสุดตั้งแต่เกิดโรคระบาดโควิด-19 เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา โดยซื้อเป็นสัดส่วนถึง 23.5% ในแง่ของจำนวนหน่วยขายห้องชุดในมือของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินที่ขายได้ทั้งหมดในปี 2568 และมีมูลค่าการขายโดยรวมสูงถึง 29,793 ล้านบาท หรือราว 26.6% ของมูลค่าห้องชุดทั้งหมดที่ยังอยู่ในมือของผู้ประกอบการและขายได้ในปี 2568
อย่างไรก็ตามก่อนหน้าโรคระบาดโควิด-19 ปรากฏว่าต่างชาติซื้อห้องชุดมากกว่าในปัจจุบัน โดยในปี 2562 คนต่างชาติซื้อถึง 6,558 หน่วย (มากกว่าจำนวนที่ซื้อในปี 2568) แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 12.1% ของจำนวนห้องชุดในมือของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินทั้งหมดที่ขายในปีดังกล่าว และในแง่มูลค่าที่คนต่างชาติซื้อ ก็มีมูลค่าสูงถึง 30,516 หน่วย (สูงกว่าตัวเลขในปี 2568) แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 14.6% ของมูลค่าห้องชุดที่อยู่ในมือของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินที่ขายได้ในปีดังกล่าว ห้องชุดที่ขายในปี 2562 ขายให้แก่คนต่างชาติในสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก ผู้ซื้อคนไทยเองยังมีอยู่มาก เพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจของชาติยังไม่ได้ตกต่ำลงเช่นในปัจจุบัน
นับตั้งแต่ปี 2563 ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปรากฏว่าคนต่างชาติซื้อห้องชุดเพียง 1,017 หน่วย ลดลงอย่างมหาศาล (จาก 6,558 หน่วยในปี 2562) หรือลดลงเหลือเพียง 16% ในปี 2564 สถานการณ์ก็ยังไม่ดี มีคนต่างชาติซื้อห้องชุดไปเพียง 1,243 หน่วย สถานการณ์เริ่มคลี่คลายในปี 2565 ที่คนต่างชาติซื้อห้องชุดเพิ่มขึ้นเป็น 4,203 หน่วย และปี 2566-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 5,036 หน่วย, 5,748 หน่วย และ 6,160 หน่วยตามลำดับ ในทำนองเดียวกัน มูลค่าการซื้อห้องชุดโดยคนต่างชาติก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
มูลค่าการซื้อห้องชุดในปี 2568 ที่ซื้อในมูลค่า 29,793 ล้านบาท กลับน้อยกว่าที่ซื้อในปี 2567 ที่ซื้อในมูลค่า 39,640 ล้านบาทนั้น มีสาเหตุสำคัญมาจากการที่เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ก็ถดถอยเช่นกันทั้งในยุโรป รัสเซีย ประเทศอดีตสหภาพโซเวียต รวมทั้งประเทศจีนด้วย โดยเฉพาะประเทศจีน มีการควบคุมการนำเงินตราออกนอกประเทศอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ ยิ่งกว่านั้นยังอาจมีสาเหตุสำคัญมาจากการเกิดแผ่นดินไหวในวันที่ 26 มีนาคม 2568
จะสังเกตได้ว่าคนต่างชาติซื้อห้องชุดในราคาเฉลี่ยที่สูงกว่าคนไทย เช่นในปีล่าสุด (ปี 2568) ต่างชาติซื้อในราคา 4.836 ล้านบาท แต่คนไทยซื้อเฉลี่ยในราคา 4.087 ล้านบาท หรือสูงกว่า 18% อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าไม่มากนัก อันที่จริงตามหลักแล้ว ควรมีการกำหนดให้คนต่างชาติซื้อห้องชุดในราคาที่สูงกว่าคนไทย เพื่อป้องกันไม่ให้คนต่างชาติมาซื้อแข่งกับคนไทย การแข่งขันแบบนี้จะทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นเพราะมีอุปสงค์มากขึ้น ทำให้คนไทยซื้อบ้านได้ยากขึ้น อย่างเช่นในประเทศมาเลเซีย กำหนดให้คนต่างชาติซื้อที่อยู่อาศัยได้ในราคาประมาณ 16 ล้านบาทขึ้นไปในกรุงกัวลาลัมเปอร์ หรือในอินโดนีเซียก็กำหนดให้คนต่างชาติซื้อที่อยู่อาศัยได้ในราคาไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
ทำเลที่ต่างชาติสนใจซื้อมากที่สุดในด้านของมูลค่าที่ซื้อในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็คือในเขตใจกลางเมือง (Central Business District: CBD) ที่มีรวมกันถึง 2,015 หน่วย โดยต่างชาติซื้อถึง 44.2% ของหน่วยขายห้องชุดทั้งหมดในปี 2568 ในทำเลดังกล่าว ทั้งนี้มูลค่าที่ต่างชาติซื้อรวมกันเป็นเงิน 16,596 ล้านบาท (526.9 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือราว 32.7% ของมูลค่าการซื้อขายห้องชุดทั้งหมดในทำเลดังกล่าว ทั้งนี้ราคาเฉลี่ยที่ต่างชาติซื้อในเขตใจกลางเมืองคือ 8.236 ล้านบาท หรือ 261,460 เหรียญสหรัฐ
ในมูลค่าที่ต่างชาติซื้อห้องชุดทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวม 29,793 ล้านบาท (945.8 ล้านเหรียญสหรัฐ) ปรากฏว่ามาซื้อในเขตใจกลางเมืองรวมกันถึง 55.7% การนี้แสดงว่าต่างชาตินิยมซื้อห้องชุดในเขตใจกลางเมืองมากที่สุด ทั้งนี้เพราะต่างชาติคงมาทำธุรกิจและพักอาศัยในเขตใจกลางเมืองที่มีสาธารณูปโภคครบครันโดยเฉพาะทางด่วนและรถไฟฟ้า ยิ่งกว่านั้นใจกลางเมืองยังเป็นแหล่งจับจ่ายและแหล่งบันเทิงสำคัญ ทำให้การใช้ชีวิตในใจกลางเมืองได้รับความสะดวกมากขึ้น
ทำเลรัชดา-ลาดร้าว ก็มีต่างชาติซื้อห้องชุดมากเป็นอันดับที่ 1 ในแง่จำนวนหน่วย คือมีต่างชาติซื้อถึง 2,089 หน่วย จาก 2,603 หน่วย หรือ 80.3% ซึ่งแสดงว่าเป็นการซื้อเกินโควตาที่ 49% ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจใช้บริษัทนอมินีในการซื้อ หรือซื้อขายผ่านคนไทย ในทำเลนี้ผู้ซื้อชาวจีนน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดเพราะมีชุมชนชาวจีนอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ห้วยขวาง รัชดาภิเษก เป็นต้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าสินค้าห้องชุดในพื้นที่นี้เปิดขายให้กับนักลงทุนต่างชาติเป็นสำคัญ
สำหรับมูลค่ารวมที่ต่างชาติซื้อห้องชุดในทำเลรัชดา-ลาดพร้าวนั้น ซื้อมากถึง 7,144 ล้านบาท หรือ 226.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 72.2% ของสัดส่วนมูลค่าห้องชุดทั้งหมดในทำเลนี้ แต่ทั้งนี้สินค้าห้องชุดที่ซื้อมีราคาเฉลี่ยเพียง 3.42 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นการซื้อในราคาที่ถูกกว่าราคาเฉลี่ยของคนไทยด้วยซ้ำไป ทั้งนี้อาจถือได้ว่าเป็นการแข่งขันกันซื้อกับผู้บริโภคคนไทยนั่นเอง
นอกจากนี้ทำเลเด่นที่ต่างชาติสนใจซื้อห้องชุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก็คือ ทำเลอ่อนนุช-สุวรรณภูมิ ที่ต่างชาติซื้อห้องชุดไป 778 หน่วย หรือ 26.2% ของห้องชุดทั้งหมดในทำเลนี้ รวมมูลค่า 2,919 ล้านบาท (92.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือ 32.8% ของห้องชุดทั้งหมดในทำเลนี้ ส่วนราคาที่ซื้อเฉลี่ยหน่วยละ 3.752 ล้านบาท (119,111 เหรียญสหรัฐ)
อีกทำเลหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงกันก็คือ ทำเลบางนา-เทพารักษ์ ที่มีต่างชาติซื้อรวมกันถึง 689 หน่วยหรือ 20.7% ของทั้งหมดในทำเลนี้ รวมมูลคาที่ซื้อ 1,498 ล้านบาท (47.6 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทั้งนี้ราคาที่ซื้อค่อนข้างถูกคือ 2.174 ล้านบาทต่อหน่วย หรือ 69,016 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ทั้งทำเลอ่อนนุช-สุวรรณภูมิ และทำเลบางนา-เทพารักษ์ เป็นทำเลที่ต่อเนื่องจากถนนสุขุมวิท (เขตวัฒนาและเขตคลองเตย) ซึ่งเป็นทำเลที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ และเข้าเมืองได้ง่ายด้วยรถไฟฟ้า รวมทั้งเดินทางไปท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิได้สะดวก จึงทำให้ทั้งสองทำเลนี้มีชาวต่างชาติสนใจเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังมีทำเลอื่นที่มีผู้ซื้อชาวต่างชาติอยู่พอสมควรบ้าง เช่น พหลโยธิน-รามอินทรา (107 หน่วย) บางกะปิ-มีนบุรี (105 หน่วย) และกรุงธนฯ-บางพลัด (27 หน่วย) ทั้งนี้ทำเลทั้ง 3 นี้ มีระบบขนส่งมวลชนผ่าน แต่ตั้งอยู่ห่างไกลจากใจกลางเมืองในระดับหนึ่ง จึงทำให้มีผู้ซื้อจำนวนไม่มากนัก ส่วนทำเลที่ไม่มีหรือแทบไม่มีผู้ซื้อเลย ก็คือ ทำเลรังสิต-ปทุมธานี แจ้งวัฒนะ บางซื่อ-ติวานนท์ สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ ปิ่นเกล้า-พุทธมณฑล และนนทบุรี-บางบัวทอง ข้อมูลนี้ชี้ว่าทางราชการอาจจัดโซนให้ต่างชาติซื้อโดยเฉพาะ เช่น ในเขตใจกลางเมืองหรือเขตต่อเมือง (Intermediate Areas) เป็นสำคัญ
ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2568 ถ้าไม่มีคนต่างชาติซื้อห้องชุดถึง 23.5% ของจำนวนหน่วย หรือ 26.6% ของมูลค่าการซื้อโดยคนต่างชาติ ธุรกิจการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัยก็คงจะตกต่ำ ทรุดโทรมกว่านี้อีก อย่างไรก็ตาม เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม ไทยจึงควรมีข้อกำหนดบางประการ เช่น
มาตรการสำคัญที่ต้องมีก่อนให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ก็คือมาตรการด้านภาษีได้แก่
1. ต้องให้ต่างชาติต้องเสียภาษีซื้อ เช่น ประมาณ 20% ของมูลค่า (สิงคโปร์เก็บ 60% ยุโรปเก็บ 10-20%)
2. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ควรเก็บ 0.5%-1.0% ตามราคาตลาดที่แท้จริง เพราะเมื่อคนไทยไปซื้อบ้านในต่างแดนก็ต้องเสียภาษีนี้ทุกปี
3. ภาษีกำไรจากการขายต่อ ก็ควรเก็บประมาณ 20% ของส่วนที่เป็นกำไร เช่น ซื้อมา 6 ล้านบาท ขายต่อได้ 10 ล้านบาท ส่วนที่เป็นกำไร 4 ล้านก็พึงเสียภาษี 20% เป็นเงิน 800,000 บาท เป็นต้น
4. ภาษีมรดก ก็ควรเก็บตามราคาตลาดที่แท้ เช่น นานาอารยประเทศ
5. กำหนดจำนวนที่สามารถซื้อได้ เช่น 1 หน่วย ไม่ใช่ปล่อยให้มาซื้อเก็งกำไร หรือเปิดกิจการโรงแรมในอาคารชุด เป็นต้น
6. คุณสมบัติของผู้ซื้อคือผู้ที่จะมามีถิ่นพำนักในประเทศไทย หรือพำนักในไทยแล้ว 1 ปี ไม่ใช่ปล่อยให้มาซื้อเก็งกำไรโดยไม่มีการคัดสรร
ถ้าเราเปิดให้ต่างชาติซื้อโดยไม่มีมาตรการใดๆ วันหนึ่งประเทศไทยจะเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจและขาดอธิปไตยอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ หากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือผู้สนใจต้องการข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย การลงทุน หรือการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) พร้อมให้บริการประเมินและวิจัยอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับประเทศ ได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับหน่วยงาน องค์กร และสถาบันการเงินชั้นนำทั่วประเทศ ครอบคลุมการสำรวจและวิเคราะห์ตลาดคู่แข่ง การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การแจงนับการสัญจรและจราจร ตลอดจนการประเมินข้อมูลสำคัญเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจอย่างรอบคอบ 📞 ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณสัญชัย – เจ้าหน้าที่การตลาด โทร. 02-295-3905 ต่อ 105
ควักเครื่องในตัวเองมาสู้! กลยุทธ์สุดสยองของ “ปลิงทะเล”
นี่คือทะเลทรายที่ร้อนที่สุดในโลก
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
เผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
เกาะงูพิษที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สวนสนุกในตำนานของไทย ที่ถูกยกให้เป็นสถานที่น่ากลัวมาจนถึงปัจจุบัน
กระป๋องละล้าน! ตำนาน 'ขี้ใส่กระป๋อง' ดักขายคนรวย
โชว์ห่วย คือร้านแบบไหน
คนไทยอยากขึ้นเวที America’s Got Talent เริ่มตรงไหน? เช็กขั้นตอนก่อนส่งออดิชัน
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
10 นิสัยแปลกๆ ของ “คนฉลาดจริง” ที่คุณอาจจะมีแต่ไม่เคยรู้ตัว
วิธีกดซ่อน “ช่องคอนเทนต์ AI” ใน YouTube ให้หายวับไปจากหน้าฟีด (ฉบับสายคลีน)
ควักเครื่องในตัวเองมาสู้! กลยุทธ์สุดสยองของ “ปลิงทะเล”
เสาตกน้ำมันเกิดจากอะไร
5 ประเทศที่มีอากาศสะอาดที่สุดในโลก วัดจากอะไรบ้าง?
😯 ชวนมาดูกันอีกครั้งกับภาพถ่ายหายากที่คุณไม่เคยได้เห็นมาก่อนเพื่อเปิดมุมมองใหม่ ๆ บนโลกใบนี้ (ชุดที่ 3) 😁
นี่คือทะเลทรายที่ร้อนที่สุดในโลก
วิธีกดซ่อน “ช่องคอนเทนต์ AI” ใน YouTube ให้หายวับไปจากหน้าฟีด (ฉบับสายคลีน)


