หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

บิตคอยน์ไม่ใช่ทรัพย์สิน ไม่ใช่ทองคำดิจิตอล

โพสท์โดย doctorsopon

  

 

          อันที่จริงอสังหาริมทรัพย์ต่างหากที่เป็นทรัพย์ที่แท้จึงเรียกว่า “Real” Estate แต่ “สังหาริมทรัพย์” ที่มีค่ายิ่งก็คือทองคำ (แต่หากยังอยู่ในดินที่ทำเหมืองก็เป็น “อสังหาริมทรัพย์” หรือมูลค่าของเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งผมเคยไปประเมินค่าเหมืองทองคำมาแล้ว

            ที่ผ่านมาบิตคอยน์ผิดสัญญาที่เขียนไว้ใน White Paper... ดันทุรังแก้ตัวด้วย Lightning Network สุดท้ายก็จบที่การมโนว่าเป็น ‘ทองคำดิจิตอล’ โดยในปี 2569 บิตคอยน์มีอายุครบ 17 ปีเต็ม วัยที่ควรจะบรรลุนิติภาวะและพิสูจน์ตัวเองต่อโลกได้แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นภาพสะท้อนของ "ความล้มเหลวในการรักษาคำพูด" ที่ให้ไว้กับโลกเมื่อเกือบ 2 ทศวรรษก่อน

            หากย้อนกลับไปอ่าน “ไบเบิล” ของชาวบิตคอยน์อย่าง "Bitcoin Whitepaper" บรรทัดแรกที่ ซาโตชิ นากาโมโตะ เขียนเอาไว้คือ: "A Peer-to-Peer Electronic Cash System" (ระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แบบพีร์ทูพีร์) โปรดสังเกตคำว่า "Cash" (เงินสด) ซาโตชิสร้างมันขึ้นมาเพื่อให้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 17 ปี บทพิสูจน์เชิงประจักษ์ยืนยันแล้วว่า "มันสอบตก" อย่างรุนแรงในฐานะเงิน

            หากใครยังเถียงว่าไม่จริง มันคือทองคำแต่แรก ผมขอให้คุณย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ช่วงปี 2553-2558 ในยุคนั้นสาวกบิตคอยน์ไม่ได้มานั่งเชียร์กันให้ซื้ออย่างบ้าคลั่งและถือยาว เพื่อเก็งกำไรเหมือนทุกวันนี้ แต่พวกเขามีความฝันอันแรงกล้าที่จะใช้มันแทนเงินดอลลาร์ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือตำนาน "Bitcoin Pizza Day" เมื่อโปรแกรมเมอร์หนุ่มยอมจ่าย 10,000 บิตคอยน์ เพื่อแลกกับพิซซ่าแค่ 2 ถาด หรือช่วงปี 2014 ที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Microsoft, Dell และ Steam เคยกระโดดเข้ามารับชำระด้วยบิตคอยน์อย่างเอิกเกริก แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทยอยยกเลิกเงียบๆ เพราะทนไม่ไหวกับค่าธรรมเนียมที่แพงระยับและความล่าช้าชนิดที่ว่า "จ่ายเงินซื้อเกมวันนี้ ได้เล่นอีกทีพรุ่งนี้" เหตุการณ์เหล่านี้คือหลักฐานที่ยืนยันว่า ความพยายามที่จะใช้มันเป็น "เงิน" นั้นเคยเกิดขึ้นจริงและล้มเหลวไปแล้ว ก่อนที่พวกเขาจะ “พลิกลิ้น” เปลี่ยนคำนิยามใหม่ว่าเป็น "ทองคำดิจิตอล" เพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวนั้น

            จุดกำเนิดความเข้าใจผิด: ทำไมอเมริกันถึงยังดิ้นรนสร้างระบบจ่ายเงินแข่งกับธนาคาร? คำถามที่น่าสนใจคือ... ในเมื่อบิตคอยน์สอบตกเรื่องการเป็นเงินไปแล้ว ทำไมกลุ่มนักพัฒนาชาวอเมริกันถึงยังพยายามเข็นเทคโนโลยีอย่าง Lightning Network ออกมาขายฝันเรื่องการชำระเงินอีก? คำตอบนั้นง่ายมากครับ: เพราะระบบการชำระเงินในอเมริกานั้นมันล้าหลังจนเกินเยียวยา พวกเขาจึงจำเป็นต้องดิ้นรนสร้างทางเลือกอื่นเพื่อความอยู่รอด

            ความจริงที่เจ็บปวดก็คือมหาอำนาจติดอยู่ใน "ยุคหิน" ทางการเงิน คนไทยหลายคนยังติดภาพมายาว่า "อเมริกาและญี่ปุ่นคือที่สุดของเทคโนโลยี" แต่ในโลกของ Retail Payment Architecture (สถาปัตยกรรมชำระเงินรายย่อย) ประเทศเหล่านี้กำลังติดหล่ม "Legacy Infrastructure Trap" หรือกับดักโครงสร้างพื้นฐานยุคโบราณ ในสหรัฐอเมริกา ระบบธนาคารของสหรัฐฯ ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของยุค 70s ที่ล้าสมัย โดย The Wire Transfer Nightmare: หากคุณเป็นลูกค้าธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Chase Bank หรือ Bank of America และต้องการโอนเงินข้ามธนาคารแบบ "ทันที" (Domestic Wire) คุณไม่ได้โอนฟรีเหมือนแอป K PLUS หรือ SCB Easy แต่คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเฉลี่ย $25 - $30 (ประมาณ 850 - 1,000 บาท) ต่อรายการ

            ในแง่ the ACH Sluggishness นั้น ครั้นจะใช้ระบบโอนฟรีมาตรฐานที่เรียกว่า ACH ก็ต้องรอ Clearing cycle นาน 1-3 วันทำการ กว่าเงินจะเข้าบัญชีปลายทางจริงๆ นี่คือเหตุผลที่ในปี 2569 เช็คกระดาษยังไม่ตายไปจากอเมริกา เพราะระบบดิจิทัลพื้นฐานมันแย่และแพง จนคนต้องหนีไปใช้แอปเอกชนอย่าง Venmo หรือ Cash App ซึ่งเป็นระบบปิด (Walled Garden) ที่โอนข้ามค่ายยากลำบาก

            ส่วนญี่ปุ่นก็เป็น “ไดโนเสาร์ไฮเทค และกับดัก Zengin” ญี่ปุ่นเป็นประเทศไฮเทคที่ตู้กดน้ำพูดได้ แต่ระบบธนาคารยังเป็น "มนุษย์ถ้ำ"ญี่ปุ่นขับเคลื่อนด้วยระบบ Zengin System ซึ่งแม้จะเสถียร แต่ในอดีตมีข้อจำกัดเรื่อง "เวลาทำการ" (Business Hours) อย่างรุนแรง ส่วนค่าใช้ ATM Fee นั้น วัฒนธรรมธนาคารญี่ปุ่นคือการหารายได้จากค่าธรรมเนียม หากคุณกดเงินที่ตู้ Seven Bank หรือตู้ต่างธนาคารนอกเวลาทำการ คุณจะโดนชาร์จครั้งละ 110 - 330 เยน (ประมาณ 25 - 80 บาท) และยังมี Cash Trap ด้วยค่าธรรมเนียม Merchant Discount Rate (MDR) ของบัตรเครดิตที่สูง ร้านค้ารายย่อย (SMEs) ในญี่ปุ่นจำนวนมากจึงเลือกติดป้าย "Cash Only" ทำให้สังคมไร้เงินสดเกิดยากกว่าไทยมาก

            PromptPay ของไทยทำไมเราถึงเหนือกว่าแม้กระทั่งประเทศ "จีน" และถูกยกย่องให้เป็น Case Study ของโลกอยู่บ่อยครั้ง?  ความสำเร็จเชิงโครงสร้างนี้ ทำให้ Mastercard และ Vocalink ผู้พัฒนาระบบชำระเงินระดับโลก ยกย่องไทยในรายงาน The Future of Payments ว่าเป็น "Global Case Study" และเป็นหนึ่งในระบบ Real-time payment ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก อีกทั้งโครงการ PromptPay-PayNow ยังคว้ารางวัล Initiative of the Year จากสื่อ Central Banking ที่กรุงลอนดอน ในฐานะคู่แรกของโลกที่เชื่อมระบบโอนข้ามประเทศได้แบบ Real-time

            ส่วน Lightning Network เป็นเสมือนความพยายามที่เหมือน “เด็กเล่นหม้อข้าวหม้อแกง”ที่ฝรั่งสร้าง ขึ้นมาเพราะเขาไม่ได้มีระบบการชำระเงินที่รวดเร็ว และฟรีเหมือนบ้านเรา" เราจะเห็นความตลกขบขันของคนไทยบางกลุ่มที่พยายามนำ Lightning Network (LN) เข้ามาใช้ในไทย ทั้งๆที่เรามีเฟอรารี่(PromptPay) จอดอยู่ในโรงรถแล้ว

            การจะใช้ Lightning Network ซื้อกาแฟสักแก้ว เปรียบเสมือนการ "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" กล่าวคือเป็น On-boarding Friction (ความยุ่งยากระดับนรก) โดย PromptPay: แอปธนาคารเดียวจบ ผูกเบอร์มือถือเสร็จใน 1 นาที ส่วน Lightning: ต้องผ่าน KYC แลกเงินบาทเป็น BTC (เสียค่าธรรมเนียม Exchange) แล้วโอนเข้ากระเป๋า (เสียค่าธรรมเนียน) และต้องมานั่งเรียนรู้ความยุ่งยากต่างๆที่คนธรรมดาทั่วไปไม่มีความจำเป็นต้องใช้กัน และแม้ Lightning Network จะโอนไว (Instant) แต่สินทรัพย์ที่โอนคือ BTC ซึ่งมีความผันผวน (Volatility) สูง แม่ค้าขายหมูปิ้งรับมา 50 บาท อีกชั่วโมงอาจเหลือ 45 บาท การค้าขายที่ต้องลุ้นหวยกับค่าเงินทุกวินาที "มันไม่ใช่ การค้า แต่มันคือ การพนัน"

            การที่กลุ่มลัทธิบิตคอยน์ พยายามนัดกันไปใช้ Lightning Network ซื้อกาแฟแล้วถ่ายรูปลงโซเชี่ยลอย่างเฟสบุค จึงเป็นเพียงพฤติกรรม "เล่นหม้อข้าวหม้อแกง" หรือเพียงเพื่อสร้างกระแส (Gimmick) เพราะในโลกความเป็นจริง ไม่มีร้านค้าไหนอยากรับความเสี่ยงที่ขายกาแฟได้เงินมา 50 บาทตอนเช้า แต่พอตกเย็นมูลค่าเหลือ 40 บาท กรณีนี้ต่างกันชัดกับอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงช้า (Inertia) เป็นแหล่งเก็บมูลค่าที่แท้

            สุดท้ายเมื่อเป็น 'เงิน' ไม่ได้ ก็มโนว่าเป็น ‘ทอง’ คือมันสามารถ Store of Value นี่คือการเลี่ยงบาลีที่น่าละอายที่สุดในประวัติศาสตร์การเงิน จากนวัตกรรมที่จะมาฆ่าธนาคาร กลายสภาพเป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไรที่ไร้ประโยชน์ใช้สอย (Utility-free Asset) ในขณะที่ไทย อินเดีย และบราซิล กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงด้วยระบบการเงินดิจิทัลระดับโลก ชาวบิตคอยน์กลับกำลังฝันกลางวันถึงสินทรัพย์ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่กล้าใช้ซื้อข้าวแกง

            ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างหากที่มี Store of Value ที่แท้

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://www.area.co.th/t/9855
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
doctorsopon's profile


โพสท์โดย: doctorsopon
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: famai
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
5 จังหวัดที่เจริญที่สุดของภาคเหนือในประเทศไทยเจาะเลขเด็ดธูปพยากรณ์ เจ๊ฟองเบียร์ งวดประจำวันที่ 1 มีนาคม 2569หนุ่มไปทอดแหหาปลาและพบ "ทองโบราณ" ก่อนนำไปให้ช่างนะโมหลอมพิสูจน์มูลค่า5 อันดับประเทศที่ผลิตเบียร์มากที่สุดในโลก5 เครื่องดื่มยามเช้าที่ดีต่อตับและระบบย่อยอาหารเป็นอย่างยิ่งสถิติหวย ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 1 มีนาคม10 อันดับจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวมากที่สุดในประเทศไทยแยกออกไหม? อันไหนตะเเบก เสลา หรือ อินทนิล : ไม้แฝดสาม: ความต่างที่สัมผัสได้จากลำต้นความชาญฉลาดในการพรางตัวของจระเข้ในธรรมชาติกาปิตัน : แมวใหญ่ใจดีผู้เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางให้เเมวตาบอดนี่คือเซเว่นหรือตู้คอนเทนเนอร์? บุกสาขาที่เล็กที่สุดในประเทศไทยไทม์ไลน์ที่หลายคนไม่เคยรู้! ใครกันแน่ที่มาทีหลังในปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เหล่าทาสต้องรู้ ให้ “ข้าวคลุกทู” เสี่ยงอันตราย?ร้านอาหารในญี่ปุ่นที่หวิดเจ๊ง ฟื้นคืนกิจการได้เพราะน้องเหมียวนี่เลย5 จังหวัดที่เจริญที่สุดของภาคเหนือในประเทศไทยทาสแมวควรรู้ 7 อาหารอันตรายที่ห้ามแมวกิน8 สายพันธุ์นี้ิคนนิยมเลี้ยงที่สุดในไทย
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
นครสีขาวที่โลกต้องตะลึงกับสถิติ Guinness World Recordsเมืองหลวงที่สวยที่สุดในอาเซียนจากพืชคลุมบ้าน รากเก๋อเกิ้นสู่สมบัติล้ำค่าที่โลกตะวันตกมองข้าม"โคล่า + เฟรนซ์ฟรายส์" ทำไมกินแล้วหายปวดหัว..เรื่องนี้มีคำตอบ
ตั้งกระทู้ใหม่