สะเดาน้ำปลาหวาน
เขียนโดย กล้วยไม้ชายเล
สวัสดีค่ะทุกคน ย่างเข้าหน้าร้อนรู้สึกอยากกินอะไรเย็นๆ เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายจังเลยค่ะ แต่หน้าร้อนทีไรต้นไม้ 1ชนิด ที่ออกผลผลิตเยอะแยะเต็มต้น ตามบ้านต่างจังหวัด หรือบ้านไหนไม่มีก็จะหาซื้อได้ง่ายตามตลาดนัดทั่วไป พืชชนิดนี้บางคนไม่ชอบรับประทานเพราะรู้สึกว่าขมคอ แต่บางคนก็โปรดปรานมากๆ ตามคำโบราณท่านได้กล่าวไว้ "หวานเป็นลม ขมเป็นยา"
มาถึงตรงนี้แล้ว มีใครทายถูกกันบ้างมั้ยคะ ว่าพืชชนิดนี้คืออะไร.....คำตอบถัดไป คือ ยอดสะเดา มีทั้งแบบใบและดอกปะปนกัน รสชาติจะออกขมมันๆ มีกลิ่นเหม็นเขียวหน่อยๆ ตามต่างจังหวัดบ้านผู้เขียนออกดอกเต็มต้น ก็ได้เวลานำมาเด็ดรับประทาน ใครชอบลวกจิ้มน้ำพริกก็อร่อย แต่ผู้เขียนไม่โอเคสักเท่าไหร่ ถ้าไม่ใช่น้ำปลาหวาน วันนี้จึงชวนทุกคนเก็บเด็ดดอกสะเดาสดจากต้น มาทำเมนู "สะเดาน้ำปลาหวาน" กันจ้า
ส่วนผสม มีดังนี้
1. น้ำตาลปี๊บ 6 ช้อนโต๊ะ
2. เกลือ 1 ช้อนชา
3. น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำมะขามเปียก 5 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำ 5 ช้อนโต๊ะ
6. รากผักชี 2 ราก
7. หอมเจียว
8. พริกคั่ว
ขั้นตอนวิธีการทำ ไม่ยุ่งยาก ทำตามกันได้เลยจ้า
1. เริ่มจากนำน้ำตั้งกระทะต้มจนเดือด เพื่อลวกสะเดาที่เราล้างทำความสะอาดพวกฝุ่นละอองเรียบร้อยแล้ว
2. เมื่อเราลวกสะเดาได้ความสุกตามความต้องการ ก็จัดการนำไปน็อคน้ำเย็น เพื่อคงความสุกตามที่เราลวก และสีของสะเดายังเขียวสดน่ารับประทาน
3. จัดการมาทำน้ำปลาหวาน โดยเริ่มจากนำพริกแห้งมาคั่ว ให้กรอบส่งกลิ่นหอม แล้วตักพักไว้ ขั้นตอนนี้ใช้ไฟกลางไปทางอ่อนนะคะ เพื่อป้องกันพริกคั่วของเราไหม้ เป็นสีดำ นอกจากผิวพริกคั่วไม่สวยแล้ว อาจจะมีรสขมได้
4. เมื่อคั่วพริกเสร็จ ก็ถึงคิวทำหอมเจียว นำหอมแดงซอยลงกระทะ เติมน้ำมันลงไป เปิดแก๊สด้วยไฟกลางค่อนไปอ่อน
ขั้นตอนนี้ให้ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย เป็นทริคเล็กๆเพื่อทำให้หอมเจียวมีรสชาติที่ดี และกรอบนานกว่าเก่า
เมื่อเจียวไปาักพัก จนหอมแดงเริ่มเหลือง ก็ถือว่าใช้งานได้แล้ว
นำหอมเจียวมาพักสะเด็ดน้ำมัน ความร้อนจะทำให้หอมเจียวสีเข้มขึ้นกว่าเดิม เราจะเกลี่ยเพื่อให้คายความร้อน ขั้นตอนนี้หากเราเจียวหอมแดงจนสุกเหลืองเขม เมื่อเราเอามาสะเด็ดน้ำมัน สีหอมเจียวจะไปทางน้ำตาลเข้ม ดูแล้วไม่น่ารับประทาน
5. นำกระทะใบเดิมที่เจียวหอมแดงเสร็จมาใส่รากผักชี และอัตราส่วนผสมอื่นๆที่เหลือลงกระทะ เพื่อเคี่ยวทำน้ำปลาหวาน
เมื่อเราเคี่ยวจนส่วนผสมต่างๆละลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ก็ชิมรส และเคี่ยวต่อจนฮวดได้ความเหลวตามต้องการ
แต่ไม่ควรเคี่ยวจนน้ำปลาหวานหนืดจนเกินไป สังเกตให้แค่พอเกาะตะหลิวก็ถือว่าใช้ได้ เพราะเมื่อเราพักไว้ให้เย็นตัว น้ำแลาหวานของเราจะมีความหรือเพิ่มขึ้นกว่าตอนยังร้อนๆ
ขั้นตอนนี้หากเรายังไม่ใส่พริกคั่ว หอมเจียว เราสามารถเก็บไว้ในตู้เย็น ไว้ทำน้ำซอสอีกได้หลายเมนู เวลาจะแรุงอาหารก็แค่ใส่พริกคั่ว และหอมเจียวกรอบๆ เป็นการทุ่นเวลาได้ดีเลยทีเดียว
6. น้ำปลาหวานเสร็จ ก็มาสะเด็ดน้ำออกจากสะเดาลวก เพื่อจัดลงจาน
7. นำสะเดาลงจาน พร้อมรับประทานคู่กับน้ำปลาหวานที่รสชาติหวานนำ มีความเปรี้ยว เค็ม และเผ็ดตาม โดยตักน้ำปลาหวานใส่ลงถ้วย
8. ตามด้วยพริกคั่วกลิ่นหอมๆ
9. โรยหน้าด้วยหอมเจียวกรอบๆ
10. ตกแต่งหน้าน้ำแลาหวานด้วยผักชีเพื่อให้ดูดีเพิ่มสีสัน และที่สำคัญมีปลาดุกย่างหอมๆ กินเป็นเครื่องเคียง
อ ร่ อ ย...😊😊
ผักที่หากินยากที่สุดในไทย
5 อันดับโรงเรียนรัฐบาลคุณภาพสูง เรียนดีได้ ไม่ต้องจ่ายแพง
จังหวัดอันดับหนึ่งของไทย ในด้านการเพาะเลี้ยงปลานิล
สวนหอมในฝัน: 10 อันดับไม้ดอกยอดนิยม ปลูกง่าย กลิ่นหอมฟุ้งทั่วบ้าน
3จังหวัดที่ยากจนที่สุดในไทย
5 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวสวยที่สุดในไทย ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต
จังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านการ"นวด"อันดับหนึ่งของไทย”
รวม 10 ทำเลที่ดินนอกกรุงเทพฯ ที่แพงที่สุดในไทย ปี 2569
ถนนชื่อดังในประเทศฝรั่งเศส ที่ถูกตั้งชื่อถนนให้เป็นภาษาไทย
รายได้ของข้าราชการระดับอาวุโส (C8) โดยเฉลี่ยเท่าไหร่
4 จังหวัด ไม่ติดทะเล แต่มีหาดทรายขาวจั๊วะ
10 อันดับโรงเรียนที่สอบเข้ายากที่สุดในไทย เด็กเก่งเท่านั้นที่รอด
สเต๊กบนจานอาจไม่ได้มาจากฟาร์มอีกต่อไป! ทำความรู้จัก "เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง" นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต
จังหวัดที่ทำนาข้าวได้ผลดีที่สุด ได้ผลผลิตข้าวสูงที่สุดในไทย



















