ประเทศเดียวในอาเซียนที่ปกครองด้วยปกครองโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งสู่ระบอบประชาธิปไตย บรูไนดารุสซาลามกลับยืนหยัดในฐานะ "รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์" เพียงหนึ่งเดียวในอาเซียนที่เข้มแข็งและมั่นคงอย่างน่าสนใจ บทความนี้จะพาไปสำรวจกลไกเบื้องหลังความยั่งยืนของราชวงศ์โบลเกียห์ ที่สามารถผสานขนบธรรมเนียมดั้งเดิมเข้ากับบริบทของรัฐสมัยใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ
ถอดรหัสความยั่งยืน: ทำไมระบอบกษัตริย์บรูไนจึงเข้มแข็ง?
ความสำเร็จของบรูไนในการรักษาอำนาจทางการเมืองไว้ที่ศูนย์กลางคือองค์สุลต่าน ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่เกิดจากยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดใน 3 ด้านหลัก ดังนี้:
1. การสร้างความชอบธรรมผ่าน "รัฐดั้งเดิมแบบใหม่" (Neo-Traditionalism)
ในขณะที่ทฤษฎีตะวันตกเชื่อว่าระบอบกษัตริย์จะล่มสลายเมื่อเจอ "ทางสองแพ่ง" (King’s Dilemma) จากความทันสมัย แต่บรูไนกลับปรับตัวเป็นรัฐดั้งเดิมแบบใหม่ โดยใช้หลักศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรมมาเป็นฐานอำนาจ พร้อมกับดึงกลุ่ม "เทคโนแครต" หรือข้าราชการรุ่นใหม่ที่มีศึกษาสูงเข้ามาทำงานในรัฐบาล เพื่อลดแรงกดดันจากชนชั้นกลางและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารรัฐสมัยใหม่
2. สัญญาประชาคมผ่าน "รัฐสวัสดิการน้ำมัน"
บรูไนใช้ทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) มาสร้างสวัสดิการที่ยอดเยี่ยมให้แก่ประชาชน เช่น:
ไม่มีการเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
รัฐเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประชากร
รายได้ต่อหัวประชากรอยู่ในระดับสูงอันดับต้นๆ ของเอเชีย
การมอบสวัสดิภาพที่ดีเยี่ยมนี้เองที่เป็นเสมือน "เครื่องมือสร้างความยินยอม" ทำให้ประชาชนพึงพอใจและลดความต้องการที่จะเรียกร้องการปฏิรูปทางการเมือง
3. การควบคุมอำนาจและกฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จ
สถาบันกษัตริย์บรูไนมีการวางกลไกป้องกันความท้าทายอย่างรัดกุม:
ประกาศสภาวะฉุกเฉิน: มีการคงไว้ต่อเนื่องนับตั้งแต่เหตุการณ์กบฏปี 1962 เพื่อจำกัดกิจกรรมทางการเมือง
รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข 2004: เพิ่มพระราชอำนาจให้สุลต่านอยู่เหนือกฎหมายทั้งปวง และเปลี่ยนสภานิติบัญญัติให้กลายเป็นเพียง "สภาตรายาง" (Meaningless Rubber Stamp) ที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด
ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และจุดเปลี่ยนสำคัญ
ราชวงศ์โบลเกียห์มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 600 ปี แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้สถาบันกษัตริย์ฟื้นตัวและรวมอำนาจได้เบ็ดเสร็จคือช่วงรอยต่อก่อนและหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ (ปี 1984) เหตุการณ์กบฏในปี 1962 ทำให้สุลต่านทรงตัดสินใจระงับเส้นทางการเลือกตั้งและประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งกลายเป็นรากฐานของการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจมาจนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ (สุลต่านลำดับที่ 29) ในปัจจุบัน
ความยั่งยืนของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในบรูไนดารุสซาลาม คือผลลัพธ์ของการปรับตัวที่ยืดหยุ่นและการบริหารจัดการทรัพยากรที่ชาญฉลาด สุลต่านสามารถเปลี่ยน "ความทันสมัย" ให้กลายเป็นเครื่องมือเสริมสร้างบารมีผ่านสวัสดิการมหาศาล ในขณะที่ความพยายามสร้างสถาบันประชาธิปไตยอย่างสภานิติบัญญัติเป็นเพียงการ "ห่อหุ้ม" ในเชิงรูปแบบ แต่ในเนื้อหาที่แท้จริง อำนาจอธิปไตยยังคงหยั่งรากลึกอยู่ที่สถาบันมหากษัตริย์อย่างยากที่จะสั่นคลอน
#บรูไน #สมบูรณาญาสิทธิราชย์ #การเมืองอาเซียน #สุลต่านบรูไน #รัฐสวัสดิการ #ประวัติศาสตร์บรูไน
เขียนโดย davin
10นามสกุลที่นำมาใช้จากชื่ออำเภอมากที่สุด
ราคาทอง 30 เม.ย. 69 พุ่งแรง คนถือทองเช็กจังหวะก่อนขาย
7 ข้อผิดพลาดในการใช้แอร์ที่ทำให้ค่าไฟสูงกว่าที่ควร
ชุมชนคนไทยในเมืองนอก ที่มีขนาดใหญ่และมีคนไทยอยู่มากที่สุด
ชื่อจริงคนไทยซ้ำมากแค่ไหน สมชายยังนำอันดับ 1 เกือบ 5 แสนคน
ประเทศยอดฮิตอันดับ 1 ที่คนไทยนิยมไปมากที่สุดในโลก
สายเชีย วงศ์วิโรจน์ ชี้แจงเอง ไม่ใช่เจ้าของหาดทรายขาว
ประเทศที่นอนน้อยที่สุด
รถคอกหมูรถที่กำลังสูญหายจากประเทศไทย
4 วิธีถูพื้นบ้านหอมทั่วอย่างยาวนาน
ทำไมคนเกาหลี-ญี่ปุ่น-จีน แทบไม่มีกลิ่นตัว คำตอบอยู่ที่ยีน ABCC11
ประเทศที่แบนราบที่สุด พื้นที่อยู่ต่ำติดน้ำทะลมากที่สุดในโลก
10นามสกุลที่นำมาใช้จากชื่ออำเภอมากที่สุด









