หยิน-หยาง การวิเคราะห์จักรวาล ธรรมชาติ กลไกทางร่างกาย
ปรากฏการณ์หยินหยางเชิงควอนตัม
คุณสมบัติของโฟตอนที่พันกันขึ้นใหม่จากรูปแบบการรบกวนแบบ 2 มิติ
การพัวพันเชิงควอนตัม (อนุภาคที่สามารถจดจำอดีตของตนเองและถูกสร้างขึ้นในคอมพิวเตอร์ควอนตัม)
การพัวพันนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการเชื่อมต่อระหว่างสองอนุภาคที่อยู่ห่างกันมากซึ่ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คัดค้านว่าเป็นการกระทำที่น่าขนลุกในระยะไกล ทำให้เกิดการเชื่อมโยงแบบที่ไม่สามารถแยกออกได้ระหว่างอนุภาคแสงสองอนุภาค หรือโฟตอน ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงหนึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่ออนุภาคหนึ่งไม่ว่าจะอยู่ห่างกันแค่ไหนก็ตาม นักฟิสิกส์จำเป็นต้องหาฟังก์ชันคลื่นของวัตถุนั้น ซึ่งเป็นการอธิบายสถานะของวัตถุที่อยู่ในสถานะซ้อนทับกันทางกายภาพ และปรากฏการณ์พัวพันนี้ทำให้การค้นหาฟังก์ชันคลื่นของอนุภาคตัวที่สองที่เชื่อมต่อกันเป็นเรื่องท้าทาย เพราะเมื่อมีการวัดค่าของอนุภาคหนึ่ง ก็จะทำให้อีกหนึ่งอนุภาคเกิดการเปลี่ยนแปลง
ทฤษฎี : แมวของชโรดิงเงอร์ (Schrödinger's cat) เป็นสถานะที่เรียกว่าหลักการซ้อนทับควอนตัม (quantum superposition) อันเป็นผลจากการถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ระดับเล็กกว่าอะตอมแบบสุ่มซึ่งอาจเกิดหรือไม่ก็ได้ การทดลองทางความคิดดังกล่าวมักมีการหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายทฤษฎีของการตีความกลศาสตร์ควอนตัม
เมื่อปี 1935 ชโรดิงเงอร์ได้กล่าวถึงการทดลองในจินตนาการ ซึ่งสมมติให้มีแมวถูกขังไว้ในกล่องปิดสนิทซึ่งมีสารกัมมันตรังสีและขวดบรรจุไอพิษอยู่ด้วย หากสารกัมมันตรังสีเกิดการสลายตัว กลไกในกล่องจะทุบขวดบรรจุไอพิษให้แตกออกซึ่งจะทำให้แมวตายในที่สุด อย่างไรก็ตาม โอกาสที่สารกัมมันตรังสีจะสลายตัวมีอยู่ครึ่งต่อครึ่ง (50%) ทำให้ไม่อาจทราบได้แน่ว่า ขณะที่กล่องปิดอยู่และยังไม่ถูกเปิดออกดู แมวที่เป็นสัตว์ทดลองจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งเท่ากับว่าแมวในกล่องมีสองสถานะคือทั้งเป็นและตายอยู่ในขณะเดียวกัน แต่แมวจะเปลี่ยนไปมีสถานะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยฉับพลัน ในชั่วขณะที่ผู้สังเกตการณ์เปิดกล่องออกดูเท่านั้น
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลได้ทำการทดลองเพื่อทดสอบทฤษฎีนี้ โดยยิงรังสีจากคลื่นไมโครเวฟไปยังคิวบิตนำไฟฟ้ายิ่งยวด ซึ่งเป็นอนุภาคที่ใช้ในควอนตัมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้อนุภาคดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนสถานะไปอยู่ในระดับพลังงานต่าง ๆ และใช้วิธีสังเกตการณ์ทางอ้อมผ่านคลื่นไมโครเวฟ เพื่อดูว่าจะสามารถตรวจจับสัญญาณที่บ่งชี้ล่วงหน้าว่า อนุภาคกำลังจะ "กระโดด" เปลี่ยนสถานะ หรือกำลังจะเกิดควอนตัมลีปขึ้นได้หรือไม่
ผลปรากฏว่าทีมผู้วิจัยสามารถตรวจจับสัญญาณดังกล่าวได้ ซึ่งหากตรวจพบว่ามีอนุภาคโปรตอนออกมา ก็แสดงว่าอนุภาคที่ทดลองกำลังเข้าสู่สถานะพื้น (Ground state) แต่หากโปรตอนหายไปอย่างกะทันหัน ก็แสดงว่าอนุภาคที่ทดลองกำลังเข้าสู่สถานะกระตุ้น (Excited state) ที่มีพลังงานสูงกว่า
ดร. ซลาตโก มีเนฟ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า "เราพบว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การกระโดดข้ามสถานะอย่างฉับพลัน แต่เป็นการเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในพริบตาจนทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นการก้าวกระโดด"
แม้จะใช้โฟตอนเพียง 1 อนุภาค แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีอนุภาคของแสงเดินทางไปตามเส้นทางทั้งสองสายพร้อมกัน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตามหลักการทับซ้อนทางควอนตัม (Superposition) ที่อนุภาคหนึ่งสามารถอยู่ในสองตำแหน่งได้ในเวลาเดียวกัน
ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดความเป็นไปได้ว่า ในช่วงขณะเดียวกันโฟตอน 1 อนุภาคอาจเดินทางผ่านเลนส์ A ก่อนไปถึงเลนส์ B หรือเดินทางผ่านเลนส์ทั้งสองในลำดับที่กลับกันก็ได้ ซึ่งการเดินทางแต่ละแบบจะทำให้เกิดการแทรกสอดของคลื่นแสงที่ปลายทางต่างกัน แต่สภาพการณ์ที่กำหนดว่าอนุภาคเดินทางแบบใดกันแน่จะยังไม่เกิดขึ้น จนกว่าผู้ทดลองจะลงมือตรวจวัดดู ("BBC NEWS กลศาสตร์ควอนตัม," 2018)
หยิน-หยาง วิธีการวิเคราะห์จักรวาล ธรรมชาติ กลไกทางร่างกาย
แนวคิดหยินหยางเป็นวิธีการที่อารยธรรมมนุษย์ใช้ในการวิเคราะห์จักวาล ธรรมชาติ และมนุษย์ อย่างการเคลื่อนไหวและความนิ่ง การมีอยู่และไม่มีอยู่ หยินหยางอาจครอบคลุมเพียงสิ่งที่ถูกเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรมในความเป็นจริงของโลก เพื่ออนุรักษ์สสารและแปลงพลังงาน เป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่งของด้านที่อยู่ตรงกันข้าม เผยให้เห็นการเคลื่อนไหวของจักรวาล กลไกทางชีวภาพ ธรรมชาติ และมนุษย์ ซึ่งสามารถอธิบายได้หลายอย่าง
ดังนี้:
- สภาวะของจักรวาล
- หลักการอนุรักษ์สสาร
- คุณสมบัติเชิงวัตถุในทางธรรมชาติ
- ความสมบูรณ์ของการเคลื่อนไหว
- การเปลี่ยนแปลงของพลังงาน
- การแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมชาติและมนุษย์
- สุขภาพกับความเจ็บปวดและจุดเริ่มต้นของการแปรเปลี่ยนไปสู่โรค
ในสภาวะของจักรวาล
หยินและหยางที่เคลื่อนไหวนั้นมีความสัมพันธ์กัน สสารหยางสูญเสียโมเมนตัมและเปลี่ยนเป็นหยิน ในขณะที่สสารหยินได้รับโมเมนตัมและเปลี่ยนเป็นหยาง
การเปลี่ยนแปลงของหยินและหยางเกิดขึ้นทุกขณะ ตัวอย่างเช่น ในปฏิกิริยาฟิวชั่นนิวเคลียร์ของดาวฤกษ์ หรือกระบวนการปลดปล่อยพลังงาน เหล่านั้นคือกระบวนการเปลี่ยนจากหยางเป็นหยิน ในทำนองเดียวกัน การสร้างหยางจากหยินก็เกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น การดูดกลืนสสารและพลังงานโดยหลุมดำ ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนจากหยินเป็นหยาง ดังนั้น สภาวะของจักรวาล ธรรมชาติ และชีวิตมนุษย์จึงไม่คงที่ แต่เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างกันอย่างต่อเนื่องด้วยการเคลื่อนไหวของหยินและหยาง
หลักการอนุรักษ์สสาร
ขาว กับ ดำ
หากอธิบายเป็นเชิงรูปธรรมให้เห็นถึงภาพจำเราคงคุ้นเคยกับการจำแนกหยิน-หยางเป็นวงล้อของสีสลับด้าน ขาวและดำ ดีและชั่ว เป็นขั้วตรงข้ามที่มีลักษณะเป็น “คู่” หรือ "เทียนตี้จือเต้า" 天地之道 อันเป็นลักษณะคู่ที่ "ขับเคลื่อน หมุนเวียน แปรเปลี่ยนได้เรื่อยไม่สิ้นสุด" หรือ "เสินหมินจือฝู่เหยี่ย" 神明之府也 ดังนั้น อิน-หยาง ก็คือ “ลักษณะคู่สองด้านที่มีการแปรเปลี่ยน มีเกิดดับเป็นพื้นฐาน มีลักษณะที่ตรงข้ามกัน ขัดแย้งกัน สู้กัน” เช่น ทิศทางการเคลื่อนไหวสู่ด้านนอก สู่ด้านบน ไฟ อุ่นร้อน ฯลฯ เป็นหยาง ทิศทางการเคลื่อนไหวสู่ด้านใน สู่ด้านล่าง สงบนิ่ง น้ำ หนาวเย็น ฯลฯ เป็นอิน นอกจากนี้ อิน-หยาง ยังรวมถึงความเป็นลักษณะคู่ ที่พึ่งพาอาศัยกัน แยกกันหรืออยู่เดี่ยว ๆ ไม่ได้ เมื่อด้านบนเป็นหยาง ด้านล่างต้องเป็นอิน จะมีด้านบนโดยไม่มีด้านล่าง หรือมีด้านล่างโดยไม่มีด้านบนไม่ได้ ต้องมีคู่กันเสมอ ("จะเกิดอะไรขึ้นเมื่ออินและหยางไม่สมดุล. คลินิกการแพทย์แผนจีน," 2024)
คุณสมบัติเชิงวัตถุในทางธรรมชาติ
คุณสมบัติของหมวดหมู่หยินและหยางสามารถระบุได้ว่าสิ่งนี้ไม่คงที่อย่างแน่นอน เนื่องจำเพาะคุณสมบัติของแต่ละหมวดจะเปลี่ยนไปตามวิวัฒนาการตามธรรมชาติของหยินและหยาง โดยผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับเวลา เงื่อนไข และสถานะ (“Song W, Cao H หยิน-หยาง. วิธีการวิเคราะห์จักรวาล ธรรมชาติ และมนุษย์,” 2022)
เทียบกับไบนารีคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถจําลองการทดลองต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงตามเงื่อนไขที่กําหนด ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะซับซ้อนแค่ไหน ต้นกําเนิดของมันก็เป็นเพียง "0" และ "1" หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่คือการเข้ารหัสแบบไบนารี ที่มีสองตัวแปร ซึ่งคือ "มีอยู่" และ "ไม่มีอะไรสักอย่าง" เพื่อง่ายต่อการคำนวนแปรผล สำหรับการอนุมานเข้ากับศาสตร์เลขเชิงกลไกทางร่างกายของอวัยวะสิ่งมีชีวิต เช่น นิ้วของมนุษย์ ผู้คนจึงประดิษฐ์การนับแบบระบบเลขฐาน 10 ขึ้นมา ตรงข้ามกับระบบไบนารีก็เหมือนกับเป็นปีก (หัวใจสำคัญของคอมพิวเตอร์) ที่ใช้ระบบเลขฐาน 2 สืบเนื่องเป็นอุปกรณ์ที่รู้จักเพียง ไฟดับ (0) และ ไฟเปิด (1) เช่น 'A' ในระบบจะแปลงเป็น '01000001' ส่วน 'B' จะเป็น '01000010' มีความหมายสำหรับคอมพิวเตอร์เมื่อต้องอ่านทำความเข้าใจชุดคำสั่งและแปรรหัสต่างๆ ผ่านการผสมผสาน หรือการจัดระเบียบใหม่ที่แตกต่างกันจําลองโลกเสมือนจริง
อย่างไรก็ตาม "0" และ "1" ในคอมพิวเตอร์สามารถทํางานได้ตามเงื่อนไขที่ผู้คนกําหนดเท่านั้น (เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือ SSD), เครือข่ายโทรคมนาคม, และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเราก็ตาม แต่ไม่สามารถจําลองลักษณะและกฎทั้งหมดของโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างเต็มที่ หากในโลกแห่งความเป็นจริงจักรวาลธรรมชาติและร่างกายมนุษย์มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงสถานะของวัสดุที่ไม่ซ้ำซาก ทั้งยืดหยุ่นการเคลื่อนไหวทางกายภาพ และผันผวนด้วยกระบวนการถ่ายโอนพลังงาน เนื่องจากหยินและหยางมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง และอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน ("binary programming. ntprintf," 2022)
ความสมบูรณ์ของการเคลื่อนไหว
ถึงแม้หยินและหยางจะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เปลี่ยนจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่งใหม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยรวมวัฏจักรธรรมชาติไม่พบจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดสุดท้าย เช่นเดียวกับหยินและหยางซึ่งเกิดขึ้นจากสสาร (จากกระบวนการปลดปล่อยพลังงาน) หากวัตถุขึ้นต้นด้วยหยิน วัตถุจะเคลื่อนที่เข้าหาหยางตลอดเวลา และถ้าขึ้นต้นด้วยหยาง วัตถุจะเคลื่อนไปทางหยินตลอดเวลา คุณสมบัติของหยินและหยางตามสิ่งธรรมชาติจึงเปลี่ยนแปลงตามการเคลื่อนไหวอันไม่สม่ำเสมอนี้
การเปลี่ยนแปลงของพลังงาน
การเชื่อมโยงความสมมาตรของกระบวนการแปรเปลี่ยนหรืออาจใช้ในการสังเกตการเคลื่อนไหวของมนุษย์ ท้องฟ้า จักรวาล ทุกการเคลื่อนไหวนั้น ล้วนไม่มีพื้นที่ว่างอยู่เลยตามสมการ หากเราก้าวออกจากจุดหนึ่ง ก็จะถูกแทนทดด้วยอีกสิ่งเข้ามาแทรกแซง ส่วนจุดที่เราแฝงเข้าไปอยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง ณ บริเวณนั้นก็จะแทนที่ด้วยสภาวะหนึ่ง การถ่ายโอนพลังงานจึงสามารถดำเนินอยู่ชั่วขณะอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันตามวัฏจักรสากล
การแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมชาติและมนุษย์
การเรียนรู้และเข้าใจ รวมถึงการประยุกต์วิธีใช้หยินหยาง สามารถอํานวยความสะดวกในการให้บริการแก่ผู้คนในแง่ของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีความก้าวหน้าทางมนุษยธรรมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ศาสตร์ของหยินและหยางทั้งในอดีตตราบเท่าปัจจุบัน จึงถูกใช้เพื่อเข้าใจกฎวัตถุประสงค์ของจักรวาลและทุกสิ่งในธรรมชาติตลอดจนกฎธรรมชาติของชีวิต ทั้งทางการแพทย์ หรือศาสตร์ความเชื่ออื่นๆ ขับเคลื่อนอารยธรรมของมนุษย์ที่จะพัฒนาไปยังอนาคตข้างหน้าที่เรามักสำรวจไม่รู้จบสิ้น
หยิน-หยางกับการเกี่ยวข้องทางด้านสุขภาพ
ความสมดุลของหยินหยางในร่างกายมีความสำคัญต่อสุขภาพไม่ว่าจะเป็นส่วนบนหรือส่วนล่าง ภายในหรือภายนอกของร่างกาย ระหว่างพลังงานซี่นอกหรือซี่ในของร่างกาย ระหว่างซี่กับมวล หากเสียสมดุลด้านใดด้านหนึ่งไปก็อาจทำให้เกิดภาวะพร่อง, กำเริบ, คั่งค้าง ซึ่งตรงข้ามหากไม่มีการกระตุ้นให้ผลิตจนเกิดการตื่นตัว เหลือแต่อินเป็นส่วนใหญ่ ก็เป็นโรคนอนไม่หลับ นอนมากกว่าปกติ หรือถึงขั้นซึมเซา นำไปสู่การใช้ยาจำเพาะ หรือติดสารเสพติดเพื่อรักษาความมั่นคงทางอารมณ์ที่แปรปรวนไป และอาจอธิบายในลักษณะอิน-หยางได้เช่นกัน
โครงสร้างร่างกายกับยินและหยาง (人的组织结构) ส่วนต่างๆของร่างกาย จำแนกเป็นหยิน-หยางได้ดังนี้
- ร่างกายส่วนบน เป็นหยาง ส่วนล่าง เป็นยิน
- ร่างกายส่วนนอก เป็นหยาง ส่วนใน เป็นยิน
- ด้านหลังของร่างกาย เป็นหยาง ด้านหน้า เป็นยิน
อวัยวะภายในจำแนกตามการทำหน้าที่เป็น
1. อวัยวะตันทั้ง 5(五脏)ได้แก่ หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต เป็นยิน เพราะทำหน้าที่เก็บสะสมสารจำเป็น (หยุดนิ่ง) โดยที่ในอวัยวะตันทั้ง 5 ก็ยังจำแนกย่อยออกได้ ระบุว่า หัวใจและปอด เป็นหยาง (อยู่ด้านบน ในช่องอก) ส่วนม้าม ตับ และไต เป็นยิน (อยู่ด้านล่าง ในช่องท้อง)
2. อวัยวะกลวงทั้ง 6 (六腑)ได้แก่ ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ ซานเจียว เป็นหยาง เพราะทำหน้าที่ย่อย ระบาย ขับถ่าย (มีการเคลื่อนไหว)
3. ระบบเส้นลมปราณ (经络) จำแนกเส้นลมปราณหลักเป็นยิน เส้นลมปราณย่อยเป็นหยาง เป็นต้น
4.เลือดและพลังลมปราณ (血气) จำแนกเลือดเป็นยิน พลังลมปราณเป็นหยาง เป็นต้น
ภาวะ กลุ่มอาการ (อิน, YIN)
เป็นคำเรียกในภาวะพร่องและภาวะเย็น สงบนิ่ง เสื่อมถอย แสดงออกไปทางหมองคล้ำ มีทั้งภาวะเข้าสู่ภายในและเดินลงล่าง และความผิดปกติอื่น ๆ ที่เกิดจากปัจจัยก่อโรคที่สังกัดอิน
ภาวะ กลุ่มอาการ (หยาง, YANG)
เป็นคำเรียกในภาวะแข็งแกร่งและร้อน ตื่นเต้น เคลื่อนไหว การทำงานมากขึ้น การขยับขยายอุณหภูมิ หรือมีการแสดงออกไปทางสีสดใส มีทั้งภาวะที่มีทิศทางเข้าสู่ภายนอกและขึ้นสู่ข้างบน และความผิดปกติอื่น ๆ ที่เกิดจากปัจจัยก่อโรคที่สังกัดหยาง
ภาวะอาการอินถูกทำลาย
มักเกิดจากภาวะร้อนภายนอกรุกเข้าสู่ร่างกาย หรือเกิดมาจากโรคไข้พิษที่ทำลายอินของตับและไต ซึ่งจะทำให้เกิดอาการ มีไข้ต่ำ ๆ ร้อนที่อุ้งมืออุ้งเท้าและในอก ซูบผอม แก้มแดงเป็นพักๆ ลิ้นแห้งมีสีแดงก่ำ ชีพจรเล็ก เต้นแผ่วแต่เร็ว
ภาวะอาการหยางถูกทำลาย
อาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันได้เช่นอินและความเย็นในร่างกายมีพลังงานมากกว่า หรือมีเหงื่อออกมากและท้องร่วง ซึ่งทำให้เกิดอาการ กลัวหนาว หน้าซีด มีเหงื่อไหลอย่างไม่ทราบสาเหตุ แขนขาเย็น ชีพจรแผ่วจนแทบไม่รู้สึก
ภาวะอาการอินพร่อง
เป็นกลุ่มอาการที่ภาวะขาดสารน้ำพร่อง ทำให้หยางมีสมดุลกำลังเพิ่มมากขึ้น หรืออาจเรียกได้ว่ามากจนเกินไป ทำให้สมดุลของอินขาดหาย มีอาการ ลิ้นแห้ง ปากแห้ง ขาดความชุ่มชื้น รูปร่างผอมแห้ง มีไข้ต่ำ ๆ มือเท้าร้อน เหงื่อออกในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง ชีพจรเต้นช้า
ภาวะอาการหยางพร่อง
เป็นกลุ่มอาการที่ภาวะขาดพลังงานร้อน ทำให้สมดุลในสมรรถภาพร่างกายพร่องหรือถดถอยลง มีอาการร่วมด้วยเช่น ผิวพรรณซีด ฝ่ามือฝ่าเท้าหนาวเย็น ลิ้นซีดมีฝ้าขาว ชีพจรเร็วแต่เต้นอ่อน
หากมีภาวะอินพร่องจะทำให้หยางกำเริบขึ้น อาการร้อนในอุ้งมืออุ้งเท้าและทรวงอก ปากแห้งคอแห้ง ไข้ต่ำในเวลาบ่าย บางส่วนของร่างกายมีอาการเจ็บแปลบเหมือนถูกแทง ขากเสมหะเป็นเลือดสีคล้ำและมีลิ่มเลือดปน ลิ้นมีจุดสีม่วง ชีพจรเล็กและเต้นแบบติดขัด
หากมีภาวะหยางพร่องจนเกิดการบวมน้ำเพราะหยาง จะทำให้เกิดการสะสมคั่งค้างในร่างกาย ได้แก่ อาการบวมน้ำ ตัวเย็น แขนและขาเย็น ท้องอืด ถ่ายเหลว ลิ้นมีฝ้าขาว กระทั่งชีพจรเต้นช้าและอ่อน
หากมีภาวะสารน้ำขาดและเลือดพร่อง (อินขาด) ทำให้ร่างกายขาดสารหล่อเลี้ยง จึงมีอาการแสดงได้แก่ร่างกายซูบผอม หน้าเหลืองหม่นหมอง มีไข้ต่ำ แก้มแดงขึ้นเป็นพักๆ ชาตามแขนขา เวียนศีรษะตาลาย ใจสั่น นอนไม่หลับ ลิ้นมีสีแดงและไม่ค่อยมีฝ้า ชีพจรเล็กและเต้นเร็ว
เหล่านี้ ล้วนหนุนนำสาเหตุเพียงพอ กระทั่งไปถึงจุดวิกฤตของอาการลุกลามจากอิน-หยาง
วิกฤตหยางพร่องถึงขีดสุด คือ มีเหงื่อ (รู้สึก) เย็น ๆ ผิวทะลัก ไปสู่ชีพจรเต้นช้าถึงอ่อน
วิกฤตอินพร่องถึงขีดสุด คือ มีเหงื่อ (รู้สึก) ร้อน หนืด และเหนียว ตัวร้อนหน้าแดง ลิ้นแห้งขาดน้ำลาย ไปสู่ชีพจรเต้นรัวเร็วกว่าปกติ
ลักษณะร่างกายหยิน
พูดเสียงเบา ตกใจง่าย ค่อนข้างเก็บตัว หายใจเบา ชีพจรเต้นช้า หน้าซีดขาว ขี้หนาว แขนฝ่ามือ ฝ่าเท้าและขาเย็น กินอาหารได้น้อยไม่ค่อยเจริญอาหาร ท้องอืดง่ายหรือระบบย่อยไม่ค่อยดี ไม่ค่อยกระหายน้ำ เป็นต้น
อาหารหยินคือ อาหารที่กินแล้วให้ความรู้สึกเย็น มีรสชาติขม เปรี้ยว และเค็ม รวมไปถึงอาหารที่ผ่านการปรุงรสด้วยวิธีต้ม นึ่ง ตุ๋น เป็นต้น เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อเป็ด เนื้อปู เนื้อหมู เป็นต้น ผักและผลไม้ได้แก่ กล้วย ส้ม แตงโต แอปเปิ้ล กีวี แคนตาลูป ถั่วฝักยาว ถั่วแขก แตงกวา ปวยเล้ง มะเขือเทศ เป็นต้น ดังนั้น “คนที่มีร่างกายเป็นไปในทางหยิน (เย็น) ควรรับประทานอาหารหยาง (ฤทธิ์ร้อน)”
ลักษณะร่างกายหยาง
คล่องแคล่ว พูดเก่ง คิดไว กระวนกระวายง่าย กระฉับกระเฉง ขี้ร้อน ชีพจรเต้นเร็ว อารมณ์เสียง่าย หน้าแดง หายใจแรง หงุดหงิดง่าย ตัวร้อน กินเก่ง ท้องผูก คอและปากแห้ง เป็นต้น
อาหารหยางคือ อาหารที่กินแล้วให้ความรู้สึกร้อน มีรสชาติเผ็ด หวาน รวมไปถึงอาหารที่ผ่านการปรุงรสด้วยวิธีทอด ย่าง รมควัน เป็นต้น เนื้อสัตว์ ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อแพะ เป็นต้น ผักและผลไม้ ได้แก่ มะเขือยาว พริก ผักชี ต้นกระเทียม ขิง มะละกอ โหระพา กาแฟ ถั่วลิสง เป็นต้น ดังนั้น “คนที่มีร่างกายเป็นไปในทางหยาง(ร้อน) ควรรับประทานอาหารหยิน(ฤทธิ์เย็น)” (“พจ.ลดาวรรณ โชติกุลวรพฤกษ์ ผู้แปลและเรียบเรียง. หยินหยาง,” 2023)
Fish and Rock; Fish and Seaweed 1573–1615
(https://www.clevelandart.org/art/1983.186)
หากเราสามารถประยุกต์การเรียนรู้จากสภาพร่างกายพื้นฐาน ซึ่งมีตัวแปรอื่นๆ คอยควบคุมสิ่งที่ร่างกาย(ภายใน) ถูกโอบล้อมด้วยสสารตัวแปรต่างๆ แล้ว จากศาสตร์สำรวจหยิน-หยาง เราก็จะสามารถเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับร่างกายได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยให้ร่างกายของเราสามารถปรับสภาพสมดุลได้อย่างเหมาะสม ก่อโรคน้อยลง เสริมให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องไม่ยากเกินรับมือ และเมื่อเข้าใจองค์ประกอบของวิธีสร้างสัมพันธ์ในกฎเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ที่พร้อมจะหมุนเวียนไปตามกลไกของสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ รวมถึงสภาพแวดล้อมทางสังคม สิ่งที่เราสามารถประคับประคองได้จากภายในสู่ภายนอกจึงเป็นเรื่องจำเป็น และควรค่าแก่ตัวเอง เพราะความหมายของการมีสุขภาพที่ดี คือ การรู้จักสังเกตความเปลี่ยนแปลง และปรับสมดุลให้เพียงพอกับความต้องการที่เราไม่สามารถควบคุมได้ตลอดเวลา หากอยู่ในสภาวะปรกติ เทียบเคียง หรือใกล้เคียง จะส่งผลต่อการมีสุขภาพจิตที่ดี การรู้สภาวะของร่างกายจึงประสบรับแก่การปรับสมดุลภายในจิตใจและความมั่นคงทางอารมณ์ อันก่อให้เกิดเป็นพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยรวม สิ่งเหล่านี้จึงถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นต่อการปรับตาราง และปรับสมดุลระหว่างทางประคับประคองบนพื้นฐานของเวลา ที่มนุษย์สามารถกำหนดต่อกลไกเหล่านี้ได้ หากเรารู้เท่าทัน และเข้าใจเบื้องลึกไปถึงจิตใจ สิ่งเร้าภายนอกก็เป็นเรื่องที่สามารถป้องกัน และรับมือไม่ให้เกิดปัจจัยของการเกิดโรคต่างๆ ที่อาจตามมาได้อย่างแน่นอน
Reference:
https://www.nature.com/articles/s41566-023-01272-3
อ้างอิงจาก: https://www.heraldopenaccess.us/openaccess/yin-yang-a-method-to-analyze-the-universe-nature-and-human
https://www.livescience.com/physics-mathematics/quantum-physics/quantum-yin-yang-shows-two-photons-being-entangled-in-real-time
https://www.nature.com/articles/s41566-023-01272-3
ธนาคารสัญชาติไทย ที่ทำกำไรได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
อำเภอที่อยู่ไกลจากตัวจังหวัดที่สุด
ทายนิสัยจากการนอน ท่านอนบอกนิสัย
เมืองโบราณลึกลับในตำนาน ที่อยู่ในเขตพื้นที่ของประเทศกัมพูชา
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำ นักธรณีวิทยาก็ได้ค้นพบสาขาชีววิทยาใหม่โดยไม่ตั้งใจ
ทำไมคุณไม่ควรใส่เกลือ เมื่อเริ่มเคี่ยวกระดูก?
แรงงานเขมร 30 คน แฉ เขมรประสบกับปัญหาเศรษฐกิจสุดย่ำแย่ประชาชนไม่มีงาน ราคาสินค้าแพง ยอมทิ้งบ้านเกิดเข้ามาหางานในประเทศไทย สุดท้ายเจ้าหน้าที่รวบตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย
"กินสี่ถ้วย" มรดกหวานล้ำจากแผ่นดินพระร่วง ธรรมเนียมมงคลที่เชื่อมสองตระกูลเป็นหนึ่งเดียว
AI พลิกโฉมวงการ "หนังสั้นของจีน"..ไม่รู้งานนี้มีคนตกงานหรือไม่ ?
อำเภอในประเทศไทย ที่มีประชากรมากกว่าอำเภอเมืองของจังหวัดตัวเอง
มัดรวมเลขเด่น 3 เจ้าแม่ดัง! เจ๊นุ๊ก-เจ๊ฟองเบียร์-แม่น้ำหนึ่ง ลุ้นโชคงวด 17 ม.ค. 69
ชาวโซเชียล ไทย ฮือฮา เต้ มงคลกิตติ์ นำเสนอ 5 นโยบายหลักที่ประเทศไทยต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมือง
สนามบินที่มีขนาดเล็กที่สุด ที่ยังคงเปิดให้บริการอยู่จริงบนโลก





