รูปแบบจำลอง งาช้างฉัททันต์
เขียนโดย นาคเฝ้าคัมภีร์
ตามข้อมูลจากพระไตรปิฎก งาของช้างฉัททันต์ ๒ ข้างทั้งซ้ายขวาเป็นงาสีทอง ซึ่งแต่ละข้างประกอบด้วยงา ๓ กิ่งที่งอกออกมาจากโคนเดียวกันจนดูคล้ายกับเป็นงากิ่งเดียว
สัดส่วนของงาช้างฉัททันต์นี้ ตามพระไตรปิฎกมีบันทึกไว้ว่า งาของพญาช้างฉัททันต์ แต่ละข้างวัดโดยรอบของโคนงาทั้ง ๓ กิ่งรวมกันได้ ๑๕ ศอก (๗.๕ เมตร) ยาวจากโคนถึงปลายงาได้ ๓๐ ศอก (๑๕ เมตร)
เนื่องจากความพิเศษที่มีถึง ๖ งา จึงเป็นที่มาของชื่อ ฉัททันต์ อันแปลว่า งา ๖ กิ่ง (ฟัน ๖ ซี่)
ลักษณะงาของช้างฉัททันต์นั้น อนุมานได้ว่ามีหลายแบบ แต่งาของช้างฉัททันต์ที่มีลักษณะสมบูรณ์พร้อมเป็นศุภลักษณ์มงคลมากที่สุด คือ งาที่มีจำนวนกิ่งทั้ง ๖ ยาวเสมอกันทั้งซ้ายขวา ไม่มีกิ่งใดกิ่งหนึ่งสั้นรึยาวจนเกินไป เพราะงาแต่ละข้างที่ประกอบขึ้นจากงา ๓ กิ่งรวมกันจะมีความแข็งแรงทนทานมาก แต่ถ้ามีกิ่งงายาวไม่เสมอกันจะทำให้เกิดช่องว่างในงาแต่ละข้างที่อาจมีเศษขยะรึสิ่งปฏิกูลเข้าไปอุดตันหมักหมมจนเป็นเหตุให้งาแตกหักเสียหายรึผุเน่าได้
ลักษณะงาช้างฉัททันต์อีกแบบที่ไม่สมบูรณ์ คือ งาที่มีปลายกิ่งแยกออกจากกันจนดูคล้ายกับมีงาข้างละ ๓ กิ่ง (๒ ภาพด้านล่าง) เหตุที่งาลักษณะนี้ไม่ดีก็เหมือนกับกิ่งงาที่ยาวไม่เท่ากัน คือ จุดที่ปลายกิ่งงาแยกออกจากกันจะเกิดเป็นโพรงให้สิ่งไม่พึงประสงค์สามารถเข้าไปหมักหมมอุดตันจนงาเกิดปัญหาได้
ดังนั้น งาช้างฉัททันต์ที่สมบูรณ์จะต้องมีความยาวของกิ่งงาเสมอกันและทุกกิ่งงาต้องแนบชิดติดกันเป็นงาเดียว มีลักษณะเป็นงาที่ปิดสนิทไม่เปิดเป็นช่องว่างด้านใดให้เห็น
โดยทั่วไป ทราบกันว่าช้างฉัททันต์ปรากฏตัวขึ้นในเรื่อง ฉัททันตชาดก ทว่าหลังการตรวจสอบพระไตรปิฎกและมิลินทปัญหา ทำให้พบว่ายังมีชาดกอีกหลายเรื่องและพระไตรปิฎกบางหมวดที่กล่าวถึงช้างฉัททันต์แบบอ้อมๆ โดยไม่เอ่ยชื่อออกมาตรงๆ แต่จากลักษณะที่บรรยายไว้ หากสังเกตให้ดีก็จะทราบว่านั่นคือช้างฉัททันต์
ซึ่ง ๑ ในชาดกที่กล่าวถึงช้างฉัททันต์แบบไม่เอ่ยชื่อ และยังมีการถอดความจากภาษาบาลีสันสกฤตมาเป็นภาษาไทยได้คลาดเคลื่อนไปบางจุดคือเรื่อง สีลวนาคชาดก ว่าด้วย คนอกตัญญูมองคนในแง่ร้าย ซึ่งกล่าวถึงพญาช้างฉัททันต์ที่แยกตัวออกจากโขลงมาอยู่ตามลำพังเป็นช้างสันโดษ (ช้างมาตังคะ) จนวันหนึ่งมีโอกาสได้ช่วยพาพรานหลงป่ากลับเมือง
แต่ด้วยความโลภที่เห็นงาทองคำของพญาช้าง พรานนั้นจึงกลับมาหว่านล้อมขอตัดงาพญาช้างไปขายถึง ๓ ครั้ง ซึ่งตามพระไตรปิฎกอักษรไทย บรรยายไว้ในลักษณะที่ทำให้เข้าใจไปว่า
ครั้งที่ ๑ ตัดท่อนปลายงา ๑ คู่
ครั้งที่ ๒ ตัดท่อนกลางงา ๑ คู่
ครั้งที่ ๓ ตัดท่อนโคนงา ๑ คู่
ซึ่งหลังจากวิเคราะห์แล้วเราว่าอรรถกถาน่าจะถูกถอดความคลาดเคลื่อนไปสักหน่อย เพราะตามจริงแล้ว ควรแปลว่า
ครั้งที่ ๑ ตัดกิ่งงา ๑ คู่
ครั้งที่ ๒ ตัดกิ่งงา ๑ คู่
ครั้งที่ ๓ ตัดกิ่งงา ๑ คู่
คือ เป็นการตัดงาไปขายครั้งละ ๑ คู่กิ่ง ไม่ใช่ ๑ คู่ท่อน
อนึ่ง ปัจจุบัน ลักษณะงาช้างฉัททันต์ที่ยังออกแบบได้ใกล้เคียงข้อมูลจากพระไตรปิฎกอยู่บ้าง คือ ช้างฉัททันต์ที่เป็นพาหนะของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ในงานศิลป์ของประเทศจีน
พนักงานกะดึกร้านสะดวกซื้อ ทำอะไรบ้างตอนคนส่วนใหญ่หลับ
แม่น้ำที่ใสสะอาดและมีคุณภาพน้ำดีที่สุด ที่ไหลผ่านเขตแดนของประเทศไทย
เบื้องหลัง Poltergeist หนังผีปี 1982 เรื่องไหนจริง เรื่องไหนเป็นตำนาน
มารู้จัก "หัวท้าวยายม่อม" พืชพื้นบ้านที่ซ่อนแหล่งแป้งชั้นดีของขนมไทย
จังหวัดที่มีห้องว่างในโรงแรมมากที่สุด มีจำนวนผู้เข้าพักน้อยที่สุดในไทย
หุ่นยนต์งูบนสายไฟจีน ตรวจระบบไฟรับเกาเข่า ไม่ใช่งูจริงอย่างที่เห็น
มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากเป็นอันดับหนึ่ง
จ้างหมอลำหนึ่งงานต้องเตรียมงบเท่าไร เช็กก่อนตกลงคิว
เปิดเหตุผล ทำไมเรา "ไหว้ครู" ในเดือนมิถุนายน
ปลาทะเลที่หาได้ยากที่สุด ที่พบในทะเลไทย
อุทยานแห่งชาติไทยที่ควรไปสักครั้ง เลือกให้ตรงสไตล์เที่ยว
"เมฆยักษ์" ปกคลุมท้องฟ้านครนายก สวยแปลกตาจนคนแห่แชร์ ที่แท้คือ "เมฆอาร์คคัส"
ท่าเรือที่ทันสมัยที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


