"มังกรโคโมโด"กิ้งก่ายักษ์ดุร้ายในอินโดนีเซีย
“มังกรโคโมโด”สัตว์ตระกูลกิ้งก่าสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยตัวผู้ที่โตเต็มวัยจะมีความยาวได้ถึง 3 เมตร และมีน้ำหนักมากถึง 90 กิโลกรัม มีฟันกับเขี้ยวอันแหลมคม และมีพิษร้าย สามารถล่ากวาง หมูป่า หรือแม้แต่คนได้
โดยมังกรโคโมโดเป็นสัตว์คล้ายจระเข้ที่อาศัยอยู่บนบก มีอุปนิสัยดุร้าย ชอบอยู่เป็นฝูง เป็นสัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร มันจะวิ่งล่าเหยื่อด้วยการซุ่มจู่โจมกัดเหยื่อด้วยฟันที่คม แต่มันจะวิ่งไล่ได้เพียงครั้งเดียว ถ้าหากมันจับเหยื่อไม่ได้ มันจะต้องหยุดนิ่งเพื่อชาร์จพลังสำหรับการวิ่งครั้งใหม่ มังกรโกโมโดเป็นสัตว์ไม่มีพิษแต่ก็เสมือนว่ามีพิษ
เนื่องจากในน้ำลายของมันมีเชื้อแบคทีเรียอยู่มากกว่าถึง 50 ชนิด เหยื่อที่ถูกกัดจะเกิดอาการโลหิตเป็นพิษ และจะถึงแก่ความตายในเวลาไม่เกิน 3 วัน ซึ่งบางครั้งเมื่อเหยื่อที่มังกรโกโมโดกัดและทิ้งน้ำลายไว้ในแผล หลบหนีไป มังกรโกโมโดจะติดตามไปเพื่อรอให้เหยื่อตายก่อนจะลงมือกินอีกด้วย
เหยื่อของมังกรโกโมโดตามธรรมชาตินั้น มักเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เช่น กวาง หรือวัวควายของชาวบ้าน อาจจู่โจมมนุษย์บ้าง ซึ่งผู้ที่มันจะจู่โจมมักจะเป็นผู้ที่อ่อนแอหรือบาดเจ็บ แต่ในต้นปี ค.ศ. 2009 มีรายงานว่ามังกรโกโมโดได้รุมกัดชายหนุ่มคนหนึ่งจนถึงแก่ชีวิต ขณะที่เขากำลังเก็บผลไม้อยู่
โดยมังกรโคมโมโดอาศัยอยู่ที่เกาะโคโมโด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหมู่เกาะซุนดาน้อยของประเทศอินโดนีเซีย เกาะนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ระหว่างเกาะซุมบาวา และเกาะฟลอเรส เป็นเกาะขนาดเล็กมีพื้นที่เพียง 75 ตารางไมล์เท่านั้น
เกาะนี้เป็นที่รู้จักกันในเรื่อง “มังกรโคโมโด” และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติโคโมโดที่เป็นมรดกโลกของ UNESCO อีกด้วย โดยมังกรโคโมโดเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ทางการอินโดนีเซียจึงก่อตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นในปี 1980 เพื่ออนุรักษ์มังกรโคโมโด และที่อยู่อาศัยของมัน ตลอดจนระบบนิเวศทางทะเลโดยรอบ
อุทยานแห่งชาติโคโมโดตั้งอยู่ในภูมิภาคที่ถือได้ว่ายากจนที่สุดแห่งหนึ่งของอินโดนีเซีย ซึ่งทางการอินโดนีเซียได้เปิดเกาะแห่งนี้ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม รายได้จากการท่องเที่ยวจึงช่วยขจัดความยากจนนี้ได้ โดยได้จัดให้นักท่องเที่ยวไปอยู่ตรงที่ลุ่มแค่สองจุด ซึ่งคิดเป็นพื้นที่เพียง 3-4% ของแผ่นดินบนอุทยานโดยรวม
เชื่อกันว่ามังกรโคโมโดอาศัยอยู่คู่โลกมานานหลายทศวรรษ มีมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในเกาะยุคแรกสุดที่รู้จักคือกลุ่มชนที่พูดภาษาออสโตรนีเซียนซึ่งเดินทางมาถึงภูมิภาคนี้เมื่อประมาณ 4,000 ปีที่แล้ว ซึ่งในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 สุลต่านแห่งซุมบาวาเคยใช้เป็นสถานที่สำหรับเนรเทศนักโทษ และศัตรูทางการเมือง
จากนั้นนายพราน และนักล่าไข่มุก ได้อ้างว่าพวกเขาได้พบกับสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ที่น่ากลัวบนเกาะ รายงานเหล่านี้อธิบายว่าสัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์คล้ายจระเข้ที่อาศัยอยู่บนบก สามารถล่ากวาง หมูป่า หรือแม้แต่คนได้
ในปี 1910 ร้อยโท Jacques Karel Henri van Steyn van Hensbroek (เจ้าหน้าที่อาณานิคมชาวดัตช์)ได้พบกับมังกรโคโมโดขณะเดินทางสำรวจพื้นที่ในเกาะโคโมโด ทำให้เขากลับมาพร้อมกับรูปถ่าย และหนังของมังกรโคโมโด หลังจากนั้นเขาก็ได้ส่งไปที่ Peter Ouwens(ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สัตววิทยาในเบาเตนซอร์ก)
ต่อมาเจ้าหน้าที่อาณานิคมชาวดัตช์ผู้นี้ได้ถูกย้ายไปที่อื่น จึงไม่สามารถค้นหาตัวอย่างเพิ่มเติมได้ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สัตววิทยาในเบาเตนซอร์ก จึงจ้างนักสำรวจเพื่อไปนําตัวอย่างเพิ่มเติมสี่ตัวอย่างกลับมา
จากนั้นเข้าได้นำเสนอเรื่องราวให้โลกได้รู้จักกับมังกรโคโมโด โดยได้ตีพิมพ์ในปี 1912
แม้มันจะน่ากลัวและดุร้ายแต่เกาะโคโมโดยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวโดยรอบอยู่เสมอ
ประเทศที่มีขนาดพื้นที่น้อยที่สุดในทวีปเอเชีย
จังหวัดที่เคยใหญ่ที่สุด มีขนาดพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย
ประเทศที่ "อยู่ทุกที่" แต่ไม่มีผืนแผ่นดิน
เกาะที่เล็กที่สุดในประเทศไทย
หัวใจทำด้วยอะไร? ทำไมสัตว์ตัวแค่นี้ถึงกล้าบวกกับทั้งป่า
ประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด
รู้หรือไม่..7 สิ่งอัปโชคไม่ควรมีหน้าบ้าน..สายมูต้องห้ามพลาด
จังหวัดเดียวมีทั้งเขื่อนผลิตไฟฟ้าและเขื่อนชลประทานมากที่สุดในไทย
เลขเด็ดปฏิทิน "หลวงปู่สรวง" งวดวันที่ 16 มีนาคม 69 มาแล้ว!..รีบส่องเลย
10 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีภาษีรถยนต์สูงที่สุดในเอเชีย
5 อันดับ มหาวิทยาลัยที่น่าเรียนที่สุดในภาคอีสาน
เลขเด็ดแม่หมู: ชุดปราบเจ้ามือ งวด 1 มีนาคม 2569
โอ๊ยยย เอาอีกแล้ว! จุดปราบเซียน รถตู้ติดแหง็กใต้สะพานกลับรถบางใหญ่ ทำจราจรอัมพาตยาว!
แบรนด์สินค้าชื่อดัง ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าเป็นสินค้าสัญชาติไทย
“เกาหลีใต้” อัตราเกิดพุ่งต่อปีที่ 2 หลังเคยต่ำสุดในโลก ลุ้นหลุดวิกฤตประชากร ก่อนสายเกินแก้
18 พฤติกรรมที่คนมีมารยาทจะไม่คิดจะทำเลย
“แดดไม่ใช่ศัตรู หากรู้เวลา!” เปิดเคล็ดลับอาบแดดให้ถูกช่วง เสริมกระดูกแข็งแรง หัวใจสดใส วัย 50+ ยิ่งควรรู้ก่อนสายเกินไป
นั่งสมาธิวันละ 1 ชั่วโมง ต่อเนื่อง 10 ปี สมองเปลี่ยนจริงหรือไม่? งานวิจัยชี้ชัด ผลลัพธ์ลึกกว่าที่คิด ใครทำได้ถือว่าได้เปรียบชีวิต

