หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

โรงภาพยนตร์แห่งแรก ของเมืองไทย

เนื้อหาโดย อริยสัจสี่

เรามี “โรงละครแห่งชาติ” อย่างเป็นทางการมาหลายปีแล้ว ถ้าจะถามว่า แล้วเราไม่มี “โรงภาพยนตร์แห่งชาติ” บ้างหรือ

แม้จะไม่มีการประกาศว่าโรงภาพยนตร์ใดเป็น “โรงภาพยนตร์แห่งชาติ” ก็จริง แต่ความสำคัญและความเป็นมาของโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง ซึ่งสร้างมาก่อนโรงละครแห่งชาติด้วยซ้ำ เป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาของประเทศ ผูกพันกับชีวิตคนวงการบันเทิงมายาวนาน ทั้งยังเป็นโรงมหรสพพระราชทาน ก็น่าจะถือได้ว่าเป็น “โรงภาพยนตร์แห่งชาติ” ได้

โรงภาพยนตร์แห่งนี้ก็คือ ศาลาเฉลิมกรุง

ศาลาเฉลิมกรุงสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๗ โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะให้เป็นโรงมหรสพที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ เป็นอนุสรณ์สถานคู่กับสะพานพระพุทธยอดฟ้าและพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกในการเฉลิมฉลองกรุงเทพฯ ๑๕๐ ปี ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินกว่า ๙ ล้านบาทเป็นค่าก่อสร้าง และเสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๗๓ พระราชทานนามว่า “ศาลาเฉลิมกรุง” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ออกแบบ

หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร สถาปนิกผู้ออกแบบศาลาเฉลิมกรุง เป็นโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์ ทรงสำเร็จการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจากประเทศฝรั่งเศส ทรงดูงานการก่อสร้างและการออกแบบโรงมหรสพที่อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมัน เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส อังกฤษ และสเปนก่อนกลับมาประเทศไทย ทรงออกแบบศาลาเฉลิมกรุงเป็นงานชิ้นแรกหลังสำเร็จการศึกษา

จุดเด่นของโครงสร้างศาลาเฉลิมกรุงคือ ไม่ได้ใช้ผนังเป็นตัวรับน้ำหนักแบบสถาปัตยกรรมไทย แต่ใช้โครงสร้างภายในรับน้ำหนักแทน โดยรอบห้องโถงใหญ่กลางจะแบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อย เพื่อให้ผนังและเสาย่อยของแต่ละห้องเป็นตัวช่วยพยุงน้ำหนัก ด้วยวิธีคำนวณให้ลงตัวอย่างสมดุล ด้วยเหตุนี้ห้องโถงใหญ่ของศาลาเฉลิมกรุงจึงกว้างขวาง ทั้งยังมีพาไลชั้นบนยื่นออกมา ๑ ใน ๓ ของพื้นที่ โดยไม่มีเสามาค้ำยันให้เป็นจุดบังตาผู้ชม

ที่สำคัญกว่านั้น ด้านข้างของศาลาเฉลิมกรุงทั้ง ๒ ด้านติดกับถนน ผู้ออกแบบจึงทำทางออกเป็นประตูบานใหญ่ด้านละ ๕ คู่ ใช้ท่อนเหล็กวางพาดไว้เป็นกลอน เพียงยกท่อนเหล็กออกก็ผลักบานประตูออกไปได้เลย ส่วนชั้นบนนอกจากจะมีทางออกด้านหน้าแล้ว ด้านข้างยังมีทางลงออกไปนอกโรงได้ทั้ง ๒ ข้าง จึงสามารถระบายคนเต็มโรงออกได้หมดภายใน ๓ นาที ซึ่งโรงภาพยนตร์ทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจทำได้อย่างศาลาเฉลิมกรุง

ครั้งหนึ่ง เคยมีคนพิเรนตะโกนขึ้นขณะกำลังฉายหนังมีคนดูอยู่เต็มโรงว่า ไฟไหม้! คนทั้งโรงแตกตื่นวิ่งออกจากโรงกันสุดชีวิต แต่ก็ไม่มีการเหยียบกันถึงบาดเจ็บล้มตาย เพราะออกได้สะดวกทุกด้าน เป็นการพิสูจน์ถึงความปลอดภัยในด้านนี้ของศาลาเฉลิมกรุง การเหยียบกันตายหรือถูกไฟคลอกตายเกลื่อนอย่างที่เคยเห็นเป็นข่าวในต่างประเทศนั้น เชื่อได้เลยว่าไม่มีทางจะเกิดขึ้นที่ศาลาเฉลิมกรุง

เมื่อแรกที่สร้างเสร็จนั้น ศาลาเฉลิมกรุงถือได้ว่าเป็นโรงภาพยนตร์ที่ทันสมัยที่สุดในเอเซีย และเป็นโรงแรกที่ติดเครื่องปรับอากาศ ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศของเฉลิมกรุงเป็นที่ร่ำลือกันว่าหนาวกว่าฤดูหนาวเสียอีก นอกจากนี้ภายในยังตกแต่งอย่างวิจิตรสวยหรู มีการใช้ไฟนีออนประดับเป็นแห่งแรก และยังเล่นแสงสีทั้งภายนอกภายใน

แม้จะลงมือสร้างมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๔๗๓ แต่ศาลาเฉลิมกรุงก็เสร็จไม่ทันงานเฉลิมฉลองกรุงเทพฯ ๑๕๐ ปีในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๕ มาเปิดอย่างทางการในวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๔๗๖ ใช้เวลาสร้าง ๓ ปีเต็ม ซึ่งขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงไม่สบายพระราชหฤทัยในเรื่องการเมือง ได้เสด็จไปประทับที่อังกฤษ โปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (ม.ร.ว.มูล ดารากร) เป็นผู้แทนพระองค์มาทำพิธีเปิด ถึงวันนี้ก็ครบรอบ ๘๓ ปีแล้ว

ศาลาเฉลิมกรุงเปิดประเดิมด้วยการฉายภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง “มหาภัยใต้ทะเล” มีคนเบียดเสียดเข้าชมกันแน่น ซึ่งคนจำนวนมากต้องการมาดูโรงมากกว่าดูหนัง ตอนก่อนฉายภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมกรุงจะเปิดม่านแล้วเล่นแสงสีประกอบเพลงขณะที่แอร์ก็เย็นฉ่ำ ผู้ชมต่างกล่าวกันว่า แค่ก่อนหนังฉายนี้ก็คุ้มค่าชมแล้ว

ศาลาเฉลิมกรุงฉายหนังต่างประเทศเกือบทั้งหมด นานๆจะมีหนังไทยแทรกเข้ามา เพราะตอนนั้นมีหนังไทยที่สร้างในระบบ ๓๕ มม. เสียงในฟิล์มปีละ ๒-๓ เรื่องเท่านั้น พอเกิดสงครามโลกในปี ๒๔๘๔ ทั้งหนังเทศหนังไทยก็หยุดชะงักหมด มีแต่หนังญี่ปุ่นของบริษัทเอวะไฮคิววะซะ ซึ่งไม่เป็นที่นิยมของคนดู เฉลิมกรุงเลยหันมาเสนอละครชายจริงหญิงแท้ เริ่มด้วยเรื่อง “นางบุญใจบาป” โดยคณะวิจิตรเกษม ของบัณฑูรย์ องค์วิศิษฐ์ จากนั้นจึงเกิดคณะละครขึ้นหลายคณะเช่น อัศวินการละคร เทพศิลป์ รวมทั้งคณะศิวารมณ์ของนาวาอากาศเอกสวัสดิ์ ฑิฆัมพร ผู้จัดการบริษัทสหศินีมาจำกัด ผู้บริหารศาลาเฉลิมกรุงเอง และยังขยายไปเล่นที่ศาลาเฉลิมนคร โอเดี่ยน และวิกนาครเขษมด้วย

เมื่อสงครามสงบ หนังอเมริกันกลับเข้ามา หนังไทยเกิดใหม่ในระบบ ๑๖ มม. ใช้คนพากย์ ศาลาเฉลิมกรุงได้เซ็นสัญญากับบริษัทเมโทรโกลด์วินเมเยอร์ ฉายปีละ ๒๖ สัปดาห์ นอกนั้นฉายหนังของบริษัทอื่นๆกับหนังไทย จนในปี ๒๕๐๐ จึงเลิกสัญญากับบริษัทเมโทรฯ หันมาสนับสนุนหนังไทยซึ่งผลิตกันออกมามากแล้ว

เมื่อศาลาเฉลิมกรุงมาเป็นโรงหลักของหนังไทย บริเวณเวิ้งรอบศาลาเฉลิมกรุงจึงเป็นแหล่งชุมนุมของบุคคลในวงการหนัง มีทั้งผู้สร้าง ผู้แสดง ตัวประกอบเดินกันขวักไขว่ รวมทั้งบริษัทจัดจำหน่าย ซื้อขาย ให้เช่าหนัง เรียงรายรอบศาลาเฉลิมกรุงที่เรียกกันว่า “มะขามสแควร์” เพราะสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของศาลาเฉลิมกรุงก็คือ มีต้นมะขามปลูกเรียงรายรอบโรง

ต่อมาความเจริญของกรุงเทพฯแพร่กระจายออกไป มีศูนย์การค้าใหม่และใหญ่เกิดขึ้นที่สยามสแควร์ ทำให้การชุมนุมของคนดูหนังเปลี่ยนย่านไปด้วย วังบูรพาที่เคยรุ่งเรืองตามหลังเฉลิมกรุงมาก็ต้องเงียบเหงาลง จนโรงภาพยนตร์ คิงส์ ควีนส์ แกรนด์ของย่านวังบูรพาต้องปิดตัวลง รวมทั้งโรงภาพยนตร์เอ็มไพร์ที่ปากคลองตลาด โรงภาพยนตร์เฉลิมเขตร์ที่กษัตริย์ศึกก็ต้องปิดกิจการด้วย ศาลาเฉลิมไทยถูกทุบทิ้ง ศาลาเฉลิมกรุงจึงถูกเพื่อนทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวอย่างหงอยเหงา แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนกิจการหรือทุบทิ้งเหมือนโรงอื่นได้ เพราะศาลาเฉลิมกรุงมีความสำคัญอยู่ในประวัติศาสตร์ของวงการบันเทิงไทย เกี่ยวพันกับชีวิตของผู้สร้างและนักแสดงหลายยุค ทั้งยังเป็นโรงมหรสพพระราชทาน มีความสำคัญอย่างที่อาจถือเป็นโรงภาพยนตร์แห่งชาติได้

เมื่อไม่อาจฝืนกระแสความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยได้ หลายฝ่ายจึงร่วมกันคิดที่จะอนุรักษ์ศาลาเฉลิมกรุง และด้วยความเห็นชอบของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับบริษัทสหศินีมาผู้ดูแลศาลาเฉลิมกรุง จึงได้มอบให้ บริษัท เฉลิมกรุงมณีทัศน์ จำกัด เข้ามาปรับปรุงศาลาเฉลิมกรุงให้สดใสขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นโรงมหรสพที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ ตามพระราชประสงค์ที่ทรงสร้าง พร้อมกับปรับปรุงเวิ้งรอบศาลาเฉลิมกรุงที่ทรุดโทรมให้เป็นศูนย์การค้าในแนวอนุรักษ์ความเป็นไทยในชื่อ “ดิ โอลด์สยามพลาซ่า” และปิดเพื่อปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๕

ศาลาเฉลิมกรุงแนวใหม่ในปัจจุบันกลายเป็น “เฉลิมกรุง โรเยล เธียเตอร์” ซึ่งไม่ได้ฉายภาพยนตร์เป็นการค้าอย่างแต่ก่อน แต่เป็นเวทีส่งเสริมการแสดงสร้างสรรค์ ทั้งไทยและสากล เปิดใหม่ในวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เริ่มด้วยนำโขนมาประยุกต์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประกอบแสงสีและเทคนิคพิเศษควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ เรียกว่า “โขนจินตนฤมิต” นอกจากนั้นยังจัดรายการศาลาเพลงเป็นประจำทุกเดือน นำการแสดงละครชายจริงหญิงแท้ที่เคยเริ่มที่เฉลิมกรุงกลับมาแสดงอีกในบางโอกาส จัดฉายภาพยนตร์การกุศล งานรำลึกความหลัง และส่งเสริมงานสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าทั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือต่างประเทศ

แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป ย่านของความบันเทิงได้กระจายห่างออกไปจากศาลาเฉลิมกรุง แต่โรงมหรสพพระราชทานจากรัชกาลที่ ๗ แห่งนี้ ก็ยังยืนอยู่อย่างสง่างาม เพื่อส่งเสริมงานแสดงที่ทรงคุณค่า อันเหมาะสมกับคุณค่าของศาลาเฉลิมกรุง

เนื้อหาโดย: อริยสัจสี่
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
อริยสัจสี่'s profile


โพสท์โดย: อริยสัจสี่
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
10 VOTES (5/5 จาก 2 คน)
VOTED: GHOST, อริยสัจสี่
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
กาปิตัน : แมวใหญ่ใจดีผู้เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางให้เเมวตาบอด5 จังหวัดที่เจริญที่สุดของภาคเหนือในประเทศไทย10 อันดับจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวมากที่สุดในประเทศไทยแยกออกไหม? อันไหนตะเเบก เสลา หรือ อินทนิล : ไม้แฝดสาม: ความต่างที่สัมผัสได้จากลำต้นเมืองที่ไม่มี "กลางวัน" นานนับเดือน5 ปัญหารถยนต์ EV ที่ผู้ซื้อต้องเจอ และน่าปวดใจเจาะเลขเด็ดธูปพยากรณ์ เจ๊ฟองเบียร์ งวดประจำวันที่ 1 มีนาคม 2569ชายจีนชนะรางวัลเป็นรถยนต์ในงานวัด แต่เจ้าของแผงปฏิเสธที่จะมอบรางวัลให้เขาชายเพี้ยนนอนที่เก็บศพป่าช้าวัด แถมป่วนงานศพ5 เครื่องดื่มยามเช้าที่ดีต่อตับและระบบย่อยอาหารเป็นอย่างยิ่งประเทศที่ร่ำรวยน้ำมันมากที่สุดในเอเชียไทม์ไลน์ที่หลายคนไม่เคยรู้! ใครกันแน่ที่มาทีหลังในปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ส่งจนตาย...ตายแล้วไม่ได้เงิน! ชาวบ้านวาปีปทุมอ่วม ค้างจ่ายฌาปนกิจ 1,400 ล้าน คิวรอเงินนาน 32 ปี!แนะนำ! เว็บไซต์ ai สามารถวาดรูป [l8+](สร้างฟรี) ผู้ใหญ่เท่านั้น1 ปีแสง เท่ากับกี่กิโลเมตร
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
ไม่ว่าพื้นที่ที่เรานั้นยืนจะต้องพยายามขนาดไหน จะอยู่สูงเพียงไร มีความสุขในทุกการศรัทธาอินเดีย งดงามในการมอง แม้ว่าสีสันจะยาวนาน และแห้งเหี่ยวไปตามกาลเวลาสถานที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ" โดยโทณพราหมณ์แต่ด้วยความไม่ซื่อสัตย์จึงได้แต่เพียงพาชนะที่ใช้ในการตักแบ่งค่ำคืนในวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ "รื่นเริงเถลิงสุข"
ตั้งกระทู้ใหม่