หลักการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี & ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก !
ทฤษฎีเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่หลายคนต่างก็เชื่อจนกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ฝังแน่นอยู่ในความรู้ของเรามาเป็นเวลานานนับร้อยปี การออกกำลังกายที่เรารู้ว่าจะต้องออกอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป หรือการที่มีเหงื่อออกจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผอมลงได้ ไปจนถึงหลักการลดน้ำหนักด้วยวิธีอดอาหารก็ล้วนเป็นทางเลือกที่ผู้คนเลือกใช้ตามความเชื่อและความรู้ที่ได้รับมา ทว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังมีบางส่วนที่ถูกบิดเบือนไปจากความจริง
เนื่องจากเป้าหมายของการออกกำลังกาย คือ การกำจัดไขมันส่วนเกิน ดังนั้นน้ำหนักที่ลดลงไปจึงไม่ได้เป็นผลสรุปได้ว่าเราจะผอมลงได้และไม่กลับมาอ้วนอีก หากสังเกตให้ดีผู้หญิงที่ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี กับผู้หญิงที่ออกกำลังกายแบบผิด ๆ เมื่อนำมาชั่งน้ำหนักพร้อมกัน พบว่าคนแรกมีน้ำหนักมากกว่า ส่วนคนที่สองมีน้ำหนักน้อยกว่า แต่เมื่อเทียบสัดส่วนกันแล้วกลับพบว่าคนแรกมีหุ่นที่ผอมเพรียวและกระชับ ส่วนคนที่สองกลับยังดูอวบอ้วน ลักษณะแบบนี้คงจะเป็นหนึ่งในความเชื่อผิด ๆ ที่เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกกับความรู้ใหม่ แล้วเปลี่ยนความคิดเดิม ๆ สู่การออกกำลังกายอย่างถูกวิธีกันให้มากขึ้นค่ะ
เลิกมองตัวเลขบนตาชั่งกันได้แล้ว !
สังเกตได้ว่าเครื่องชั่งน้ำหนักนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนลดน้ำหนักเหล่านี้…ที่ไม่ค่อยมีความเข้าใจต่อหลักการในการลดน้ำหนักอย่างแท้จริง เราพยายามที่จะจดน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกเช้าที่ตื่นนอนอย่างเป็นกิจวัตรเพื่อให้ทราบผลว่า น้ำหนักตัวลดลงหรือเพิ่มขึ้นหรือไม่ บางคนที่ออกกำลังกายอย่างจริงจังบวกกับการควบคุมอาหารอย่างเหมาะสม แต่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการลดน้ำหนักที่แท้จริงคืออะไร เมื่อไหร่ที่เห็นน้ำหนักบนตาชั่งเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งกังวลใจและเกิดความสงสัยกับการลดน้ำหนักของตัวเอง กลายเป็นการตั้งคำถามว่า ทำไมออกกำลังกายเท่าไรน้ำหนักก็ยังไม่ลดลงซะที ?
ความเชื่อแบบนี้ควรล้มล้าง ล้มเลิก หรือควรโละมันออกจากสมองไปให้หมดสิ้นเลยค่ะ ก่อนที่มันจะเข้าไปทำลายความตั้งใจในการลดความอ้วนของเพื่อน ๆ จนไม่อยากออกกำลังกายแล้ว จากนั้นลองตั้งสติให้ดี มาทำความเข้าใจใหม่กับการลดน้ำหนักที่เราทำอยู่ทุกวันนี้อย่างถูกต้องก็คือ “การลดไขมัน” ไม่ใช่ “การลดน้ำหนัก” ซึ่งมันจะไม่มีผลเกี่ยวข้องกับเลขบนตาชั่ง และไม่จำเป็นต้องไปขึ้นชั่งน้ำหนักให้เสียอารมณ์อีกต่อไป
ลดน้ำหนักกับการลดไขมันต่างกันอย่างไร ?
ความหมายนี้อาจจะดูเหมือนเรื่องเดียวกัน แต่ทว่าการลดน้ำหนักนั้นคือการพูดรวม ๆ ถึง “การลดน้ำหนักของร่างกายโดยรวมทั้งหมดให้เบาลง” ซึ่งมันจะรวมไปถึงน้ำหนักจากน้ำในร่างกาย ของเสีย อาหารที่เรารับประทานเข้าไป ไขมัน และกล้ามเนื้อด้วย ดังนั้นหากเราใช้วิธีชั่งน้ำหนักเป็นตัวกำหนด จะสังเกตได้ว่าแค่กินน้ำเข้าไปสัก 2-3 แก้ว น้ำหนักตัวก็เพิ่มขึ้นได้อย่างง่าย ๆ แล้วค่ะ เพราะฉะนั้นตัวเลขบนตาชั่งจึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นตัววัดในการลดน้ำหนักที่ถูกต้องได้เลย แต่เป็นเพียงแค่ตัวช่วยเสริมเพื่อให้เราทราบถึงน้ำหนักมวลรวมที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น
ส่วน “การลดไขมัน” คือ การลดน้ำหนักอย่างถูกต้องมากที่สุด เพราะเป้าหมายในการออกกำลังกายและควบคุมอาหารของเราก็เพื่อกำจัดเอาส่วนของไขมันออกไป แล้วแทนที่มันด้วยกล้ามเนื้อที่มีขนาดเล็กและกระชับมากกว่า แม้จะเทียบในสัดส่วนน้ำหนักที่เท่ากัน แต่ด้วยไขมันเป็นของเหลวมันจึงมีขนาดใหญ่ ส่วนกล้ามเนื้อจะเล็กกว่าเป็นสองเท่าตัว
สรุปง่าย ๆ คือเมื่อต้องการลดน้ำหนักคุณต้องกำจัดไขมันออกไป แม้น้ำหนักจะไม่ลดลง แต่หากร่างกายมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน เพื่อน ๆ ก็จะสามารถมีสัดส่วนที่กระชับและผอมเพรียวได้ แล้วลืมเรื่องของตัวเลขบนตาชั่งไปได้เลย เพราะบางคนที่มีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน อาจจะมีน้ำหนักตัวมากกว่าบางคนที่มีไขมันมากกว่าและรูปร่างยังดูอวบอ้วนไม่กระชับกว่าอีกด้วย
ทำไมจึงต้องสร้างกล้ามเนื้อให้มากขึ้น ?
ก่อนอื่นต้องหาความแตกต่างระหว่างเซลล์กล้ามเนื้อและไขมันกันก่อนว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างไร เริ่มต้นกันที่ “ไขมัน” เป็นสารที่อยู่ในร่างกายและมีหน้าที่สำคัญในกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย ทว่าไขมันส่วนเกินต่างหากคือสิ่งที่เราต้องการกำจัดมันออกไป ไขมันเหล่านี้จะเกาะอยู่ตามชั้นผิวหนัง ทำให้รูปร่างไม่กระชับ ผิวหนังห้อยย้อย สามารถคงอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานในการคงสภาพ
แต่สำหรับกล้ามเนื้อ จะเป็นส่วนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ยิ่งมวลกล้ามเนื้อมาก ยิ่งทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดี อาหารที่เรากินเข้าไปก็จะไม่สะสมและแปรสภาพเป็นไขมันส่วนเกินที่จะทำให้น้ำหนักตัวเราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เซลล์ของกล้ามเนื้อจะคงอยู่ได้จึงต้องมีการดึงเอาพลังงานเข้าไปใช้ ยิ่งการขยับร่างกายมากเท่าใด พลังงานก็จะยิ่งถูกเผาผลาญและใช้งานมากขึ้น
แม้จะอยู่เฉย ๆ แต่กระบวนการเมตาบอลิซึ่มก็จะยังคงทำงานเผาผลาญสารอาหารโดยเฉพาะไขมันได้มากกว่าคนที่มีมวลกล้ามเนื้อน้อยอยู่ดี นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ ไม่ใช่พยายามอดอาหารเพื่อให้น้ำหนักลง เพราะสิ่งที่ตามมาคือไขมันที่ยังคงอยู่ แต่สิ่งที่สูญเสียไปกลับเป็นกล้ามเนื้ออันมีค่าของเราแทน
ฟิตเนสจำเป็นมากแค่ไหน ?
คนมีเงินและมีเวลาส่วนใหญ่ที่ต้องการมีสุขภาพร่างกายที่ดี และต้องการลดน้ำหนักก็จะต้องนึกถึงการเล่น “ฟิตเนส” ซึ่งเชื่อว่ามันจะเป็นตัวช่วยให้พวกเขาสามารถลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ด้วยเครื่องเล่นต่าง ๆ นานาชนิดที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย แต่ก่อนเรามักจะคิดว่าการไปวิ่งเพลิน ๆ อยู่บนลู่วิ่ง หรือการปั่นจักรยานจนเหงื่อออกท่วมตัวจะเป็นการช่วยเผาผลาญพลังงานได้แล้ว ขอบอกเลยว่านี่อาจจะเป็นความเชื่อที่คุณควรเปลี่ยนความเข้าใจเสียใหม่
เพราะอุปกรณ์ที่อยู่ในฟิตเนสส่วนใหญ่ที่เราใช้ออกกำลังกายกัน โดยเฉพาะเหล่าลู่วิ่งทั้งหลายออกแบบมาเพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจและปอดเป็นหลัก การเพิ่มความแข็งแรงให้กับอวัยวะทั้งสองตัวนี้ จะเชื่อมโยงให้เราสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น อึดขึ้น และเหนื่อยน้อยลง ดังนั้นอย่าไปคิดว่าปริมาณเหงื่อที่ออกมาจะเป็นตัวช่วยเผาผลาญพลังงาน เพราะมันคือ “น้ำ” ไม่ใช่ไขมัน
อย่างที่เรากล่าวเอาไว้แล้วว่า สิ่งที่เราต้องการกำจัดมันออกไปคือส่วนของไขมันที่เกาะอยู่ การเข้าฟิตเนสจึงไม่ได้หมายความว่าไม่ใช่เรื่องที่ไม่จำเป็น แต่เมื่อเข้าไปแล้วเราต้องเข้าใจเป้าหมายและการเล่นให้ถูกต้องด้วยว่าการลดน้ำหนักที่แท้จริงคืออะไร ไม่ใช่เอาแต่เล่นกับเครื่องเล่นทุกตัวอย่างบ้าคลั่ง พอเหงื่อออกมาก ๆ จนครบเวลาที่กำหนด ก็หยุดพัก แล้วกลับบ้านแบบสบายใจ เนื่องจากการออกกำลังกายที่แท้จริงมันมีอะไรมากกว่าแค่การวิ่งไปวิ่งมาบนลู่วิ่ง 30 นาที จึงจะช่วยให้กล้ามเนื้อมัดใหม่ถูกสร้างขึ้นและไขมันถูกทำลายลงไป นี่ถึงจะเป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง เพื่อน ๆ จะได้เข้าไปเล่นฟิตเนสได้อย่างคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
ขั้นตอนในการออกกำลังกายให้ได้ผล !
การออกกำลังกายเพื่อให้ได้ผล มีสัดส่วนที่ลดลง พร้อมกล้ามเนื้อที่กระชับสวยได้รูป จะต้องทำการออกกำลังกายซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1. คาร์ดิโอ – การออกกำลังกายที่จะช่วยเผาผลาญพลังงานไขมันในร่างกายออกไป เป็นประเภทเดียวกันกับแอโรบิก แต่จะต่างกันตรงที่ความหนักในการเล่น ซึ่งคาร์ดิโอจะแบ่งออกเป็น 4 ระดับความแรงเทียบกับอัตราการเต้นของหัวใจ คือ Low Intensity, Medium Intensity, High Intensity และแบบสุดท้ายก็คือ Extra High Intensity
แอโรบิก คือ การออกกำลังกายแบบทั่วไปที่ไม่เน้นความหนักมาก เล่นตามสภาพของร่างกายที่เล่นได้ แต่ทั้งสองชนิดก็มีประโยชน์ในการออกกำลังกายเช่นเดียวกัน แล้วแต่ความถนัดของใครว่าจะเลือกใช้แบบไหน อีกทั้งยังเป็นการดึงเอาออกซิเจนมาใช้ในการสันดาปพลังงานเหมือนกัน หากไม่คิดอะไรให้มากนัก คาร์ดิโอและแอโรบิกก็คือการออกกำลังกายชนิดเดียวกันนั่นเอง ซึ่งการออกกำลังกายประเภทนี้ก็มีข้อดีคือ การช่วยเผาผลาญพลังงานไขมันและคาร์โบไฮเดรตออกไป ทำให้อาหารที่เรากินไม่เกิดการสะสมและแปรสภาพเป็นไขมันส่วนเกินที่จะถูกเก็บเอาไว้ในยามฉุกเฉินตามการเอาตัวรอดของร่างกาย จนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมา อีกทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหัวใจและปอด เพิ่มความอดทนและช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด และทำให้เหนื่อยได้น้อยลงด้วย
2. เวทเทรนนิ่ง – เป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ในอดีตดูเหมือนการออกกำลังกายชนิดนี้จะนิยมเฉพาะในกลุ่มนักเล่นกล้ามชายหรือที่เราเรียกกันว่านักเพาะกายเท่านั้น ทำให้เราจำภาพแบบผิด ๆ ว่าเวทเทรนนิ่งสำหรับสาว ๆ ส่วนใหญ่ที่เมื่อออกแล้วจะทำให้ร่างกายใหญ่ บึกบึน มีกล้ามแขนกล้ามขาเป็นมัด ๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงในค่านิยมสมัยใหม่กับรูปร่างเล็กและผอมบางต้องการแต่อย่างใด ซึ่งนี่เป็นความเข้าใจที่ผิด
แต่ในความเป็นจริงแล้ว “การเวทเป็นการออกกำลังกายที่ “จำเป็น” สำหรับทุกคนที่ต้องการลดน้ำหนัก คุณผู้หญิงจึงไม่ต้องไปกลัวว่ากล้ามเนื้อของตัวเองจะใหญ่เป็นมัด ๆ เนื่องจากในผู้หญิงมีฮอร์โมนเพศชายอยู่น้อย โอกาสที่มันจะสร้างกล้ามเนื้อได้ขนาดเป็นนักเพาะกายจึงต้องใช้ความพยายามและอดทนสูงเป็นอย่างมาก” เทียบกันง่าย ๆ ว่าขนาดในนักเพาะกายผู้ชายที่ต้องการมีกล้ามใหญ่ ๆ ยังต้องใช้เวลาและมีระเบียบวินัยในการเล่นอย่างหนัก ดังนั้นขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่าการเล่นเวทไม่ได้ทำให้แขนขาใหญ่ขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งข้อดีของมันเมื่อเล่นควบคู่กับคาร์ดิโอก็คือ จะช่วยทำให้ร่างกายมีกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น ต่างจากการเล่นคาร์ดิโอเพียงอย่างเดียว เช่น ในขณะที่เราวิ่งบนลู่วิ่ง ร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ แต่พอหยุดเล่นก็เท่ากับว่าหยุดการเผาผลาญในทันที ต่างจากการเล่นเวท หลังจากหยุดแล้วร่างกายก็จะยังสามารถเผาผลาญพลังงานต่อไปได้ แม้จะนั่งหรือนอนอยู่เฉย ๆ ก็ตาม
การเล่นเวทจะช่วยกระชับสัดส่วนของกล้ามเนื้อ ทำให้สาว ๆ สามารถมีส่วนเว้าโค้ง มีรูปร่างเรียวเล็กและได้รูปอย่างมีสุขภาพดี ต่างจากคนที่ลดน้ำหนักด้วยวิธีการกินยาลดความอ้วนหรือการอดอาหารเป็นอย่างมาก เวทเทรนนิ่งจึงเป็นตัวช่วยเสริมกล้ามเนื้อที่ดี และช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ต้องเล่นคาร์ดิโอควบคู่กับการเล่นเวทเทรนนิ่ง
การออกกำลังกายให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคือการเล่นคาร์ดิโอควบคู่ไปกับการเล่นเวทเทรนนิ่ง เนื่องจากคาร์ดิโอคือตัวช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหัวใจและปอด เพิ่มความอดทนและช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ทำให้เหนื่อยได้น้อยลง
ส่วนเวทเทรนนิ่งจะช่วยในเรื่องการสร้างชั้นกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่และช่วยกำจัดไขมันออกไป แม้ว่าการออกกำลังกายด้วยการเวทเพียงอย่างเดียวจะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อให้เพิ่มมากขึ้นและช่วยกำจัดไขมันออกไปได้ก็จริง แต่ก็มีข้อเสียคือร่างกายจะไม่ค่อยมีความอดทนต่อการออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย ปอดและหัวใจไม่ถูกกระตุ้นให้แข็งแรงมากพอ ดังนั้นการออกกำลังกายที่ดีควรเล่นทั้งคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่งควบคู่กันไป จึงจะช่วยสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความกระชับของสัดส่วน และความอึดให้ร่างกายได้มากขึ้น
ควรเล่นเวทเทรนนิ่งก่อนแล้วจึงตามด้วยคาร์ดิโอ
หลายคนมีข้อสงสัยว่า ควรเล่นอะไรก่อนอะไรหลัง ตามหลักมาตรฐานจากเหล่ากูรูฟิตเนสทั้งหลายจะแนะนำให้เริ่มที่เวทเทรนนิ่งก่อน เนื่องจากเป็นการใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อโดยตรง หลังจากเล่นแล้วจะทำให้กล้ามเนื้อหมดแรงและรู้สึกล้าได้ง่าย หากเราเลือกที่จะเล่นคาร์ดิโอก่อนยิ่งจะไปส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหมดแรง การเล่นเวทตามมาจึงไม่เป็นไปตามแผนอย่างที่ควร สรุปแล้วเพื่อให้การออกกำลังกายได้ประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องเริ่มที่เวทเทรนนิ่งก่อน จากนั้นพักด้วยการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อสัก 10 นาที แล้วค่อยต่อด้วยการคาร์ดิโอในลำดับถัดไปค่ะ
อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มต้นเล่นเวทหรือคาร์ดิโอ จะต้องมีการวอร์มอัพร่างกายอย่างน้อย 10-15 นาทีก่อนเสมอ และหลังจากสิ้นสุดการคาร์ดิโอเป็นลำดับสุดท้ายแล้วจะต้องทำการคลายกล้ามเนื้อเพื่อช่วยลดอาการเจ็บและอักเสบด้วย เพื่อทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นและกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
การเล่นคาร์ดิโอให้ถูกหลัก
ตามความเชื่อเดิม ๆ ที่เราคิดว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะต้องใช้เวลา 30 นาทีขึ้นไปจึงจะช่วยให้ร่างกายดึงเอาไขมันมาใช้ หากเคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่านั้นก็เท่ากับว่าเป็นการสูญเปล่า แต่ตามหลักทฤษฎีใหม่แล้ว การออกกำลังกายด้วยคาร์ดิโอหรือแอโรบิกจะสามารถดึงเอาไขมันมาใช้ได้ในทันทีหลังจากการเล่นตั้งแต่นาทีแรก เนื่องจากการออกกำลังกายชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน วิ่ง หรือใช้เครื่องเล่นต่าง ๆ ก็จะเป็นการออกแรงไปที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่โดยตรง ทำให้ร่างกายดึงเอาพลังงานจากไขมันมาใช้ได้ในทันที
แม้ทฤษฎีนี้ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่จากเหล่ากูรูที่ยังมีความเชื่อแบบเดิม ๆ แต่ก็ยังมีให้เห็นมากมายว่าคนที่สามารถลดน้ำหนักได้แม้จะไม่ได้ออกกำลังกายเกิน 30 นาทีก็สามารถมีน้ำหนักตัวที่ลดลง พร้อมรูปร่างที่เล็กลงได้ เช่นเดียวกับคาร์ดิโอยอดฮิตที่เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีจากเทรนเนอร์ชื่อดังอย่าง Shaun T ที่ได้เปิดตัววิดีโอสอนการเล่นคาร์ดิโอแบบจัดเต็ม 30 วัน โดยใช้ชื่อว่า T25 ซึ่งประยุกต์มาจากการออกกำลังกายทั่วไป ที่ใช้เวลาทั้งหมดเพียง 25 นาทีต่อวันเท่านั้น โดยไม่มีการหยุดพักในขณะเล่น เพราะพลังงานที่เผาผลาญได้นั้นเทียบเท่ากับคนที่ออกกำลังกายเป็นเวลา 1 ชั่วโมง และหลายคนที่ได้สัมผัสกับการออกกำลังกายนี้มาแล้ว ก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจซึ่งยังสอดคล้องกับทฤษฎีนี้อีกด้วย
คาร์ดิโอแล้วกล้ามเนื้อหาย…จริงหรือ ?
ตามความเชื่อที่เราได้ยินจากการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายมีกล้ามเนื้อมัดใหม่ ๆ ขึ้นมาทดแทนไขมันส่วนเกิน เหล่ากูรูทั้งหลายมักให้คำแนะนำว่า ควรเล่นเวทเทรนนิ่งควบคู่กับการเล่นคาร์ดิโอไปด้วยกัน เพื่อให้กล้ามเนื้อเกิดความกระชับ ไม่ทำให้ห้อยย้อย และกระตุ้นระบบเผาผลาญ และอีกเหตุผลหนึ่งที่เวทเทรนนิ่งมีความสำคัญ ก็เพราะเชื่อว่าคาร์ดิโอ ซึ่งเป็นตัวช่วยเผาผลาญไขมัน แต่ในขณะเดียวกันมันกลับเป็นตัว “ทำลายกล้ามเนื้อ” ลงไปด้วย แต่จากผลการวิจัยต่างประเทศ สิ่งที่เราพบนั้นกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ซึ่งผลของกล้ามเนื้อที่จะลดลงจากคาร์ดิโอ “ไม่เป็นความจริง” ! แต่การที่กล้ามเนื้อจะหายไปนั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพียงแต่เป็นส่วนน้อยที่พบได้จากปัจจัยของการขาดแคลนโปรตีนและสารอาหารในร่างกายอย่างหนักเท่านั้น
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คาร์ดิโอหรือแอโรบิกนั้นเป็นการออกกำลังกายที่จะดึงเอาส่วนของแป้งและไขมันออกมาใช้ในกระบวนการเผาผลาญ ดังนั้นจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับสารอาหารประเภทโปรตีน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ มันจึงเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่ร่างกายจะดึงเอากรดอะมิโนจากโปรตีนมาใช้ แต่หากเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นมาจริง ๆ ร่างกายก็จะมีปฏิกิริยาการตอบสนองเพื่อป้องกันตัวเองอยู่ก่อนแล้ว และเราจะไม่สามารถออกกำลังกายต่อไปได้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดพีคที่จะต้องหยุดพักเมื่อแป้งและไขมันจากร่างกายหมด และด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นไปได้ยากที่แป้งและไขมันในร่างกายจะหมดลงไปอย่างง่าย ๆ นอกเสียจากกลุ่มคนที่ออกกำลังกายจะอยู่ในจำพวกที่กินน้อยมาก หรือพวกที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารจนเหลือแค่หนังหุ้มกระดูกอย่างที่เราเคยเห็นในแถบประเทศแอฟริกา
แล้วร่างกายจะหันไปใช้โปรตีนเมื่อไหร่ ? ก็อย่างที่บอกไปว่ามีเพียงส่วนน้อยมาก ๆ เท่านั้นที่ร่างกายจะดึงเอาโปรตีนจากกล้ามเนื้อไปใช้ในระบบเผาผลาญพลังงานขณะออกกำลังกาย ดังนั้นสิ่งที่เราควรทราบก็คือ “เมื่อแป้งและไขมันถูกใช้ไปจนหมดสิ้นและไม่เหลือหลอแล้วเท่านั้น ร่างกายจึงจะดึงเอาโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้” และเมื่อถึงเวลานั้นจริง ๆ เราก็คงไม่มีแรงมาวิ่งออกกำลังกาย เนื่องจากสภาพร่างกายที่ผิดปกติจากการทำงาน แม้จะเดินอย่างช้า ๆ ก็อาจจะทำให้รู้สึกเหนื่อยแล้ว
สรุปก็คือผู้ที่ออกกำลังกายแทบจะไม่ต้องเป็นกังวลกับการคาร์ดิโอเลยว่ามันจะเข้าไปทำลายกล้ามเนื้อให้สูญเสียไป เพราะจากผลการวิจัยผู้ที่เล่นคาร์ดิโอเป็นเวลานานเกิน 30 นาทีหรือมากกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป (ทางที่ดีควรเล่นให้พอดีประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ) ไม่ต้องมามัวนั่งกังวลกับมวลกล้ามเนื้อของตัวเอง แม้ไม่มีการเวทร่วมด้วยก็ไม่ต้องห่วงว่ากล้ามเนื้อจะเสียไปอย่างที่เข้าใจ เพราะส่วนที่มีความเชื่อมโยงต่อระบบการเผาผลาญจะมีเพียงแป้งและไขมันเป็นตัวหลัก น้ำ มวลกระดูก และกล้ามเนื้อแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องต่อการสูญสลายเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น คุณควรเลิกกังวลกับปัญหากล้ามเนื้อลีบแบนจากการออกกำลังกายได้แล้ว ! และควรเปลี่ยนความเชื่อกันเสียใหม่ เพราะจากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น การเล่นคาร์ดิโอไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อหาย ย้ำอีกครั้งว่า “คาร์ดิโอไม่ได้ส่งผลต่อมวลกล้ามเนื้อ” ไม่ว่าจะเวทหนักหรือคาร์ดิโอหนักแค่ไหน ร่างกายก็จะไม่ดึงเอาโปรตีนมาใช้อย่างแน่นอน จะเวทก่อนหรือคาร์ดิโอก่อนก็ไม่ต้องมาห่วงว่ากล้ามเนื้อจะถูกเผาผลาญแต่อย่างใด แต่ที่เหล่าเทรนเนอร์มักแนะนำให้เวทก่อน เพื่อเป็นการลดความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ หากคาร์ดิโอไปก่อน อาจจะทำให้ประสิทธิภาพในการเวทไม่เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้นั่นเอง
ส่วนเรื่องของโปรตีนที่จะมีการเอาไปใช้บ้างก็จริง แต่โปรตีนที่ได้มาจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไป ถูกย่อยสลายกลายเป็นกรดอะมิโนขนาดเล็ก มันไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการดึงเอาโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาแต่อย่างใด เพราะถือว่าเป็นคนละส่วนกัน แม้ไกลโคเจนจากร่างกายจะหมด ปฏิกิริยาตอบสนองจากร่างกายหากก็ยังฝืนต่อไป ซึ่งในต่างประเทศเรียกกันว่า “Hit the wall” คือการที่เราจะไม่สามารถออกกำลังกายได้ต่อไป อาจจะเป็นลม หมดสติ หรือน็อกขึ้นมากะทันหันเสียก่อนแล้ว
แต่ถ้าหากร่างกายจะดึงเอาโปรตีนจากกล้ามเนื้อโดยตรงมาใช้จริง ๆ ก็ต่อเมื่อปริมาณสารอาหารในร่างกายแทบไม่เหลือเลย หรือตกอยู่ใน “ภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง” มาก ๆ เท่านั้น ก็อย่างที่บอกไปว่าคนที่มีปัญหาเรื่องแคลอรีในร่างกายที่พบตามชนบทยากจนมาก ๆ กลุ่มคนที่ห่างไกลความเจริญจนขาดแคลนอาหารอย่างหนัก หรือคนที่มีภาวะบกพร่องทางสารอาหาร เหล่านี้ที่จะเกิดการเปลี่ยนโปรตีนจากกล้ามเนื้อสลายให้กลายเป็นกรดอะมิโน เพื่อให้ร่างกายดำรงชีพต่อไปได้
ย้ำอีกครั้งนะคะว่า “มวลกล้ามเนื้อจะเสียไปต่อเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะขาดแคลนพลังงานหนักมาก ๆ จนถึงจุดพีคแบบสุดยอดเท่านั้น มันถึงจะดึงมาใช้ด้วยความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ดังนั้นใครที่เล่นคาร์ดิโออย่างเดียวแล้วมัวแต่กังวลว่าร่างกายจะขาดโปรตีน กลัวตัวเองกินโปรตีนในแต่ละวันไม่พอ กลัวว่าแขนขาตัวเองจะลีบเล็กลง เล่นคาร์ดิโอหนัก ๆ ติดต่อกันนานเกินไปก็กลัวนู่นกลัวนี่ จนทำให้การออกกำลังกายไม่มีประสิทธิภาพ แถมยังต้องไปหาโปรตีนเสริมที่มักมีสารเคมีเจือปนมากินอีก ซึ่งมันแทบไม่ได้มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นเลิกกังวลกันได้แล้ว ขอให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็พอ ไม่ว่าจะเช้า เที่ยง เย็น เวลาไหนก็ตาม ไม่ว่าจะคาร์ดิโอหรือเวทหนัก ก็ขอให้ร่างกายได้ออกแรงเผาผลาญพลังงานเถอะค่ะ เพราะยังไงกล้ามเนื้อก็จะไม่ลีบแบนหรือสูญเสียมวลไป และที่สำคัญก็คือขอให้กินอาหารในสัดส่วนที่พอเหมาะตามที่ร่างกายต้องการ ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจ แค่นี้ก็จะช่วยให้เรามีรูปร่างอย่างที่ต้องการกันได้แล้วล่ะค่ะ
การเล่นเวทเทรนนิ่งให้ถูกหลัก
การเวทเทรนนิ่งคือการออกกำลังกายที่ใช้แรงจากกล้ามเนื้อโดยตรง เช่น การยกดัมบ์เบล ซึ่งการเล่นอย่างถูกวิธีจะมีการแบ่งเซตและเลือกน้ำหนักของดัมบ์เบลให้เหมาะสมกับความสามารถในการรับน้ำหนักของกล้ามเนื้อ ผู้เริ่มต้นควรโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อนซึ่งก็คือส่วนของ แขน ขา หน้าท้อง ไหล่ อก และหลัง จากนั้นจึงตามด้วยกล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ส่วนใครที่ไปเน้นการเวทเฉพาะส่วนเพื่อต้องการให้ลดเพียงส่วนเดียวจะไม่สามารถทำได้ ให้ทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าการออกกำลังกายไม่สามารถลดเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้ แต่มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นไปพร้อม ๆ กันอย่างสมดุล ถ้าคุณต้องการลดหน้าท้อง คุณก็ต้องออกกำลังกายให้ครบทุกสัดส่วนด้วยนั่นเอง
มาถึงมือใหม่ที่เริ่มยกเวท ควรเลือกน้ำหนักของดัมบ์เบลที่สามารถยกได้ 12-15 ครั้งแล้วหมดแรง หากยกได้มากกว่านั้นให้เปลี่ยนน้ำหนักของดัมเบลให้มากขึ้น แต่หากยกได้น้อยกว่าก็ให้ลดขนาดของน้ำหนักลงมา โดยให้เล่นอย่างน้อยวันละ 3 เซตก็เพียงพอสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น หลังจากที่กล้ามเนื้อเริ่มเพิ่มมากขึ้น จะรู้สึกว่าดัมบ์เบลเบาลง หากต้องการให้กล้ามเนื้อกระชับมากขึ้นก็ให้เพิ่มน้ำหนักของดัมบ์เบลไปเรื่อย ๆ ตามความต้องการจนกว่าจะพึงพอใจกับขนาดของกล้ามเนื้อตัวเอง ส่วนการเล่นเวทเทรนนิ่งที่ดี อาจจะทำให้กล้ามเนื้อเกิดการอักเสบและฉีกขาดได้บ้าง ทางที่ดีควรเล่นแบบวันพัก 1 วัน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักและฟื้นฟูในส่วนเซลล์ที่เสียหาย
การเลือกกินอาหารให้เหมาะสม
มาเริ่มต้นพูดถึง “โปรตีนเสริม” กันก่อน ส่วนนี้คนที่เล่นเวทและต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ จะได้ความรู้ใหม่มาว่าจะต้องรับประทานโปรตีนให้ได้สัดส่วนที่เพียงพอจึงจะทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขนาดขึ้นมาได้ ทว่าการกินเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ๆ ทำให้ย่อยยาก โปรตีนเสริมหลากหลายชนิดจึงถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกทดแทน และแน่นอนว่าโปรตีนเหล่านี้มีราคาแพง ซึ่งตามหลักธรรมชาติแล้ว อาหารเสริมเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อการลดน้ำหนักเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเป็นโปรตีนเสริมบางยี่ห้ออาจจะมีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย กินมากเข้าก็กลายเป็นการสะสมและตามมาด้วยความเจ็บป่วยในอนาคตจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ตามหลักธรรมชาติร่างกายต้องการโปรตีนในการใช้งานเพียงแค่ 15 เปอร์เซ็นเท่านั้น ถ้าหากเราได้รับมากเกินไปก็เท่ากับว่าไตต้องทำงานหนักในการกำจัดสารชนิดนี้ทิ้งไป ดังนั้นสัดส่วนที่ได้จากการกินอาหารธรรมชาติก็ถือว่าเพียงพอ ขอให้กินให้ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการก็จะทำให้ร่างกายมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงได้แล้ว (ซึ่งส่วนนี้ถือว่าไม่เกี่ยวกับเหล่านักเพาะกาย ที่ต้องการมีขนาดกล้ามมากกว่าคนปกติ)
อันตรายจากการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
ความเชื่อที่ว่าการอดอาหารหรือกินอาหารในสัดส่วนที่น้อยมาก ๆ ยังเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมของผู้คนที่ต้องการมีรูปร่างที่สมส่วนอยู่ การใช้วิธีนี้ในการลดน้ำหนักถือว่ามีความเสี่ยงต่อการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก เนื่องมาจากจะส่งผลกระทบต่อสัดส่วนอาหารที่ร่างกายต้องการ
บางคนหลีกเลี่ยงการกินมื้อเช้าและหันไปกินมื้อเที่ยงเพียงมื้อเดียว งดการกินคาร์โบไฮเดรตและไขมันไปอย่างสิ้นเชิง ไปจนถึงคนที่กินผักและผลไม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เหล่านี้หากพูดกันตามหลักแล้ว เมื่อกินอาหารแบบเดิม ๆ เช่นนี้ซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ร่างกายจะเกิดการปรับตัวเพื่อให้เกิดการอยู่รอดคุ้นชินกับอาหารที่กินเข้าไปมากขึ้น ระบบเผาผลาญจะถูกลดการทำงานให้ต่ำลง ถ้าหากกลุ่มคนเหล่านี้สามารถกินอาหารแบบนี้ต่อไปได้อีกตลอดชีวิตก็ถือว่าไม่มีผลกระทบมากมายนักต่อร่างกาย นอกจากเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดสารอาหารและร่างกายซูบผอมจากการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ไม่สามารถทำงานหนัก ๆ ได้และยังทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายอีกด้วย
แต่สำหรับใครที่อดอาหารแล้วกลับมากินในสัดส่วนที่มากขึ้นอีกครั้งก็จะต้องเผชิญกับภาวะ “โยโย่” น้ำหนักจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบเผาผลาญในร่างกายพัง ทำให้การลดน้ำหนักทำได้ยากขึ้น ซึ่งก็ถือว่าไม่ต่างอะไรกับการใช้ยาลดความอ้วน กว่าร่างกายจะกลับมาทำงานได้ปกติอีกครั้งก็จะต้องใช้เวลาและความอดทนสูงเป็นอย่างมาก
เพราะฉะนั้นทางที่ดีเพื่อให้การลดน้ำหนักเป็นไปตามธรรมชาติและปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องเลือกซื้ออาหารเสริมมารับประทานให้เสี่ยงต่อสารเคมีสะสม เราควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตในอัตราส่วน 65 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นพลังงานที่ร่างกายจะดึงไปใช้ในระหว่างวันได้มากที่สุด ลำดับต่อมาคือไขมัน 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองในยามฉุกเฉิน และเราควรได้รับพลังงานจากไขมันชนิดดี หรือไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มาจากพืช ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบในการเผาผลาญ และยังดีต่อสุขภาพ ส่วนสุดท้ายก็คือโปรตีนที่ควรได้รับ 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมในส่วนที่เสียหาย เพียงเท่านี้ก็เพียงพอต่อการลดน้ำหนักที่สมบูรณ์แบบ ให้ได้รูปร่างที่สมส่วนพร้อมสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงได้อย่างมั่นคงและยืนยาว
ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ และการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในสัดส่วนที่พอดี ให้เชื่อมั่นอยู่เสมอว่าอาหารมีความสำคัญมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการออกกำลังกายมีผล 30 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นทั้งสองอย่างควรลงมือทำควบคู่กันไป ก็จะได้ผลลัพธ์ที่หนุ่มสาวทุกคนต้องการกับรูปร่างที่ดูดีได้ในไม่ช้าอย่างแน่นอนค่ะ
เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)
แหล่งที่มา: https://medthai.com
นิโคตินฝึกสมองให้เรียกหาซ้ำจนความอยากกลายเป็นวงจรติด
จากปลากัดบ้านๆ สู่ตลาดโลก ปลาตัวเล็กที่สร้างรายได้ให้ไทย หลายร้อยล้าน
รหัสเลขเด่น "ล๊อตเตอรี่ชี้โขค" 16 สิงหาคม 2569
จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขา
ทำไมหมีกล้าบุกรังผึ้ง ทั้งที่โดนผึ้งต่อยได้เหมือนกัน?
9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทย
ยังหาเป้าหมายชีวิตไม่เจอ ไม่ได้แปลว่าเรากำลังช้ากว่าคนอื่น
เปิดสถิติหวย 16 ส.ค. ย้อนหลัง 20 ปี
ไม่ต้องผ่านคลองสุเอซ? จีนดัน "Ice Silk Road" ทางลัดการค้าโลกที่อาจเปลี่ยนเกมขนส่งทั้งโลก
10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุด
ส่องบัญชีทรัพย์สิน นายก อบจ. นนทบุรี หลังถูกบุกยิง
อาหารหมักของไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร และจุลินทรีย์มีบทบาทอะไร
ชาวเน็ตจับโป๊ะ! คลิปไวรัลดัง เรื่องจริงหรือ "ละครคุณธรรม"?
อาหารหมักของไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร และจุลินทรีย์มีบทบาทอะไร
เปิดสถิติหวย 16 ส.ค. ย้อนหลัง 20 ปี
แกะเหตุผลพริกแกงไทยใช้พริกเม็ดใหญ่แต่งสี แล้วค่อยเติมจินดาเพิ่มความเผ็ด
จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขา
ทำไมหมีกล้าบุกรังผึ้ง ทั้งที่โดนผึ้งต่อยได้เหมือนกัน?






