“กูต้องตาย!!! เพราะอยากมีเมียแหม่ม”
“กูต้องตาย!!! เพราะอยากมีเมียแหม่ม”
คำกล่าวข้างต้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อ้างว่าเป็นของ พระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) เจ้าเมืองปราจีนบุรี และผู้ดูแลบ่อทองของรัฐบาลที่กบินทร์บุรี ที่กล่าวไว้ก่อนถูกเพชรฆาตลงดาบประหาร ซึ่งใช้ข้อความที่ต่างกันออกไปแต่สื่อความในทำนองเดียวกันกับคำบรรยายเหตุการณ์ดังกล่าวในหนังสือ “ประวัติการและความทรงจำของรองอำมาตย์โท หลวงบำรุงรัฐนิการ (บุศย์ อเนกบุณย์)” ที่ระบุคำกล่าวของพระปรีชากลการก่อนตายไว้ว่า
“โบสถ์สร้างขึ้นยังไม่ทันแล้ว เพราะได้เมียฝรั่งตัวจึงตายแดดร้อนอย่างนี้ ทำไมจะได้สติเมื่อตายแล้ว เราจะไปอยู่ที่หลังคาแดงโน้น”
สำหรับคดีความของพระปรีชากลการนั้น ถือว่ามีความสลับซับซ้อนเพราะแรงผลักดันในการดำเนินคดีส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง ด้วยแรกทีเดียว พระปรีชากลการ ถือเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงโปรด แต่ภายหลัง พระปรีชากลการไปหลงรัก แฟนนี่ น็อกซ์ บุตรสาวของ มร.น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับวังหน้า (กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ) และเคยเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ติเตียนวังหลวง ยกย่องวังหน้าอยู่เนืองๆ
ส่วนเงื่อนไขอันนำไปสู่การดำเนินคดีกับพระปรีชากลการนั้นประกอบด้วยเรื่องหลักๆ คือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายบ้านเมือง จากกรณีการพาแฟนนี่นั่งเรือยอชต์ส่วนตัวไปดูงานฉลองพระราชวังบางปะอินและค้างแรมบนเรือลำเดียวกัน แม้จะมิได้ค้างห้องเดียวกัน และการสมรสกับแฟนนี่ โดยมิได้ขอพระบรมราชานุญาต
สองคือ บกพร่องในหน้าที่ราชการเรื่องการควบคุมบ่อทอง ที่พระปรีชากลการเบิกเงินล่วงหน้า 15,500 ชั่ง แต่กลับผลิตทองได้เพียง 111 ชั่งเศษๆ และข้อกล่าวหาการทุจริตยักยอกทองมาให้พระยากษาปณกิจโกศล ผู้เป็นบิดา
นอกจากนี้ก็จะเป็นเรื่องการใช้อำนาจข่มเหงประชาชน เช่นการทรมานนายเกิดซึ่งเป็นเสมียนของตนเองจนถึงแก่ความตาย เนื่องจากนายเกิดต้องการร้องเรียนทางการว่าพระปรีชาฯ ทุจริต การยึดที่ดินจากชาวบ้านไปมอบให้คนใกล้ตัว และการปล่อยโจรผู้ร้ายไปปล้นเมืองอื่น
ในหนังสือ ประวัติการจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ยังกล่าวว่า พระปรีชาฯ ใช้แรงงานคนอย่างทารุณ เช่นการขุดตอในแม่น้ำซึ่งขวางการเดินเรือได้ใช้วิธีเอาง่ามถ่อค้ำคอคนที่ดำน้ำลงไปจนบางคนถึงแก่ความตาย หรือการทรมานนักโทษด้วยการกักตัวไว้ในคอกเหมือนเล้าหมูใต้ถุนครัวไฟ ให้ต้องทนทุกข์อยู่ในน้ำครำตลอดเวลา
แต่จากการสืบค้นข้อมูลในคดีดังกล่าวของ สืบแสง พรหมบุญ หลักฐานที่พอจะเอาผิดกับพระปรีชาฯ ได้คือคดีเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานทางบัญชี ซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่ควรต้องโทษถึงขั้นประหารหากเทียบเคียงกับกรณีข้าราชการอีกหลายคนที่เคยพัวพันกันการทุจริตมาก่อน ขณะที่ข้อหาพัวพันกับการฆ่าคนนั้นพยานหลักฐานส่วนใหญ่ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ส่วนปัจจัยที่น่าจะมีส่วนสำคัญทำให้ พระปรีชาฯ ต้องโทษหนักถึงขั้นประหารนั้น นายนิวแมน ชาวต่างประเทศที่อยู่ในเมืองไทยสมัยนั้นเคยวิเคราะห์ไว้ว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมของไทยในขณะนั้นไม่เป็นธรรม เพราะยังเป็นระบบไต่สวนที่จำเลยไม่มีสิทธิประกันตัวเพื่อเตรียมพยานหลักฐานในการสู้คดี อำนาจการตัดสินคดีก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารมิได้ทำงานอย่างเป็นอิสระ
การที่ขุนนางคนสำคัญอย่างสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินคดีแต่ต้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง โดยสมเด็จเจ้าพระยาฯ คือผู้ที่กราบทูลกับรัชกาลที่ 5 ให้เอาผิดกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับพระปรีชาฯ เป็นสำคัญ ยิ่งกว่าเรื่องของการทุจริต
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นด้วย โดยเมื่อครั้งที่มีการจับตัวพระปรีชาฯ พระองค์ก็ทรงมีพระราชหัตถเลขาสั่งพระพิเรนทรเทพย์เจ้ากรมตำรวจด้วยพระองค์เอง ให้จำตรวนและลงอาญาโบยเสีย 30 ที เพราะเห็นว่าพระปรีชาฯ ทำการดูหมิ่นอาญาแผ่นดินมาก “การกำเริบหมิ่นประมาทและไม่มีความยำเกรงผู้ใหญ่”
และพระองค์ก็เคยมีพระราชดำรัสกับ มร.น็อกซ์ เมื่อโปรดให้เข้าเฝ้าว่า “…ถ้าพระปรีชาฯ กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบตั้งแต่ต้นอาจจะไม่ได้รับผลร้ายเช่นนี้ก็ได้ แต่นี่กลับไม่ได้กราบทูลให้พระองค์ทรงทราบเลย”
บุคลิกส่วนตัวของพระปรีชาฯ ที่ค่อนข้างดื้อดึง ไม่ให้ความร่วมมือกับการดำเนินคดี ก็ทำให้ไม่มีเหตุอันควรแก่การปรานี
อีกปัจจัยคือการที่พระปรีชาฯ แต่งงานกับแฟนนี ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดธรรมเนียม และผิดคำสาบานในฐานะขุนนางซึ่งต้องถือน้ำพิพัตน์สัตยาอันมีความตอนหนึ่งว่า “อย่าเอาในไปเผื่อแผ่แก่ไทยต่างด้าวท้าวต่างแดน” ความไม่พอพระทัยในกรณีของพระปรีชาฯ ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงวางเงื่อนไขสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางที่จะสมรสกับหญิงต่างชาติในการต่อไป ว่าจะต้องกราบทูลให้ทรงทราบ และได้รับพระราชทานบรมราชานุญาตแล้วจึงจะทำการสมรสได้ อีกทั้งต้องลาออกจากราชการ สละผลประโยชน์ทั้งหมด โดยผู้นั้นต้องดำรงความเป็นไทย ภรรยาและบุตรก็ต้องอยู่ใต้บังคับของกฎหมายไทย
และปัจจัยที่ถือว่าสำคัญที่สุดที่ทำให้โทษของพระปรีชาฯ หนักหนาเกินควร คือบทบาทของ มร.น็อกซ์ ที่พยายามแอบอ้างอำนาจของรัฐบาลอังกฤษมาข่มขู่ให้ปล่อยตัวพระปรีชาฯ ทำให้รัฐบาลไทยต้องแต่งราชทูตไปชี้แจงรัฐบาลอังกฤษเพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิด เมื่อทางอังกฤษไม่ให้การสนับสนุนด้วยเห็นเป็นเรื่องส่วนตัว มร.น็อกซ์ ที่ข่มขู่ไทยไว้มากจึงเสียหน้า และยังถูกเรียกตัวกลับ ฝ่ายไทยเองเมื่อถูกข่มขู่ไว้หนัก ก็ย่อมไม่อาจพิจารณาโทษสถานเบาแก่พระปรีชาฯ ได้ เพราะอาจต้องเสียหน้าด้วยเหมือนกัน
ความตายของพระปรีชาฯ จึงประกอบด้วยหลายปัจจัย การมีเมียแหม่มของพระปรีชาฯ อาจไม่เป็นปัญหาเลยก็ได้หากได้รับพระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ 5 เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากแหม่มรายนั้นมิได้เป็นบุตรสาวของกงสุลน็อกซ์ ทูตเจ้าอารมณ์ที่เรียกเรือปืนมาข่มขู่ว่าจะถล่มกรุงเทพฯ
จากาภาพ : (ขวา) พระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล), (ซ้าย) แฟนนี น็อกซ์
อำเภอที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัด อำเภอล่าสุดของประเทศไทย
โรคไข้หลับลึกยุค 1920s ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ในผู้รอดชีวิต
เปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสน
เด็กเทคนิคเรียนสายไหนมากที่สุด เปิดข้อมูลอาชีวะ สายช่างที่มีผู้เรียนมากอันดับ 1
มะเขือเทศทำให้หน้าแดงและผิวดีได้จริงแค่ไหน
เปิด 5 ตำแหน่งสายกฎหมายภาครัฐ เงินเดือนสูงสุดใครแตะ 1.38 แสนบาทต่อเดือน?
10 เลขฮิต "OK ล็อตเตอรี่" งวดวันที่ 16 กันยายน 2569
คัดมาเน้นๆ เลขเด็ด AI งวด 16 ก.ย. 69
ย่านที่ชาวจีนอาศัยเยอะสุดในไทยอยู่ตรงไหน
ใบขับขี่รุ่นแรกของประเทศไทย เริ่มเมื่อไร? ย้อนกลับไปกว่า 100 ปี สมัย ร.5
เปิดรายได้คนไทยไปทำงานญี่ปุ่น เงินเดือนเท่าไร หักค่าที่พักและค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกลับบ้านกี่บาท
มหาวิทยาลัยไทยที่ติดอันดับโลก อันดับ 1 ของไทยอยู่ที่เท่าไร?
อำเภอที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัด อำเภอล่าสุดของประเทศไทย



